📌การศึกษาในประเทศจีน
ค้นพบความจริงที่น่าตกใจว่า
กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาใช้ชีวิตแบบ
“นอนราบ” (Lying Flat) หรือ
การมีทัศนคติแบบปล่อยวาง
เลิกพยายาม และ ละทิ้งเป้าหมาย
เพื่อหนีจากความกดดันของการแข่งขัน
กลับมีแนวโน้มที่จะมีความพึงพอใจในชีวิต
ลดลง!
และสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ
ทัศนคติแบบปล่อยวางนี้ สามารถพยากรณ์ถึงระดับความสุขในชีวิตที่ลดลงในอนาคตได้
แต่ในทางกลับกัน
ระดับความพึงพอใจในชีวิต
กลับไม่สามารถใช้คาดการณ์ได้ว่า
บุคคลนั้นๆ จะหันมาเลือกใช้ไลฟ์สไตล์นี้
ในอนาคตหรือไม่?
สิ่งนี้ ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า
ทัศนคติแบบ "นอนราบ" นี่แหละ
ที่เป็นตัวการฉุดรั้งให้ความสุขในชีวิต
เหือดหายไป
งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน
วารสาร Behavioral Sciences
.
.
.
ปรากฏการณ์ "ถั่งผิง (นอนราบ)"
การลุกฮือแบบไร้เสียง
ปรากฏการณ์ “นอนราบ” หรือที่ในภาษาจีนเรียกว่า "ถั่งผิง (Tang ping)" เป็นกระแสสังคมที่ผุดขึ้นในจีน ในฐานะการต่อต้านอย่างเงียบๆ ต่อแรงกดดันมหาศาลทั้งจากการทำงานและสังคม
มันคือการตัดสินใจของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง
ที่ขอถอนตัวออกจากการดิ้นรนแข่งขันในหน้าที่การงานและความทะเยอทะยานทางวัตถุ
แทนที่จะต้องยอมแลกทุกอย่างเพื่อความก้าวหน้า การมีบ้าน หรือการแต่งงาน
คนกลุ่มนี้เลือกที่จะตั้งเป้าหมายแค่การตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดเพื่อเอาชีวิตรอด
มันคือการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อแรงกดดันของสังคมที่บีบให้คนต้องทำงานหนักเกินความจำเป็นและต้องประสบความสำเร็จเกินตัว
หากแปลตามตัวอักษร "ถั่งผิง"
ก็คือ การที่คนนอนหงายราบไปกับพื้น
ปล่อยร่างกายให้ผ่อนคลาย ไม่เคลื่อนไหว และไม่ตอบสนองต่อสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น
ขบวนการนี้ก่อตัวขึ้น
ส่วนหนึ่งเพื่อตอบโต้กับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานหฤโหด
ราคาบ้านที่พุ่งสูงปรี๊ด
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
และโอกาสในการเลื่อนชนชั้นที่แสนตีบตัน
มันเกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมการทำงานแบบ “996” [ทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม .. ทำงาน
6 วันต่อสัปดาห์]
ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดถั่งผิง
ต่างระบายถึง "ความรู้สึกหมดไฟ (Burnout)" ความสิ้นหวัง และ การขาดรางวัลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากแสนสาหัส
และต่างจากขบวนการประท้วงอย่างโจ่งแจ้งทั่วไป การนอนราบเป็นการปรับตัวแบบตั้งรับและเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล มากกว่าจะเป็นการรวมกลุ่มจัดตั้งอย่างเป็นระบบ
.
.
.
