#KBANK #KTB #KKP #ทันหุ้น – ธนาคารพาณิชย์หมดกังวลการลดดอกเบี้ย หลัง FED ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยจำกัด หนุน NIM กลุ่มธนาคารทรงตัวในระดับดี แต่ต้องระวังการตั้งสำรองพิเศษในช่วงไตรมาส 1 จากปัญหาสงครามที่กระทบการผลิต สแกนพื้นฐานแบงก์ไทยแข็งแกร่ง เงินกองทุนสูง รองรับความผันผวนเศรษฐกิจโลกได้ เลือก “ปันผลสูง” 6-8%
นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FOMC) ที่มีมติ 11-1 คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยในเชิงนโยบายล่าสุด FED ยังส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยอย่างจำกัดในระยะถัดไป โดยคาดว่าจะลดเพียงปีละ 1 ครั้งในปี 2569-2570 สอดคล้องกับมุมมองของคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย หลังจากพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศลง 1 ครั้งเมื่อช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมาก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะรอติดตามผลการดำเนินนโยบายดังกล่าว สะท้อนภาพอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้ว และมีแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่อง
การที่อัตราดอกเบี้ยไม่ปรับลดลงต่อ ถือเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านขาลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ภาพกำไรระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจากการพิจารณาตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) ของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2569 ที่จะทยอยประกาศออกมา
@จับตากลุ่ม SME
ประเด็นที่ต้องติดตาม คือคุณภาพสินทรัพย์ซึ่งมีแนวโน้มอ่อนตัวจากปัจจัยภายนอก ทั้งภาวะสงคราม, อัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่ม SME เนื่องจากยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และต้องเผชิญแรงกดดันซ้ำจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาซัพพลายเชน ขณะที่กลุ่มสินเชื่อรายย่อยมีความเสี่ยงจะเริ่มสะท้อนผลกระทบในช่วงครึ่งปีหลัง หากค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เบื้องต้นคาดว่าจะมีเพียงด้านลูกค้ารายใหญ่ (Corporate) ที่ยังคงมีสภาพคล่องสามารถประคองธุรกิจได้
“แม้ว่าตลอดช่วงที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมี Coverage Ratio อยู่ในระดับสูง แต่ยังคาดว่าในไตรมาส 1/2569 นี้มีโอกาสทยอยตั้งสำรองพิเศษเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนใหม่จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกดดันกำไรระยะสั้นให้ชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อน”
@แนะเลือกรายตัว
นายกรกช กล่าวว่า แม้ปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดัน แต่จุดเด่นสำคัญของกลุ่มธนาคารยังอยู่ที่ฐานเงินกองทุนแข็งแกร่ง และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง โดยบางธนาคารให้ Dividend Yield สูงถึงราว 7.6 – 7.7% สูงกว่าหลายกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงกอง REIT จึงยังเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดในภาวะตลาดผันผวน กลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะนำเลือกลงทุนโดยเน้นธนาคารที่มีความเสี่ยงต่ำหรือมีปัจจัยเฉพาะตัวสนับสนุน อาทิ KTB ที่มีพอร์ตสินเชื่อเชื่อมโยงภาครัฐสูง และ KKP ที่มีจุดเด่นด้านรายได้ค่าธรรมเนียม และคุณภาพพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
@คาดโค้งแรกกำไรหด
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1/2569 ว่า กำไรสุทธิรวมมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวเมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 4/2568 (QoQ) สะท้อนแรงกดดันจากรายได้ที่ชะลอลง ขณะที่การควบคุมต้นทุนช่วยพยุงภาพรวมในระยะสั้น
โดยแรงกดดันหลักมาจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ปรับลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ประกอบกับรายได้จากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลงจากฐานสูงในปีก่อน ขณะที่การปล่อยสินเชื่อยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง ธนาคารเน้นคัดเลือกลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อยังไม่โดดเด่น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหนุนสำคัญในเชิงไตรมาสมาจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) ที่ลดลง หลังจากไตรมาส 4 ของทุกปีมักมีการบันทึกค่าใช้จ่ายจำนวนมากตามฤดูกาล ทำให้กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัว QoQ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2569 ให้น้ำหนัก “เท่ากับตลาด” โดยธีมหลักไม่ใช่การเติบโตของกำไร แต่เป็น “การบริหารจัดการเงินทุน (Capital Management)” ผ่านการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงราว 6-8% การซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) และการยกระดับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) พร้อมแนะนำสำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นธนาคารพาณิชย์อยู่ในพอร์ต แนะนำ “ถือต่อ” เพื่อรับเงินปันผล แต่หากจะเข้าซื้อเพิ่ม หรือหาจังหวะเข้าลงทุนใหม่ ควรรอช่วงหลังขึ้นเครื่องหมาย XD ซึ่งมักเป็นจังหวะที่ราคาหุ้นย่อตัวและเพิ่มความน่าสนใจในการเข้าซื้อในระยะถัดไป โดยหุ้นเด่นได้แก่ KTB ที่มีโอกาสปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Normalized Payout Ratio) จากระดับปัจจุบันอยู่ที่เพียง 60% จึงยังมี “Room” หรือโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นให้ไปแตะระดับ 80% ได้ในอนาคต และ KBANK ที่มีแนวโน้มเพิ่ม Payout Ratio ควบคู่กับโครงการซื้อหุ้นคืนซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคา ด้านอัตราการจ่ายเงินปันผลปัจจุบันมี Payout Ratio อยู่ที่ประมาณ 60% และมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลขึ้นได้เช่นกัน

แบงก์โล่งพ้นดอกเบี้ยขาลง มีโอกาสตั้งสำรองพิเศษ Q1
