ประสบการณ์ทำงานตอนไป WAT (เอเจนซี่ Kool world) ทำงานที่ไหนบ้าง

กระทู้สนทนา
ต่อจากกระทู้ก่อนที่เล่าถึงการสมัครโครงการ WAT แบบรวบรัดไปแล้ว ถึงพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ คนไหนที่ผ่านมาเห็นกระทู้นี้ก่อน แล้วมีความสงสัยเกี่ยวกับเอเจนท์ที่เราเลือก ก็สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ ประสบการณ์ไป Work & Travel ที่รัฐ FL

          


          ก่อนที่เราจะรู้ว่าตัวเองจะได้ทำตำแหน่งไหน ทางเอเจนท์จะมีการวัดระดับภาษาของเราก่อนค่ะ พอได้ผลระดับภาษาแล้ว ทางพี่ๆ ทีมงานก็จะมีลิสตัวงานและตำแหน่งที่เราสามารถทำได้มาให้เลือก ในกรณีนี้เราไม่ได้เก่งภาษามาก ยังงูๆ ปลาๆ อยู่เลย ก็เลยได้ทำงานในครัวเป็นหลักค่ะ ซึ่งเอาจริงๆ งานในครัวไม่ใช่ว่าไม่ต้องใช้ภาษานะ ก็ใช้เหมือนกัน เพราะเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ต่างสัญชาติกันหมด มีคนจาไมกา สเปน เมกัน ออสซี่ที่เราต้องทำงานร่วมด้วย

          ซึ่งงานแรกที่เราได้ทำคืองานเบเกอรี่ค่ะ ประมาณว่าร้านอาหารเช้าที่ต้องเข้างานประมาณเจ็ดโมงแล้วเลิกอีกทีบ่าย 2-3 และแน่นอนว่าเราไม่มีประสบการณ์เรื่องทำอาหารหรือขนมมาก่อนเลย อาศัยแค่ว่าเคยทำงานพาทไทม์โรงแรมที่ไทยมาเท่านั้น ซึ่งมันท้าทายมากเวลาที่ต้องมาทำอะไรที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน แบบความรู้เรื่องเบเกอรี่เป็นศูนย์ ภาษาก็ไม่ได้ดี ต้องมาฟังขั้นตอนการปั้นขนม การอบขนม ตวงสัดส่วนผสมต่างๆ นาๆ เรียกว่าชีวิตช่วงนั้นบรรเทิงกันเลยทีเดียว คิดในใจว่านี่เหรอวะ ! งานในครัวที่ตรูได้ รู้งี้น่าจะตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษเยอะๆ 5555555555

         และด้วยตอนนั้นเราเองก็เป็นนักศึกษาอยู่ด้วยแหละ เป็นคนไทยคนเดียวที่ได้เข้าไปทำงานในครัวท่ามกลางต่างชาติในนั้นที่มีแต่สาวๆ ส่วนเพื่อนคนไทยคนอื่นก็กระจายกันไปทำจุดอื่นๆ ความกระตือรือร้นมันเลยบังเกิด ถึงจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องก็จะพยายามฟังอย่างตั้งใจ หรือไม่ก็ให้เพื่อนร่วมงานต่างชาติช่วยทวนวิธีทำให้อีกครั้ง แต่เหมือนสิ่งนี้จะทำให้ใครคนนึงไม่พอใจ  จำได้เลยว่าเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองโดนเหยียดตรงๆ จากสาวฝรั่งตาสีฟ้า รูปร่างอ้วนท้วม ใส่แว่น ผมทอง ทั้งท่าทีการสอน ทำนองการพูดจะเหวี่ยงๆ หน่อย ชอบสีหน้าบึ้งตึงแต่พอนางหันไปคุยกับเพื่อนร่วมงานสัญชาติเดียวกันก็เปลี่ยนท่าทีทันที

         ซึ่งกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นก็ไม่เป็นไรนะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ทุกคนดูยินดีช่วยเหลือถ้าเราอ้าปากถาม แต่จะมีก็แต่เพื่อนสาวตาฟ้าผมสีทองคนนี้แหละที่ชอบแอบมองเราตอนทำงาน เงยหน้าทีไร ตาก็สบกันตลอด เวลาที่นางโดนหัวหน้าสั่งให้มาสอนเราทำขนมหน้าใหม่ๆ ก็มักจะทำสีหน้าตึงใส่ตลอด อย่าพูดว่าเราคิดไปเองเด็ดขาดค่ะ! สัญชาตญาณของผู้หญิงมักเชียบคมเสมอ 55555555555 และที่เรามั่นใจได้ขนาดนั้นว่านางต้องมีอคติกับเราอย่างแน่นวล คือนางเดินไปหาหัวหน้าแล้วซุบซิบบางอย่างหางตามองเรา เนี่ย!! ชัด!! แต่เราก็ยังทำหน้าที่ของเราเหมือนเดิมทุกอย่างค่ะ เพราะในตารางจะมีเขียนทุกเช้าว่าใครมีหน้าที่ทำขนมอะไรบ้าง และหลังจากนั้นไม่รู้เกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้น เพราะสาวผมทองคนนั้นไม่ได้มาสอนเราแล้ว แต่จะเป็นหัวหน้าผู้หญิงมาสอนแทน อยากบอกว่าหัวหน้านิสัยดีมาก ฟิวส์เหมือนคุณแม่สอนลูก ไม่มีท่าทีตึงใส่ สอนกระทั่งการออกเสียงคำศัพท์บางคำ แล้วชอบยิ้มให้ การทำงานหลังจากนั้นเลยเริ่มอยู่ตัวขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ



          ทำงานแรกเสร็จ ก็จะมีจุดขึ้นบัสไม่ไกลมาก เรากับเพื่อนทำที่เดียวกันโชคดีหน่อย ไม่เหงา 55555555 งานที่สองเป็นร้านพิซซ่าบาร์ ร้านอาหารใกล้กับทะเล บรรยากาศดีมากๆ เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายเก็บเอาไว้ งานนี้เราก็ได้ทำในครัว คอยผัด meatball / เมนูสปาเก็ตตี้ต่างๆ ทำสลัดนู้นนี่นั้น ได้เพื่อนสาวสเปนที่รุ่นราวคราวเดียวกัน ก็คุยกันถูกคอ มีความสุขดีน้า เสียอย่างที่งานมันหนักต้องอยู่หน้าเตาตลอด ยืนตลอดตั้งแต่งานแรก ร้านอาหารตอนเย็นก็จะฟิวส์เหมือนงานพาทไทม์ที่ไทยเลย จบงานเสร็จก็เตรียมเก็บของ ถูพื้น ล้างของ ทิ้งขยะ ตอกเวลาออกงาน แล้วก็ติดรถของพวกรุ่นพี่คนไทยที่ทำงานแถวนั้นกลับ (ค่ารถนับเป็นรอบๆ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะรอบละสองสามเหรียญ)

          

          
          ถึงบ้านก็ประมาณ 4-5 ทุ่ม กว่าจะอาบน้ำ กินข้าว ไหนจะยังแปลกถิ่นยังไม่คุ้นชิน รู้สึกเหนื่อยโคตร!!!!! จำได้เลยว่าตอนนั้นไม่ค่อยได้กินข้าว จากตัวที่ผอมอยู่แล้วก็ยิ่งผอมไปใหญ่ 5555555555

          ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน สภาพเพื่อนแต่ละคนคือเหมือนกันหมด มันอิดโรย เมื่อยล้า เพราะต้องตื่นเช้ากลับเข้าบ้านมาก็ดึก เราทำงานไปได้พักนึง จำไม่ได้ว่าทำไมถึงได้ทำงานร้านที่สาม เป็นร้านไทยนี่แหละ แบบความรู้สึกในตอนนั้นน่าจะอยากลองไปให้สุด เพราะเคยได้ยินว่ามีคนเคยลองทำสามสี่งานเลย เราก็อยากลองมั้ง ตอนนั้นมีพี่ที่รู้จักแนะนำให้พอดี เลยได้ไปทำร้านไทยในช่วงที่มีวันหยุด ก็ได้ทำงานในครัวอีกตามเคย คอยเตรียมของเด็ดผัก เตรียมวัตถุดิบเครื่องปรุงต่างๆ บลาๆๆๆ ร้านที่สามได้เวลาเข้างานดีหน่อยไม่ต้องตื่นเช้ามาก เลิกตอนสามทุ่ม ก็มีพี่คนไทยที่ร้านอาสาขับมาส่งให้ แถมคุณน้าเจ้าของร้านไทยกับพี่ที่ร้านใจดีมาก แนวอบอุ่นหัวใจ แต่ใดๆ เราวางแผนไว้ว่าจะอยู่ทำงานที่รัฐนี้สามเดือน จากนั้นค่อยบินไปหาแฟนที่อยู่อีกรัฐ

          แต่ปรากฎว่าเราทำได้แค่เดือนกว่าๆ เกือบสองเดือน ก็มีความรู้สึกว่าตัวเองเข้ากับเพื่อนๆ รุ่นพี่ไม่ค่อยได้ เราไม่ดื่ม ไม่เที่ยว ไม่ช็อป เรียกได้ว่าทำงานจบแล้วอยากอยู่แต่บ้าน รุ่นพี่ชวนไปไหนก็ไม่ไป ใครชวนไปไหนก็ไม่ไป อยากอยู่บ้านสงบๆ คนเดียว และการเดินทางแถวนั้นก็ไม่สะดวก ต้องติดรถพวกรุ่นพี่ตลอด ก็เลยตัดสินใจทำเรื่องลาออกที่เก่าแบบกระทันหันทั้งหมด แล้วจัดแจงซื้อตั๋วบินไปหาแฟนเลย และได้มีโอกาสได้ช่วยงานร้านซูชิกับคุณน้าของแฟนตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงวันที่หมดวีซ่าการทำงานค่าา


           ทั้งหมดนี้ก็เป็นงานที่เราเคยทำมาทั้งหมด ประโยคที่ว่าทุกอย่างมีแผน A แล้วก็ต้องมีแผน B เพราะไม่ใช่ทุกสิ่งที่มันจะเป็นไปตามแผนที่เราวางเอาไว้ มันใช้ได้จริงแท้แน่นอน ยิ่งถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เราไม่คุ้นชินก็ยิ่งไม่ควรประมาท จริงๆ ก็รับสภาพเอาไว้แล้วว่าเผื่องานไม่เริ่ด เผื่อทะเลาะกับเพื่อนจะทำไงดี พอมาเจอเหตุการณ์จริง เลยทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ชีวิตไม่สะดุด เดินหน้าต่อไปได้ ถึงแม้ว่าในใจจะท้อแท้และผิดหวังแค่ไหน ก็ต้องมีความเชื่อที่ว่าเราจะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอนค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนอีกครั้งนะคะ


           ปล. ใครมีประสบการณ์แบบไหนมาเล่าสู่กันฟังได้นะคะ อยากใส่ใจ 555555555555
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่