สัญลักษณ์แห่งความเหนื่อยล้าของคนยุคใหม่
แน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้
ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทางการและสื่อของรัฐบาลจีนว่า
เป็นทัศนคติของพวกขี้แพ้และไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม
การถกเถียงบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องนี้บางส่วนถึงกับถูกเซ็นเซอร์
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวทางการเมืองต่อภาวะตัดขาดจากสังคมของคนรุ่นใหม่
หากมองในภาพกว้าง
แนวคิดนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ
"ความเหนื่อยล้าแห่งยุคสมัย (Generational Fatigue)" ในประเทศ[จีน] ที่มีระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันสูง
ซึ่งมีความคล้ายคลึงอย่างมากกับปรากฏการณ์
"การลาออกเงียบ (Quiet Quitting)"
หรือการเพิ่มขึ้นของกลุ่ม NEETs
[Not in Employment, Education, or Training .. ผู้ที่ไม่อยู่ในการทำงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม]
ที่กลายเป็นกระแสยอดฮิตใน
สังคมตะวันตกในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
.
.
.
เจาะลึกงานวิจัย
การนอนราบทำให้เราสุขขึ้นจริงหรือ?
Huanhua Lu หัวหน้านักวิจัยและทีมงาน กระหายที่จะไขปริศนาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตแบบ "นอนราบ (ถั่งผิง)" กับ
ความพึงพอใจในชีวิต
สมมติฐานของพวกเขาคือ การเลือกใช้ชีวิตแบบนี้ จะแฝงมาพร้อมกับความพึงพอใจในชีวิตที่ต่ำลง และไลฟ์สไตล์นี้จะบ่อนทำลายความสุขในชีวิตอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป
พวกเขาจึงได้ทำการศึกษางานวิจัยถึงสองชิ้นด้วยกัน!
.
.
■ การศึกษาที่ 1
ผู้เข้าร่วมคือนักศึกษาระดับปริญญาตรีในปักกิ่งจำนวน 960 คน
(อายุเฉลี่ยประมาณ 20 ปี โดยเป็นเพศชาย 55%)
แบ่งเป็นนักศึกษา 470 คนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับชาติแบบ “Double First-Class” หรือ สถาบันที่มีทรัพยากรทางการเงินและวิชาการเหนือกว่า
และอีก 490 คนจากวิทยาลัยทั่วไป
ผู้เข้าร่วมทั้งหมดต้องทำแบบประเมินระดับการยอมรับวิถีชีวิตแบบ "นอนราบ" และระดับความพึงพอใจในชีวิต
.
.
■ การศึกษาที่ 2
เป็นการติดตามผลระยะยาวกับกลุ่มตัวอย่างสุดท้าย 109 คนจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง (อายุเฉลี่ย 19 ปี โดยเป็นเพศหญิง 44 คน)
โดยพวกเขาต้องทำแบบประเมินชุดเดิมซ้ำสองครั้ง โดยทิ้งระยะห่างกันหนึ่งเดือน
.
.
.
ผลลัพธ์ที่ได้น่าตื่นตะลึง!
.
.
ผลลัพธ์ของการศึกษาแรก .. ..
ชี้ให้เห็นว่า การยอมรับแนวคิด "นอนราบ"
มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ว่าจะตัดปัจจัยเรื่องเพศ อายุ มหาวิทยาลัยที่เรียน และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมออกไปแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะยอมรับไลฟ์สไตล์นี้มากกว่าผู้ชาย
และที่น่าสนใจคือ นักศึกษาจากวิทยาลัยทั่วไปมีแนวโน้มที่จะยอมรับวิถีชีวิตแบบนี้มากกว่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
.
.
ผลลัพธ์จากการศึกษาที่สอง .. ..
ยิ่งตอกย้ำความจริงที่น่ากลัว!
การยอมรับวิถีชีวิตแบบ "นอนราบ" ในช่วงเวลาแรก สามารถพยากรณ์ในเชิงลบถึงความพึงพอใจในชีวิตที่จะลดลงในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง!
แต่ในทางกลับกัน ระดับความพึงพอใจในชีวิตตอนเริ่มการศึกษา กลับไม่สามารถนำมาใช้พยากรณ์การยอมรับไลฟ์สไตล์ "นอนราบ" ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าได้
บทสรุปนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ไลฟ์สไตล์ "นอนราบ" ต่างหากที่เป็นตัวการฉุดรั้งความพึงพอใจในชีวิตให้ดิ่งลง ไม่ใช่ในทางกลับกัน
.
