ผู้ชายคนนี้เคยเป็นระดับ “ตัวท็อป” ของวงการเฮดจ์ฟันด์ ทำผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 30% ต่อปี ต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี เรียกได้ว่าเก่งระดับที่นักลงทุนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ แต่สุดท้ายจากเงินระดับ “8,000 ล้านบาท” กลับเหลือ “0” และล้มละลายถึง 2 ครั้ง
👉
จุดพีคของเขา
- เคยทำเงินจาก 50,000 ดอลลาร์ เป็น 10 ล้านดอลลาร์
- ได้รับเงินลงทุนจาก George Soros
- ถูกยกย่องว่าเป็น Hedge Fund Manager อันดับ 1 ของโลก (โดย Barron's)
แต่สิ่งที่พาเขาพังคือ...
❌ การขาย Options แบบ “Naked Put” ปริมาณมหาศาล
❌ ใช้ Leverage สูง (กำไรแรง แต่พลาดคือพังทั้งระบบ)
❌ เชื่อว่าเหตุการณ์รุนแรงเป็น “เรื่องที่ไม่น่าจะเกิด”
- จนกระทั่งปี 1997 (วิกฤติต้มยำกุ้ง) ตลาดร่วงหนักจนโมเดลที่เขาใช้ “ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน”
- ผลลัพธ์คือ… เงินหายเกลี้ยง ต้องปิดกองทุน
- และที่หนักกว่านั้นคือ… ปี 2007 เขากลับมา และ “พลาดซ้ำแบบเดิม” ในวิกฤติ Subprime
📌 สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้
- การลงทุนที่ “ชนะยาว” ไม่ได้แปลว่าจะ “ไม่แพ้หนัก”
- โมเดลเก่งแค่ไหน ก็แพ้ “เหตุการณ์สุดขั้ว (Black Swan)” ได้
- การไม่ยอมรับความเสี่ยง = ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด
- และที่สำคัญที่สุดคือ “การอยู่รอดสำคัญกว่าผลตอบแทน”
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้จาก 8,000 ล้าน เหลือ 0 บทเรียนความประมาทของ Victor Niederhoffer /โดย ลงทุนแมน
คุณ Victor Niederhoffer ชายคนนี้เคยมีผลงานระดับสุดยอดในวงการเฮดจ์ฟันด์
เขาเป็นหนึ่งในนักลงทุนสาย “Quant” หรือ การวิเคราะห์การลงทุนโดยใช้โมเดลคณิตศาสตร์ คนแรก ๆ ในวอลล์สตรีต ที่สร้างผลตอบแทนมหาศาล
โดยเขาสามารถสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยราว 30% ต่อปี ต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี
แต่สุดท้ายเขากลับต้อง “ล้มละลาย” ถึง 2 ครั้ง
ที่น่าแปลกคือ นักลงทุนสาย Quant ที่ควรเชื่อในเรื่องของตัวเลขและสถิติมากที่สุด กลับคิดว่าที่ตัวเขาพลาด เพราะความ “ซวยระดับ 1 ในล้าน”
คุณ Victor Niederhoffer ทำพลาดอะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
คุณ Victor Niederhoffer เกิดที่นิวยอร์กในปี 1943
เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยชิคาโก
ปี 1967-1972 เขาเป็นอาจารย์ด้านการเงิน สอนที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์
ที่นั่นเอง ทำให้เขาได้เขียนบทความทางวิชาการ ที่ท้าทายความเชื่อเรื่อง “ทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ”
ซึ่งต้องเล่าว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 นักวิชาการหลายคนเชื่อในสมมติฐานตลาดที่มีประสิทธิภาพ
กล่าวคือ ราคาหุ้นและสินทรัพย์ต่าง ๆ สะท้อนข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมด ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะตลาดได้
นี่เองที่ทำให้คุณ Niederhoffer กลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกยุคแรก ๆ ที่นำ สถิติ และ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการเก็งกำไร
โดยเขาสร้างกฎการเทรด ที่ผ่านการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) เพื่อหาความผิดปกติในตลาดการเงิน
