💰 เมื่อคนจีน "นึกไม่ออก" ว่าจะทำธุรกิจอะไรดี!

เมื่อคนจีน "นึกไม่ออก" ว่าจะทำธุรกิจอะไรดี!

วิกฤตความตันทางธุรกิจในจีน: เมื่อเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย กลับกลายเป็นกับดักที่ทำให้นวัตกรรมหยุดชะงัก

ปรากฏการณ์ที่นักธุรกิจหน้าใหม่ในจีนเริ่ม "นึกไม่ออก" ว่าจะทำอะไรดี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลกระทบโดยตรงจากการที่โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีในประเทศพัฒนาไปจนสุดทาง จนทำให้กำแพงความรู้พังทลายลง เมื่อทุกคนเข้าถึงเครื่องมือชุดเดียวกัน ทั้งระบบการชำระเงินดิจิทัล โลจิสติกส์ที่รวดเร็ว และปัญญาประดิษฐ์ สิ่งที่ตามมาคือการเลียนแบบไอเดียที่ทำได้ง่ายและรวดเร็วอย่างน่าใจหาย ภาวะนี้ส่งผลให้ความแตกต่างของสินค้าและบริการค่อยๆ เลือนหายไป จนเหลือนวัตกรรมเพียงแค่ระดับพื้นฐานที่เน้นการชิงพื้นที่ตลาดมากกว่าการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่แท้จริง

สภาวะนี้สะท้อนภาพชัดเจนผ่านคำว่า "เน่ยเจวี่ยน" (Neijuan - 内卷) หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Involution ซึ่งดั้งเดิมเป็นศัพท์ทางมานุษยวิทยา แต่ถูกนำมาใช้เปรียบเปรยถึง "การม้วนตัวอยู่ภายใน" หรือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้สร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม

เปรียบเสมือนการที่คนดูในโรงหนังต่างพากันยืนขึ้นเพื่อให้มองเห็นจอชัดขึ้น สุดท้ายทุกคนก็ต้องยืนจนล้าเหมือนกันแต่ไม่มีใครเห็นชัดไปกว่าเดิม

ในเชิงธุรกิจจีน "เน่ยเจวี่ยน" คือการที่ผู้ประกอบการนับพันรายกระโดดลงไปในเค้กชิ้นเดิม ใช้เทคโนโลยีเดียวกันสู้กันจนเลือดสาด เพียงเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งอันน้อยนิดด้วยการตัดราคาหรือเพิ่มฟีเจอร์ที่เกินความจำเป็น โดยไม่ได้มุ่งเน้นการขยายขอบเขตของอุตสาหกรรมให้กว้างขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือสงคราม "กาแฟ 9.9 หยวน" ระหว่าง Luckin Coffee และ Cotti Coffee ที่แม้ในอดีต Luckin จะเคยเป็นนวัตกรรมที่ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านั้นกลายเป็นของพื้นฐานที่ใครก็ทำตามได้ ผลที่ตามมาคือธุรกิจนึกไม่ออกว่าจะสร้างความต่างอย่างไร จึงจบลงที่การใช้อัลกอริทึมเพื่อหาทำเลและสู้กันด้วยสงครามราคาเพียงอย่างเดียว

เช่นเดียวกับธุรกิจ Community Group Buying หรือการรวมกลุ่มซื้อของในชุมชนที่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Meituan และ Alibaba ต่างทุ่มเงินมหาศาลลงไปจนถูกวิจารณ์ว่ามุ่งแต่จะแย่งแผงขายผักของชาวบ้าน แทนที่จะใช้เทคโนโลยีไปสร้างนวัตกรรมระดับสูงอย่างการผลิตชิปหรือการสำรวจอวกาศ

แม้แต่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ดูเหมือนล้ำสมัย ปัจจุบันค่ายรถนับร้อยในจีนต่างเข้าถึง Supply Chain และซอฟต์แวร์ที่ใกล้เคียงกันจนรถเริ่มหน้าตาและสมรรถนะเหมือนกันไปหมด เมื่อนวัตกรรมทางวิศวกรรมเริ่มถึงทางตันในระดับเชิงพาณิชย์ ผู้ประกอบการจึงหันไปแข่งกันที่ "ลูกเล่น" เล็กๆ น้อยๆ เช่น การติดตั้งตู้เย็นในรถหรือหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะทางตันที่นึกไม่ออกว่าจะสร้างความต่างในเชิงโครงสร้างได้อย่างไร

นักวิเคราะห์ชื่อดังอย่าง Wu Xiaobo หรือแม้แต่แนวคิดจากหนังสือ Zero to One ของ Peter Thiel ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในจีน ต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่า จีนกำลังติดอยู่ในกับดักของการขยายสิ่งที่มีอยู่แล้ว (Horizontal progress) มากกว่าการสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน (Vertical progress)

ในท้ายที่สุด การวิเคราะห์เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่ายุคสมัยของการทำธุรกิจแบบ "หยิบเทคโนโลยีมาสวมแล้วรวย" ได้จบลงแล้ว ธุรกิจในอนาคตของจีนถูกบีบให้ต้องก้าวข้ามการเป็นเพียงผู้ประยุกต์ใช้ไปสู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ (Deep Tech) เพื่อหนีออกจากวงจร "เน่ยเจวี่ยน" ที่กำลังกัดกินกำไรและไฟในการสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หากใครยังคงวนเวียนอยู่กับการทำธุรกิจที่ใช้เพียงเทคโนโลยีระดับผิวเผิน ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องตกลงไปในวังวนของการแข่งขันที่ไร้ที่สิ้นสุดและยากที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน
https://www.facebook.com/share/p/1FdF1hSXaJ/

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่