.
.
บทสรุป
ราคาที่ต้องจ่ายของความสงบสุขชั่วคราว
“การศึกษาครั้งนี้เปิดเผยให้เห็นทิศทางของเวลาเป็นครั้งแรกระหว่างไลฟ์สไตล์การนอนราบ และ ความพึงพอใจในชีวิต
สิ่งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า ไลฟ์สไตล์การนอนราบ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกบรรเทาทุกข์ชั่วคราว เมื่อต้องเผชิญกับความกดดันอันหนักหน่วง อาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางจิตใจในระยะยาว”
คณะผู้วิจัยได้สรุปไว้อย่างหนักแน่น
งานวิจัยชิ้นนี้ได้สาดส่องแสงสว่างให้เห็นถึงผลกระทบทางจิตวิทยาในวงกว้างของการเลือกใช้ชีวิตแบบ "นอนราบ"
อย่างไรก็ตาม
ต้องไม่ลืมว่าการศึกษานี้เจาะจงไปที่
กลุ่มคนรุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยในกรุงปักกิ่งเท่านั้น
หากมีการศึกษาในกลุ่มประชากรอื่น พื้นที่อื่น หรือผู้คนจากต่างวัฒนธรรม ก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป
.
.
.
.
บทความวิจัยนี้ ใน วารสาร Behavioral Sciences ใช้ชื่อบทความว่า
Does “Lying Flat” Lead to Greater Life Satisfaction? Evidence from Empirical Research
เพจ Somnuck Jongmeewasin
CR⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://m.facebook.com/somnuckj/photos/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%94-%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A-lying-flat%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94/10240448235361101/?set=a.1295536786179
งานวิจัยใหม่ชี้ชัด! ไลฟ์สไตล์แบบ “นอนราบ (Lying Flat)” บั่นทอนความสุขระยะยาวลงอย่างคาดไม่ถึง . . .
ค้นพบความจริงที่น่าตกใจว่า
กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันมาใช้ชีวิตแบบ
“นอนราบ” (Lying Flat) หรือ
การมีทัศนคติแบบปล่อยวาง
เลิกพยายาม และ ละทิ้งเป้าหมาย
เพื่อหนีจากความกดดันของการแข่งขัน
กลับมีแนวโน้มที่จะมีความพึงพอใจในชีวิต
ลดลง!
และสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ
ทัศนคติแบบปล่อยวางนี้ สามารถพยากรณ์ถึงระดับความสุขในชีวิตที่ลดลงในอนาคตได้
แต่ในทางกลับกัน
ระดับความพึงพอใจในชีวิต
กลับไม่สามารถใช้คาดการณ์ได้ว่า
บุคคลนั้นๆ จะหันมาเลือกใช้ไลฟ์สไตล์นี้
ในอนาคตหรือไม่?
สิ่งนี้ ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า
ทัศนคติแบบ "นอนราบ" นี่แหละ
ที่เป็นตัวการฉุดรั้งให้ความสุขในชีวิต
เหือดหายไป
งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน
วารสาร Behavioral Sciences
.
.
.
