สารคดีรถถัง Type 74 เป็นได้แค่สัญลักษณ์แนวป้องกันสุดท้ายในภาพยนตร์ Godzilla
บริบทและการกำเนิดของกองกำลังป้องกันตนเอง
หลังความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นถูกปลดอาวุธและมีข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญห้ามมีกองกำลังติดอาวุธ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามเย็นและการปะทุของสงครามเกาหลีในปี 1950 ทำให้สหรัฐฯ เปลี่ยนนโยบาย สนับสนุนให้ญี่ปุ่นจัดตั้งกองกำลังตำรวจสำรองจนวิวัฒนาการมาเป็นกองกำลังป้องกันตนเอง (JSDF) ในปี 1954 โดยในช่วงแรกต้องใช้ยุทโธปกรณ์เหลือใช้จากสหรัฐฯ เช่น M24 Chaffee และ M4A3E8 Sherman ซึ่งมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการยิงที่ไม่สามารถต่อกรกับรถถังโซเวียตได้ และมีขนาดไม่เหมาะสมกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและทุ่งนาแฉะของญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นตระหนักว่าต้องสร้างรถถังของตนเอง
ความล้มเหลวของ Type-61 สู่โครงการใหม่
รถถังรุ่นแรกที่ญี่ปุ่นสร้างเองคือ Type-61 เริ่มประจำการในปี 1961 แต่ประสบปัญหาล่าช้าในการผลิต จนเมื่อออกมาใช้งานจริงก็ล้าสมัยทันที เพราะโซเวียตได้ประจำการรถถังที่เหนือกว่าอย่าง T-54/55 และ T-62 ไปแล้ว ในปี 1965 ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจเริ่มโครงการใหม่จากศูนย์ แทนที่จะปรับปรุงของเดิม โดยกำหนดปรัชญา "ความเร็วคือเกราะ" เน้นความคล่องตัวสูงแทนเกราะหนา เนื่องจากเชื่อว่าไม่มีเกราะใดทนทานต่ออาวุธนำวิถี (ATGM) ได้ในยุคนั้น แม้จะประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงจากนโยบายห้ามส่งออกอาวุธ แต่ญี่ปุ่นก็ยอมใช้เวลาวิจัยยาวนานเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด
นวัตกรรมระบบช่วงล่างไฮดรอลิก
จุดเด่นที่สุดของ Type-74 คือระบบช่วงล่างไฮดรอลิกแบบปรับระดับได้ (Hydropneumatic Suspension) ซึ่งออกแบบมาเพื่อเอาชนะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาของญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ระบบนี้ทำให้รถถังสามารถปรับความสูง-ต่ำได้ 400 มิลลิเมตร และสามารถ "เอียงตัว" รถไปในทิศทางต่าง ๆ ได้ ส่งผลให้ปืนใหญ่เพิ่มขีดความสามารถในการทำมุมกดได้ถึง -12 องศา และมุมเงย +15 องศา ซึ่งมากกว่ารถถังปกติทั่วไป ช่วยให้สามารถทำยุทธวิธี "ฮัลล์-ดาวน์" (Hull-down) คือการซ่อนตัวถังหลังสันเขาแล้วโผล่แค่ปืนออกมายิงศัตรูที่อยู่เบื้องล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อำนาจการยิงและระบบควบคุม
Type-74 ใช้ปืนใหญ่ลำกล้องเกลียวขนาด 105 มิลลิเมตร โดยนำเข้าเฉพาะลำกล้องจากอังกฤษ แต่ระบบอื่น ๆ ญี่ปุ่นออกแบบเองทั้งหมด มีระบบควบคุมการยิง (FCS) ที่ล้ำสมัยในยุคนั้น ประกอบด้วยเครื่องวัดระยะเลเซอร์และเครื่องคำนวณวิถีกระสุนอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ยิงนัดแรกเข้าเป้าได้อย่างแม่นยำ แม้ในรุ่นต้นแบบ (STB) จะมีการทดลองระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ แต่ถูกตัดออกในรุ่นผลิตจริงเพื่อลดความซับซ้อนและงบประมาณ