ความผิดปกติที่เขาใช้ก็อย่างเช่น การใช้ขนาดตัวอักษรบนหนังสือพิมพ์ เพื่อกำหนดความสำคัญสัมพัทธ์ของเหตุการณ์ข่าว และวัดว่าเหตุการณ์เหล่านั้นส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างไร
โดยหนึ่งในการเทรดที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขา เกิดขึ้นในปี 1979
ตอนนั้นเกิดการปฏิวัติในประเทศอิหร่าน ทำให้การส่งออกน้ำมันหยุดชะงัก ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว
เมื่อน้ำมันแพง ของทุกอย่างก็แพงตาม
ตอนนั้นเอง เขาใช้สถิติย้อนหลังตรวจเช็กความสัมพันธ์ระหว่าง “ราคาสินค้าโภคภัณฑ์” กับ “อัตราดอกเบี้ย”
เขาสังเกตว่าราคาพันธบัตร ซึ่งมักแปรผกผันกับดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ยังไม่ได้ขยับตัวลงแรงเท่าที่ควรจะเป็นตามสถิติที่เขาเก็บได้
เขาจึงสวนกระแส โดยทำการเดิมพันว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะนำไปสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ย และทำให้ราคาพันธบัตรลดลง
เขาจึงลงทุนผ่านตลาดฟิวเจอร์ส และมีการกู้ยืมโดยใช้มาร์จิน ซึ่งทำให้แม้ว่าเขาจะมีเงินทุนน้อย ก็สามารถเทรดได้กำไรมากหากถูกทาง แต่หากผิดทางก็จะขาดทุนได้มากเช่นกัน
โดยเขาเลือกขายพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ พร้อมกับซื้อทองคำ และเงิน
สุดท้าย การเทรดนี้สามารถเปลี่ยนเงินลงทุนเริ่มต้น 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้เติบโตขึ้นกว่า 200 เท่า กลายเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน สูงถึง 1,200 ล้านบาท
ต่อมาในปี 1980 เขาได้ก่อตั้งกองทุนของตนเองที่ชื่อ NCZ Commodities หรือที่รู้จักกันในชื่อ Niederhoffer Investments
แถมดันไปเข้าตาของคุณ George Soros พ่อมดการเงิน จนมอบเงินให้เขารวม ๆ แล้วกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมูลค่าปัจจุบันประมาณ 12,000 ล้านบาทไปบริหาร
ซึ่งกลยุทธ์ที่เขาใช้คือ การขาย Options แบบ Naked Puts ซึ่งเป็นการทำสัญญาเทรดโดยที่เงินทุนมีไม่พอที่จะรับความเสี่ยงได้หากตลาดผิดทาง
โดยคุณ Niederhoffer ทำสัญญาว่าจะรับซื้อหุ้นในราคาที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าราคาตลาดจะร่วงไปอยู่ที่เท่าไรก็ตาม แลกกับเงินค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า “ค่าพรีเมียม” เป็นการตอบแทน
คุณ Niederhoffer จึงเหมือนเป็น “บริษัทประกัน” ที่มีรายได้จากการเก็บเบี้ยประกัน ซึ่งก็คือค่าพรีเมียมมาเปล่า ๆ ซึ่งตราบใดที่ตลาดไม่เกิดหายนะ เขาก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเสียหายหรือขาดทุนก้อนโต
ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1980 ถึงกลาง 1990 กองทุนของเขาสามารถสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยราว 30% ต่อปี ต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี
และได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Barron's ว่าเป็น “ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์อันดับ 1 ของโลก” ในขณะนั้น
แต่แล้วในปี 1997 วิกฤติต้มยํากุ้ง ได้ลุกลามไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในขณะที่ตลาดโลกตื่นตระหนก
คุณ Niederhoffer เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง
เขาจึงขาย Naked Puts โดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยงบนดัชนี S&P จำนวนมหาศาล โดยเดิมพันว่าตลาดจะไม่ตกแรง
แต่ในวันที่ 27 ตุลาคม 1997 ตลาดหุ้นดิ่งลง 7% ในวันเดียว ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กต้องเอาระบบ Circuit Breaker หรือหยุดพักการซื้อขายออกมาใช้
