เส้นทางสายวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ได้วัดกันเพียงชั่วโมงสอน หรือจำนวนผลงานวิจัยเท่านั้นแต่หนึ่งในหมุดหมายที่ทรงคุณค่าที่สุด คือ
“การก้าวสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์”
.
พัแเพราะตำแหน่งนี้สะท้อนมากกว่าแค่ความเชี่ยวชาญในสาขาต่หมายถึงความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง จำที่และถ่ายทอดความรู้ในรูปแบบตำราวิชาการส่งผลต่อวงการศึกษาในวงกว้างเมื่อมองในภาพรวมระดับประเทศนวนศาสตราจารย์ในแต่ละมหาวิทยาลัย
และความเข้มแข็งของระบบวิจัยในสถาบันนั้น ๆที่มีจำนวนศาสตราจารย์มากที่สุดในปัจจุบัน
📊 7 อันดับมหาวิทยาลัยที่มีจำนวน “ศาสตราจารย์” มากที่สุดในประเทศไทย
อันดับ 1
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย — 272 คน
อันดับ 2
มหาวิทยาลัยมหิดล — 134 คน
(รวมวิทยาเขตนครสวรรค์)
อันดับ 3
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ — 81 คน
(รวมศูนย์รังสิต และท่าพระจันทร์)
อันดับ 4
มหาวิทยาลัยขอนแก่น — 75 คน
อันดับ 5
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ — 62 คน
อันดับ 6
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ — 51 คน
(รวมวิทยาเขตปัตตานี)
อันดับ 7
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ — 34 คน
(รวมวิทยาเขตระยอง)
📌 แหล่งข้อมูล:
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
จำนวนบุคลากรในสถานศึกษา ปีการศึกษา 2568
ภาคเรียนที่ 1 ข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568
https://info.mhesi.go.th/homestat_stf.php
หมายเหตุ: นับเฉพาะตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” สายวิชาการ (อาจารย์ประจำ)
---
ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถิติของจำนวนบุคลากรแต่สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบวิชาการในแต่ละมหาวิทยาลัย
.
ทั้งด้านการสร้างงานวิจัย การพัฒนาองค์ความรู้ และการผลักดัน
คณาจารย์ให้ก้าวสู่ตำแหน่งทางวิชาการระดับสูงได้จริง
.
ในอีกมุมหนึ่ง ข้อมูลชุดนี้ยังชี้ให้เห็น “โอกาส”
ของอาจารย์และนักวิชาการทั่วประเทศ
ว่าการก้าวสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์นั้นไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
หากมีระบบการพัฒนาผลงานทางวิชาการที่ชัดเจนและต่อเนื่อง
.
แต่ความจริงที่หลายคนในสายวิชาการกำลังเผชิญคือ…มีองค์ความรู้ มีประสบการณ์สอน มีงานวิจัย
แต่ยังไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็น “ตำรา” ของตนเองได้อย่างเป็นระบบ
.
บางคนอยากเริ่ม… แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
บางคนเริ่มแล้ว… แต่ไปต่อไม่ได้ เพราะโครงสร้างยังไม่ชัด
.
และในยุคนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ “AI” ได้เข้ามามีบทบาทในวงการวิชาการไม่ใช่เพื่อแทนที่นักวิชาการแต่เพื่อช่วยจัดระบบความคิด วิเคราะห์เนื้อหาและเร่งกระบวนการพัฒนาตำราให้มีทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
.
การใช้ AI อย่างถูกวิธีและอยู่บนหลักจริยธรรมทางวิชาการจะช่วยให้เส้นทางสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์“ชัดขึ้น เร็วขึ้น และเป็นรูปธรรมมากขึ้น”
เส้นทางสายวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ได้วัดกันเพียงชั่วโมงสอน เเต่“การก้าวสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์”
“การก้าวสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์”
.
พัแเพราะตำแหน่งนี้สะท้อนมากกว่าแค่ความเชี่ยวชาญในสาขาต่หมายถึงความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง จำที่และถ่ายทอดความรู้ในรูปแบบตำราวิชาการส่งผลต่อวงการศึกษาในวงกว้างเมื่อมองในภาพรวมระดับประเทศนวนศาสตราจารย์ในแต่ละมหาวิทยาลัย
และความเข้มแข็งของระบบวิจัยในสถาบันนั้น ๆที่มีจำนวนศาสตราจารย์มากที่สุดในปัจจุบัน
📊 7 อันดับมหาวิทยาลัยที่มีจำนวน “ศาสตราจารย์” มากที่สุดในประเทศไทย
อันดับ 1
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย — 272 คน
อันดับ 2
มหาวิทยาลัยมหิดล — 134 คน
(รวมวิทยาเขตนครสวรรค์)
อันดับ 3
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ — 81 คน
(รวมศูนย์รังสิต และท่าพระจันทร์)
อันดับ 4
มหาวิทยาลัยขอนแก่น — 75 คน
อันดับ 5
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ — 62 คน
อันดับ 6
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ — 51 คน
(รวมวิทยาเขตปัตตานี)
อันดับ 7
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ — 34 คน
(รวมวิทยาเขตระยอง)
📌 แหล่งข้อมูล:
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา
วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)
จำนวนบุคลากรในสถานศึกษา ปีการศึกษา 2568
ภาคเรียนที่ 1 ข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568
https://info.mhesi.go.th/homestat_stf.php
หมายเหตุ: นับเฉพาะตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” สายวิชาการ (อาจารย์ประจำ)
---
ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถิติของจำนวนบุคลากรแต่สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบวิชาการในแต่ละมหาวิทยาลัย
.
ทั้งด้านการสร้างงานวิจัย การพัฒนาองค์ความรู้ และการผลักดัน
คณาจารย์ให้ก้าวสู่ตำแหน่งทางวิชาการระดับสูงได้จริง
.
ในอีกมุมหนึ่ง ข้อมูลชุดนี้ยังชี้ให้เห็น “โอกาส”
ของอาจารย์และนักวิชาการทั่วประเทศ
ว่าการก้าวสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์นั้นไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
หากมีระบบการพัฒนาผลงานทางวิชาการที่ชัดเจนและต่อเนื่อง
.
แต่ความจริงที่หลายคนในสายวิชาการกำลังเผชิญคือ…มีองค์ความรู้ มีประสบการณ์สอน มีงานวิจัย
แต่ยังไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็น “ตำรา” ของตนเองได้อย่างเป็นระบบ
.
บางคนอยากเริ่ม… แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
บางคนเริ่มแล้ว… แต่ไปต่อไม่ได้ เพราะโครงสร้างยังไม่ชัด
.
และในยุคนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ “AI” ได้เข้ามามีบทบาทในวงการวิชาการไม่ใช่เพื่อแทนที่นักวิชาการแต่เพื่อช่วยจัดระบบความคิด วิเคราะห์เนื้อหาและเร่งกระบวนการพัฒนาตำราให้มีทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
.
การใช้ AI อย่างถูกวิธีและอยู่บนหลักจริยธรรมทางวิชาการจะช่วยให้เส้นทางสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์“ชัดขึ้น เร็วขึ้น และเป็นรูปธรรมมากขึ้น”