สมรรถนะเครื่องยนต์และการออกแบบ
ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 10 สูบ 2 จังหวะของมิตซูบิชิ ให้กำลัง 720 แรงม้า ระบายความร้อนด้วยอากาศซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศหนาวจัดในเกาะฮอกไกโด ตัวถังเหล็กกล้าออกแบบป้อมปืนให้มีความโค้งมนเพื่อช่วยในการแฉลบของกระสุน แม้จะมีเกราะที่บางเมื่อเทียบกับมาตรฐานใหม่ ๆ แต่ก็แลกมาด้วยความคล่องตัว อย่างไรก็ตาม มีจุดอ่อนที่สำคัญคือระบบส่งกำลังมีเกียร์ถอยหลังเพียงเกียร์เดียว ทำให้ถอยฉากออกจากพื้นที่ปะทะได้ลำ้าบาก
สถานะ "รถถังที่มาถึงช้าเกินไป" และมรดกที่ทิ้งไว้
Type-74 เริ่มผลิตจริงในปี 1975 และผลิตมาทั้งหมด 893 คัน แต่ประสบโศกนาฏกรรมทางยุทธศาสตร์ เพราะในวันที่มันเข้าประจำการเต็มรูปแบบ โซเวียตได้นำรถถัง T-72 ที่มีเกราะคอมโพสิตและปืน 125 มิลลิเมตรออกมาใช้งานแล้ว ซึ่ง Type-74 แทบไม่มีโอกาสชนะในการปะทะตรงหน้า อย่างไรก็ตาม มันได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการวิจัยและพัฒนาอาวุธด้วยตนเองของญี่ปุ่น จนนำไปสู่การสร้างรถถัง Type-90 และ Type-10 ที่ทันสมัยในเวลาต่อมา ปัจจุบัน Type-74 กำลังถูกปลดประจำการโดยทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของการป้องปรามและรักษาความสันติภาพมาตลอด 40 ปีโดยไม่เคยผ่านสมรภูมิจริง
สารคดีรถถัง Type 74 เป็นได้แค่สัญลักษณ์แนวป้องกันสุดท้ายในภาพยนตร์ Godzilla
หลังความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นถูกปลดอาวุธและมีข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญห้ามมีกองกำลังติดอาวุธ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามเย็นและการปะทุของสงครามเกาหลีในปี 1950 ทำให้สหรัฐฯ เปลี่ยนนโยบาย สนับสนุนให้ญี่ปุ่นจัดตั้งกองกำลังตำรวจสำรองจนวิวัฒนาการมาเป็นกองกำลังป้องกันตนเอง (JSDF) ในปี 1954 โดยในช่วงแรกต้องใช้ยุทโธปกรณ์เหลือใช้จากสหรัฐฯ เช่น M24 Chaffee และ M4A3E8 Sherman ซึ่งมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการยิงที่ไม่สามารถต่อกรกับรถถังโซเวียตได้ และมีขนาดไม่เหมาะสมกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและทุ่งนาแฉะของญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นตระหนักว่าต้องสร้างรถถังของตนเอง
ความล้มเหลวของ Type-61 สู่โครงการใหม่
รถถังรุ่นแรกที่ญี่ปุ่นสร้างเองคือ Type-61 เริ่มประจำการในปี 1961 แต่ประสบปัญหาล่าช้าในการผลิต จนเมื่อออกมาใช้งานจริงก็ล้าสมัยทันที เพราะโซเวียตได้ประจำการรถถังที่เหนือกว่าอย่าง T-54/55 และ T-62 ไปแล้ว ในปี 1965 ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจเริ่มโครงการใหม่จากศูนย์ แทนที่จะปรับปรุงของเดิม โดยกำหนดปรัชญา "ความเร็วคือเกราะ" เน้นความคล่องตัวสูงแทนเกราะหนา เนื่องจากเชื่อว่าไม่มีเกราะใดทนทานต่ออาวุธนำวิถี (ATGM) ได้ในยุคนั้น แม้จะประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงจากนโยบายห้ามส่งออกอาวุธ แต่ญี่ปุ่นก็ยอมใช้เวลาวิจัยยาวนานเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด
นวัตกรรมระบบช่วงล่างไฮดรอลิก
จุดเด่นที่สุดของ Type-74 คือระบบช่วงล่างไฮดรอลิกแบบปรับระดับได้ (Hydropneumatic Suspension) ซึ่งออกแบบมาเพื่อเอาชนะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาของญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ระบบนี้ทำให้รถถังสามารถปรับความสูง-ต่ำได้ 400 มิลลิเมตร และสามารถ "เอียงตัว" รถไปในทิศทางต่าง ๆ ได้ ส่งผลให้ปืนใหญ่เพิ่มขีดความสามารถในการทำมุมกดได้ถึง -12 องศา และมุมเงย +15 องศา ซึ่งมากกว่ารถถังปกติทั่วไป ช่วยให้สามารถทำยุทธวิธี "ฮัลล์-ดาวน์" (Hull-down) คือการซ่อนตัวถังหลังสันเขาแล้วโผล่แค่ปืนออกมายิงศัตรูที่อยู่เบื้องล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อำนาจการยิงและระบบควบคุม
Type-74 ใช้ปืนใหญ่ลำกล้องเกลียวขนาด 105 มิลลิเมตร โดยนำเข้าเฉพาะลำกล้องจากอังกฤษ แต่ระบบอื่น ๆ ญี่ปุ่นออกแบบเองทั้งหมด มีระบบควบคุมการยิง (FCS) ที่ล้ำสมัยในยุคนั้น ประกอบด้วยเครื่องวัดระยะเลเซอร์และเครื่องคำนวณวิถีกระสุนอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ยิงนัดแรกเข้าเป้าได้อย่างแม่นยำ แม้ในรุ่นต้นแบบ (STB) จะมีการทดลองระบบบรรจุกระสุนอัตโนมัติ แต่ถูกตัดออกในรุ่นผลิตจริงเพื่อลดความซับซ้อนและงบประมาณ
สมรรถนะเครื่องยนต์และการออกแบบ
ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 10 สูบ 2 จังหวะของมิตซูบิชิ ให้กำลัง 720 แรงม้า ระบายความร้อนด้วยอากาศซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศหนาวจัดในเกาะฮอกไกโด ตัวถังเหล็กกล้าออกแบบป้อมปืนให้มีความโค้งมนเพื่อช่วยในการแฉลบของกระสุน แม้จะมีเกราะที่บางเมื่อเทียบกับมาตรฐานใหม่ ๆ แต่ก็แลกมาด้วยความคล่องตัว อย่างไรก็ตาม มีจุดอ่อนที่สำคัญคือระบบส่งกำลังมีเกียร์ถอยหลังเพียงเกียร์เดียว ทำให้ถอยฉากออกจากพื้นที่ปะทะได้ลำ้าบาก
สถานะ "รถถังที่มาถึงช้าเกินไป" และมรดกที่ทิ้งไว้
Type-74 เริ่มผลิตจริงในปี 1975 และผลิตมาทั้งหมด 893 คัน แต่ประสบโศกนาฏกรรมทางยุทธศาสตร์ เพราะในวันที่มันเข้าประจำการเต็มรูปแบบ โซเวียตได้นำรถถัง T-72 ที่มีเกราะคอมโพสิตและปืน 125 มิลลิเมตรออกมาใช้งานแล้ว ซึ่ง Type-74 แทบไม่มีโอกาสชนะในการปะทะตรงหน้า อย่างไรก็ตาม มันได้กลายเป็นรากฐานสำคัญในการวิจัยและพัฒนาอาวุธด้วยตนเองของญี่ปุ่น จนนำไปสู่การสร้างรถถัง Type-90 และ Type-10 ที่ทันสมัยในเวลาต่อมา ปัจจุบัน Type-74 กำลังถูกปลดประจำการโดยทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของการป้องปรามและรักษาความสันติภาพมาตลอด 40 ปีโดยไม่เคยผ่านสมรภูมิจริง