ซึ่งเหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ โมเดลสถิติของเขาไม่เคยคำนวณมาก่อนว่าจะเป็นไปได้
สุดท้ายเขาถูกเรียกเงินประกันเพิ่มมหาศาล
เงินทุนสำรอง และเงินส่วนตัวกว่า 8,000 ล้านบาทหายวับไปกับตา รวมถึงยังต้องนำบ้านไปจำนองและขายของสะสมส่วนตัวเพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้
ทำให้กองทุนของเขาต้องปิดตัวลงในที่สุด
ต่อมาในปี 2002 เขากลับมาอีกครั้ง ด้วยกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ชื่อว่า Matador ซึ่งเขาทำผลตอบแทนได้ 50% ต่อปี
แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังติดกับดักความเชื่อเดิม ๆ และกลยุทธ์เดิมที่เคยทำให้เขาพังในอดีต
สุดท้ายกองทุน Matador ก็ล้มเหลวในช่วงปี 2007 จากวิกฤติ Subprime
ทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมา ด้วยอายุที่มากขึ้น เงินทุนที่หดหาย และแรงใจที่หมดลง ทำให้เขาไม่สามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกเลย
มีนักวิชาการด้านการเงินวิเคราะห์ว่า คุณ Niederhoffer เป็นคนที่มี “ความมั่นใจในตนเองสูงมาก”
เขาไม่ได้มองว่ากลยุทธ์ของเขาผิด แต่มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 1997 และ 2007 คือ “ความซวยระดับ 1 ในล้าน” ที่บังเอิญเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด
บทสรุปของเรื่องนี้บอกเราได้ดีว่าการลงทุนและความเสี่ยงเป็นของคู่กันเสมอ
การที่คุณ Niederhoffer ปฏิเสธถึงการมีอยู่ของความเสี่ยง และโทษว่าเป็นความซวย ทำให้เขาไม่เคยเรียนรู้บทเรียนที่แท้จริงจากความล้มเหลวของตัวเอง
และสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่การล้มเหลวครั้งแรก แต่คือการล้มในหลุมเดิมเป็นครั้งที่ 2 เพราะมันพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เดินทางมาไกลขึ้นเลย
เพราะสุดท้ายไม่ว่าคุณ Niederhoffer จะเก่งแค่ไหน ฉลาดเพียงใด มีสถิติและโมเดลที่แม่นยำขนาดไหน สิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุนคือ การอยู่รอด
เพราะผลตอบแทน 30% ต่อปีนาน 15 ปี ไม่มีความหมายเลย หากทุกอย่างพังทลายลงจนไม่มีเหลือ
ที่มา
ลงทุนแมน
จาก 8,000 ล้าน เหลือ 0 บทเรียนราคาแพงของ Victor Niederhoffer ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
👉 จุดพีคของเขา
- เคยทำเงินจาก 50,000 ดอลลาร์ เป็น 10 ล้านดอลลาร์
- ได้รับเงินลงทุนจาก George Soros
- ถูกยกย่องว่าเป็น Hedge Fund Manager อันดับ 1 ของโลก (โดย Barron's)
แต่สิ่งที่พาเขาพังคือ...
❌ การขาย Options แบบ “Naked Put” ปริมาณมหาศาล
❌ ใช้ Leverage สูง (กำไรแรง แต่พลาดคือพังทั้งระบบ)
❌ เชื่อว่าเหตุการณ์รุนแรงเป็น “เรื่องที่ไม่น่าจะเกิด”
- จนกระทั่งปี 1997 (วิกฤติต้มยำกุ้ง) ตลาดร่วงหนักจนโมเดลที่เขาใช้ “ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน”
- ผลลัพธ์คือ… เงินหายเกลี้ยง ต้องปิดกองทุน
- และที่หนักกว่านั้นคือ… ปี 2007 เขากลับมา และ “พลาดซ้ำแบบเดิม” ในวิกฤติ Subprime
📌 สิ่งที่ได้จากเรื่องนี้
- การลงทุนที่ “ชนะยาว” ไม่ได้แปลว่าจะ “ไม่แพ้หนัก”
- โมเดลเก่งแค่ไหน ก็แพ้ “เหตุการณ์สุดขั้ว (Black Swan)” ได้
- การไม่ยอมรับความเสี่ยง = ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด
- และที่สำคัญที่สุดคือ “การอยู่รอดสำคัญกว่าผลตอบแทน”
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ที่มา ลงทุนแมน