“บุญรอด” อยู่มา 90 ปี ใหญ่ขนาดนี้ ทำไมไม่มีชื่อในตลาดหุ้น

ถ้าพูดถึงบริษัทไทยที่ “คนไทยแทบทุกคน เคยจ่ายเงินให้” หนึ่งในนั้นจะต้องมี “บุญรอดบริวเวอรี่” อย่างแน่นอน เพราะนี่คือเจ้าของอาณาจักร “สิงห์” ที่อยู่คู่คนไทยมานานเกือบ 90 ปี จากจุดเริ่มต้นของเบียร์ไทยแบรนด์แรก วันนี้ ธุรกิจของบุญรอดขยายไปไกลกว่าที่หลายคนคิดมาก ทั้งเบียร์สิงห์ ลีโอ น้ำดื่มสิงห์ โซดาสิงห์ เครื่องดื่มต่าง ๆ ร้านอาหาร รวมถึงการลงทุนอีกมากมาย

และที่สำคัญคือ… นี่คือบริษัทที่มีรายได้ระดับ “หมื่นล้านบาทต่อปี” และกำไรสุทธิในบางปี ยังสูงมากถึง “6,000 ล้านบาท” พูดง่าย ๆ คือ… นี่ไม่ใช่บริษัทเล็ก ๆ เลยนะครับ แต่คือ “อาณาจักรธุรกิจ” ระดับประเทศ ที่แข็งแรงมากแห่งหนึ่งของไทย

คำถามคือ… แล้วทำไม บริษัทใหญ่ขนาดนี้ ถึงไม่เข้าตลาดหุ้น ? เพราะถ้าเข้าตลาด ก็น่าจะระดมทุนได้มหาศาล ขยายธุรกิจได้เร็วขึ้น และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมากไม่ใช่หรอ ?

แต่ความจริงคือ เรื่องนี้ซับซ้อนกว่าที่คิดครับ

📌 เบื้องหลังเหตุผลที่ “บุญรอด” ไม่เข้าตลาดหุ้น มานานเกือบ 90 ปี

1.“ธุรกิจแอลกอฮอล์” มีข้อจำกัดในการเข้าตลาดหุ้นไทย

นี่คือเหตุผลสำคัญที่สุด และหลายคนไม่รู้ว่า ตลาดทุนไทยมีข้อจำกัดกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์อยู่พอสมควร โดยเฉพาะในเชิงภาพลักษณ์และเกณฑ์บางด้าน ทำให้บริษัทที่รายได้หลักมาจากสุรา และเบียร์ เข้าตลาดไทยได้ยากกว่าธุรกิจทั่วไป นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราแทบไม่เห็นบริษัทเบียร์ไทยรายใหญ่ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยโดยตรง

ซึ่งถ้าอยากเข้าจริง ๆ ก็ต้องเข้าไปเหมือน ThaiBev เจ้าของ “ช้าง” ก็คือเลือกไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์แทน เพราะกฎเปิดกว้างกว่า และเหมาะกับธุรกิจแอลกอฮอล์มากกว่า แถมนักลงทุนไทยก็ยังลงทุนได้ ผ่าน “DR” ที่อ้างอิงหุ้น ThaiBev ได้เหมือนกัน

2.บุญรอด “ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจากตลาดทุน” มากนัก

ธุรกิจเบียร์ เป็นธุรกิจที่กระแสเงินสดแข็งแรงมาก ถ้าแบรนด์ติดตลาดเมื่อไร มันจะเริ่มสร้างเงินสดมหาศาลแบบต่อเนื่อง คนกินซ้ำทุกวัน กำไรสูง และมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์สูงมาก

ในกรณีของบุญรอดนั้น จึงอาจไม่ได้อยู่ในจุดที่ “ต้องใช้เงินคนอื่น” เพื่อโตครับ เพราะถ้าดูจากโครงสร้างการเงินก็จะเห็นเลยว่า หนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น ถือว่าต่ำมากไม่ถึง 1 เท่า นั่นหมายความว่า ถ้าบริษัทต้องการเงินเพิ่มจริง ๆ ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ ก็กู้เงินได้สบายอยู่แล้ว ดังนั้น ในเมื่อธุรกิจสร้างเงินสดเองได้ดี การเข้าตลาดหุ้น ก็อาจไม่ใช่เรื่องจำเป็น

3.การไม่เข้าตลาด ทำให้ “ตัดสินใจได้อิสระกว่า”

ทันทีที่บริษัทเข้าตลาดหุ้น ทุกการตัดสินใจ จะเริ่มมี “คนดูอยู่เต็มไปหมด” ตั้งแต่ …

- ต้องเปิดงบละเอียด
- ต้องตอบนักลงทุนทุกไตรมาส
- ต้องรับแรงกดดันจากผู้ถือหุ้น
- ต้องกังวลราคาหุ้น เวลามีข่าวลบ หรือเรื่องความละเอียดอ่อนมากระทบ ราคาหุ้นก็พร้อมแกว่งทันที

แต่การเป็นบริษัทปิด ทำให้บุญรอดสามารถคิดระยะยาวได้เต็มที่ อยากลงทุนอะไรก็ตัดสินใจได้เร็ว ไม่ต้องสนใจผลประกอบการระยะสั้นมากเกินไป

4.ธุรกิจเบียร์ แข่งกันที่ “เครือข่าย” มากกว่าสตอรี่ตลาดหุ้น

หลายคนอาจคิดว่า ธุรกิจเบียร์แข่งกันแค่รสชาติ แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญมากคือ “Distribution”

ใครเข้าถึงร้านอาหารได้มากกว่า
ใครมีตัวแทนจำหน่ายแข็งแรงกว่า
ใครยึดพื้นที่ร้านค้าได้มากกว่า

ทั้งหมดนี้ต้องใช้ “เครือข่าย” และ “ความสัมพันธ์” ระยะยาว และนี่คือเกมที่ “บุญรอด” เล่นมานานหลายสิบปี เพราะในโลกของเบียร์ บางครั้ง “พื้นที่หน้าร้าน” สำคัญไม่แพ้ตัวสินค้าเลยด้วยซ้ำ

สุดท้ายนี้ พี่ทุยขอฝากไว้ว่า…จริง ๆ แล้ว ธุรกิจในเครือบุญรอด “ไม่ได้ไม่เข้าตลาดทั้งหมด” เพราะบางธุรกิจในเครือ ก็มีการนำเข้าตลาดหุ้นเหมือนกัน โดยเฉพาะธุรกิจอย่าง โรงแรม หรืออสังหาริมทรัพย์

เพราะต้องยอมรับว่า ธุรกิจเหล่านี้ “ใช้เงินลงทุนสูงมาก” การเข้าตลาดหุ้น จึงช่วยระดมทุน และเร่งการเติบโตได้จริง แต่ในขณะที่ “ธุรกิจเครื่องดื่ม” โดยเฉพาะธุรกิจเบียร์ ที่กระแสเงินสดแข็งแรงมากอยู่แล้ว การเข้าตลาดหุ้นจึงอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นขนาดนั้น และบางทีการไม่เข้าตลาดหุ้น ก็อาจเป็นหนึ่งในเหตุผล ที่ทำให้ “บุญรอด” ยังรักษาความแข็งแกร่งของตัวเองมาได้จนถึงทุกวันนี้

CR #MoneyBuffalo
🔗
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่