#KBANK #KTB #KKP #ทันหุ้น – ธนาคารพาณิชย์หมดกังวลการลดดอกเบี้ย หลัง FED ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยจำกัด หนุน NIM กลุ่มธนาคารทรงตัวในระดับดี แต่ต้องระวังการตั้งสำรองพิเศษในช่วงไตรมาส 1 จากปัญหาสงครามที่กระทบการผลิต สแกนพื้นฐานแบงก์ไทยแข็งแกร่ง เงินกองทุนสูง รองรับความผันผวนเศรษฐกิจโลกได้ เลือก “ปันผลสูง” 6-8%
นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FOMC) ที่มีมติ 11-1 คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยในเชิงนโยบายล่าสุด FED ยังส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยอย่างจำกัดในระยะถัดไป โดยคาดว่าจะลดเพียงปีละ 1 ครั้งในปี 2569-2570 สอดคล้องกับมุมมองของคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย หลังจากพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศลง 1 ครั้งเมื่อช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมาก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะรอติดตามผลการดำเนินนโยบายดังกล่าว สะท้อนภาพอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้ว และมีแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่อง
การที่อัตราดอกเบี้ยไม่ปรับลดลงต่อ ถือเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย เนื่องจากช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านขาลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ภาพกำไรระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจากการพิจารณาตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) ของธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2569 ที่จะทยอยประกาศออกมา
@จับตากลุ่ม SME
ประเด็นที่ต้องติดตาม คือคุณภาพสินทรัพย์ซึ่งมีแนวโน้มอ่อนตัวจากปัจจัยภายนอก ทั้งภาวะสงคราม, อัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่ม SME เนื่องจากยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และต้องเผชิญแรงกดดันซ้ำจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาซัพพลายเชน ขณะที่กลุ่มสินเชื่อรายย่อยมีความเสี่ยงจะเริ่มสะท้อนผลกระทบในช่วงครึ่งปีหลัง หากค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เบื้องต้นคาดว่าจะมีเพียงด้านลูกค้ารายใหญ่ (Corporate) ที่ยังคงมีสภาพคล่องสามารถประคองธุรกิจได้
“แม้ว่าตลอดช่วงที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมี Coverage Ratio อยู่ในระดับสูง แต่ยังคาดว่าในไตรมาส 1/2569 นี้มีโอกาสทยอยตั้งสำรองพิเศษเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนใหม่จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกดดันกำไรระยะสั้นให้ชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อน”
@แนะเลือกรายตัว
นายกรกช กล่าวว่า แม้ปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดัน แต่จุดเด่นสำคัญของกลุ่มธนาคารยังอยู่ที่ฐานเงินกองทุนแข็งแกร่ง และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง โดยบางธนาคารให้ Dividend Yield สูงถึงราว 7.6 – 7.7% สูงกว่าหลายกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงกอง REIT จึงยังเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดในภาวะตลาดผันผวน กลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะนำเลือกลงทุนโดยเน้นธนาคารที่มีความเสี่ยงต่ำหรือมีปัจจัยเฉพาะตัวสนับสนุน อาทิ KTB ที่มีพอร์ตสินเชื่อเชื่อมโยงภาครัฐสูง และ KKP ที่มีจุดเด่นด้านรายได้ค่าธรรมเนียม และคุณภาพพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
@คาดโค้งแรกกำไรหด
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1/2569 ว่า กำไรสุทธิรวมมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวเมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 4/2568 (QoQ) สะท้อนแรงกดดันจากรายได้ที่ชะลอลง ขณะที่การควบคุมต้นทุนช่วยพยุงภาพรวมในระยะสั้น
โดยแรงกดดันหลักมาจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ปรับลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ประกอบกับรายได้จากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่มีแนวโน้มลดลงจากฐานสูงในปีก่อน ขณะที่การปล่อยสินเชื่อยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง ธนาคารเน้นคัดเลือกลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อยังไม่โดดเด่น
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหนุนสำคัญในเชิงไตรมาสมาจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) ที่ลดลง หลังจากไตรมาส 4 ของทุกปีมักมีการบันทึกค่าใช้จ่ายจำนวนมากตามฤดูกาล ทำให้กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัว QoQ
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2569 ให้น้ำหนัก “เท่ากับตลาด” โดยธีมหลักไม่ใช่การเติบโตของกำไร แต่เป็น “การบริหารจัดการเงินทุน (Capital Management)” ผ่านการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงราว 6-8% การซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) และการยกระดับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) พร้อมแนะนำสำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นธนาคารพาณิชย์อยู่ในพอร์ต แนะนำ “ถือต่อ” เพื่อรับเงินปันผล แต่หากจะเข้าซื้อเพิ่ม หรือหาจังหวะเข้าลงทุนใหม่ ควรรอช่วงหลังขึ้นเครื่องหมาย XD ซึ่งมักเป็นจังหวะที่ราคาหุ้นย่อตัวและเพิ่มความน่าสนใจในการเข้าซื้อในระยะถัดไป โดยหุ้นเด่นได้แก่ KTB ที่มีโอกาสปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Normalized Payout Ratio) จากระดับปัจจุบันอยู่ที่เพียง 60% จึงยังมี “Room” หรือโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นให้ไปแตะระดับ 80% ได้ในอนาคต และ KBANK ที่มีแนวโน้มเพิ่ม Payout Ratio ควบคู่กับโครงการซื้อหุ้นคืนซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคา ด้านอัตราการจ่ายเงินปันผลปัจจุบันมี Payout Ratio อยู่ที่ประมาณ 60% และมีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลขึ้นได้เช่นกัน