ปรากฏการณ์ "ถั่งผิง (นอนราบ)"
การลุกฮือแบบไร้เสียง
ปรากฏการณ์ “นอนราบ” หรือที่ในภาษาจีนเรียกว่า "ถั่งผิง (Tang ping)" เป็นกระแสสังคมที่ผุดขึ้นในจีน ในฐานะการต่อต้านอย่างเงียบๆ ต่อแรงกดดันมหาศาลทั้งจากการทำงานและสังคม
มันคือการตัดสินใจของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง
ที่ขอถอนตัวออกจากการดิ้นรนแข่งขันในหน้าที่การงานและความทะเยอทะยานทางวัตถุ
แทนที่จะต้องยอมแลกทุกอย่างเพื่อความก้าวหน้า การมีบ้าน หรือการแต่งงาน
คนกลุ่มนี้เลือกที่จะตั้งเป้าหมายแค่การตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดเพื่อเอาชีวิตรอด
มันคือการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อแรงกดดันของสังคมที่บีบให้คนต้องทำงานหนักเกินความจำเป็นและต้องประสบความสำเร็จเกินตัว
หากแปลตามตัวอักษร "ถั่งผิง"
ก็คือ การที่คนนอนหงายราบไปกับพื้น
ปล่อยร่างกายให้ผ่อนคลาย ไม่เคลื่อนไหว และไม่ตอบสนองต่อสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น
ขบวนการนี้ก่อตัวขึ้น
ส่วนหนึ่งเพื่อตอบโต้กับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานหฤโหด
ราคาบ้านที่พุ่งสูงปรี๊ด
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
และโอกาสในการเลื่อนชนชั้นที่แสนตีบตัน
มันเกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์วัฒนธรรมการทำงานแบบ “996” [ทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม .. ทำงาน
6 วันต่อสัปดาห์]
ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดถั่งผิง
ต่างระบายถึง "ความรู้สึกหมดไฟ (Burnout)" ความสิ้นหวัง และ การขาดรางวัลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเหนื่อยยากแสนสาหัส
และต่างจากขบวนการประท้วงอย่างโจ่งแจ้งทั่วไป การนอนราบเป็นการปรับตัวแบบตั้งรับและเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล มากกว่าจะเป็นการรวมกลุ่มจัดตั้งอย่างเป็นระบบ
.
.
.
สัญลักษณ์แห่งความเหนื่อยล้าของคนยุคใหม่
แน่นอนว่าปรากฏการณ์นี้
ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทางการและสื่อของรัฐบาลจีนว่า
เป็นทัศนคติของพวกขี้แพ้และไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม
การถกเถียงบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องนี้บางส่วนถึงกับถูกเซ็นเซอร์
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวทางการเมืองต่อภาวะตัดขาดจากสังคมของคนรุ่นใหม่
หากมองในภาพกว้าง
แนวคิดนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ
"ความเหนื่อยล้าแห่งยุคสมัย (Generational Fatigue)" ในประเทศ[จีน] ที่มีระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันสูง
ซึ่งมีความคล้ายคลึงอย่างมากกับปรากฏการณ์
"การลาออกเงียบ (Quiet Quitting)"
หรือการเพิ่มขึ้นของกลุ่ม NEETs
[Not in Employment, Education, or Training .. ผู้ที่ไม่อยู่ในการทำงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม]
ที่กลายเป็นกระแสยอดฮิตใน
สังคมตะวันตกในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
.
.
.
เจาะลึกงานวิจัย
การนอนราบทำให้เราสุขขึ้นจริงหรือ?
Huanhua Lu หัวหน้านักวิจัยและทีมงาน กระหายที่จะไขปริศนาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตแบบ "นอนราบ (ถั่งผิง)" กับ
ความพึงพอใจในชีวิต
สมมติฐานของพวกเขาคือ การเลือกใช้ชีวิตแบบนี้ จะแฝงมาพร้อมกับความพึงพอใจในชีวิตที่ต่ำลง และไลฟ์สไตล์นี้จะบ่อนทำลายความสุขในชีวิตอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป
พวกเขาจึงได้ทำการศึกษางานวิจัยถึงสองชิ้นด้วยกัน!
.
.
■ การศึกษาที่ 1
ผู้เข้าร่วมคือนักศึกษาระดับปริญญาตรีในปักกิ่งจำนวน 960 คน
(อายุเฉลี่ยประมาณ 20 ปี โดยเป็นเพศชาย 55%)
แบ่งเป็นนักศึกษา 470 คนจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับชาติแบบ “Double First-Class” หรือ สถาบันที่มีทรัพยากรทางการเงินและวิชาการเหนือกว่า
และอีก 490 คนจากวิทยาลัยทั่วไป
ผู้เข้าร่วมทั้งหมดต้องทำแบบประเมินระดับการยอมรับวิถีชีวิตแบบ "นอนราบ" และระดับความพึงพอใจในชีวิต
.
.
■ การศึกษาที่ 2
เป็นการติดตามผลระยะยาวกับกลุ่มตัวอย่างสุดท้าย 109 คนจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง (อายุเฉลี่ย 19 ปี โดยเป็นเพศหญิง 44 คน)
โดยพวกเขาต้องทำแบบประเมินชุดเดิมซ้ำสองครั้ง โดยทิ้งระยะห่างกันหนึ่งเดือน
.
.
.
ผลลัพธ์ที่ได้น่าตื่นตะลึง!
.
.
ผลลัพธ์ของการศึกษาแรก .. ..
ชี้ให้เห็นว่า การยอมรับแนวคิด "นอนราบ"
มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในชีวิตที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ว่าจะตัดปัจจัยเรื่องเพศ อายุ มหาวิทยาลัยที่เรียน และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมออกไปแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะยอมรับไลฟ์สไตล์นี้มากกว่าผู้ชาย
และที่น่าสนใจคือ นักศึกษาจากวิทยาลัยทั่วไปมีแนวโน้มที่จะยอมรับวิถีชีวิตแบบนี้มากกว่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
.
.
ผลลัพธ์จากการศึกษาที่สอง .. ..
ยิ่งตอกย้ำความจริงที่น่ากลัว!
การยอมรับวิถีชีวิตแบบ "นอนราบ" ในช่วงเวลาแรก สามารถพยากรณ์ในเชิงลบถึงความพึงพอใจในชีวิตที่จะลดลงในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง!
แต่ในทางกลับกัน ระดับความพึงพอใจในชีวิตตอนเริ่มการศึกษา กลับไม่สามารถนำมาใช้พยากรณ์การยอมรับไลฟ์สไตล์ "นอนราบ" ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าได้
บทสรุปนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า ไลฟ์สไตล์ "นอนราบ" ต่างหากที่เป็นตัวการฉุดรั้งความพึงพอใจในชีวิตให้ดิ่งลง ไม่ใช่ในทางกลับกัน
.
.
.
บทสรุป
ราคาที่ต้องจ่ายของความสงบสุขชั่วคราว
“การศึกษาครั้งนี้เปิดเผยให้เห็นทิศทางของเวลาเป็นครั้งแรกระหว่างไลฟ์สไตล์การนอนราบ และ ความพึงพอใจในชีวิต
สิ่งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า ไลฟ์สไตล์การนอนราบ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกบรรเทาทุกข์ชั่วคราว เมื่อต้องเผชิญกับความกดดันอันหนักหน่วง อาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางจิตใจในระยะยาว”
คณะผู้วิจัยได้สรุปไว้อย่างหนักแน่น
งานวิจัยชิ้นนี้ได้สาดส่องแสงสว่างให้เห็นถึงผลกระทบทางจิตวิทยาในวงกว้างของการเลือกใช้ชีวิตแบบ "นอนราบ"
อย่างไรก็ตาม
ต้องไม่ลืมว่าการศึกษานี้เจาะจงไปที่
กลุ่มคนรุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยในกรุงปักกิ่งเท่านั้น
หากมีการศึกษาในกลุ่มประชากรอื่น พื้นที่อื่น หรือผู้คนจากต่างวัฒนธรรม ก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป
.
.
.
.
บทความวิจัยนี้ ใน วารสาร Behavioral Sciences ใช้ชื่อบทความว่า
Does “Lying Flat” Lead to Greater Life Satisfaction? Evidence from Empirical Research
เพจ Somnuck Jongmeewasin
CR⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้