มาตรา 232 (Section 232) คือกฎหมายการค้าของสหรัฐอเมริกาภายใต้ Trade Expansion Act of 1962 ที่ให้อำนาจ "ประธานาธิบดี" ในการสั่งเก็บภาษีศุลกากรหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หากพิจารณาแล้วว่าการนำเข้านั้น "ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ" (National Security) ครับ
ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างมากในปี 2026 เพราะเป็นเครื่องมือหลักที่ โดนัลด์ ทรัมป์ มักนำมาใช้เพื่อกีดกันทางการค้าโดยไม่ต้องรออนุมัติจากสภาคองเกรสเหมือนกฎหมายปกติ
1. กลไกการทำงานของมาตรา 232
กระบวนการบังคับใช้มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:
การตรวจสอบ: กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (Department of Commerce) จะทำการสืบสวนว่าการนำเข้าสินค้าบางประเภท (เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม หรือชิ้นส่วนยานยนต์) ทำให้ความสามารถในการผลิตภายในประเทศลดลงจนเป็นอันตรายต่อความมั่นคงหรือไม่
การรายงาน: หากพบว่ามีผลกระทบ จะส่งรายงานให้ประธานาธิบดีภายใน 270 วัน
การตัดสินใจ: ประธานาธิบดีมีเวลา 90 วัน ในการตัดสินใจว่าจะ "เห็นชอบ" หรือไม่ และจะสั่งเก็บภาษี (Tariff) หรือจำกัดปริมาณ (Quota) ในระดับใดก็ได้ตามใจชอบ
2. ทำไมมาตรานี้ถึง "น่ากลัว" สำหรับคู่ค้า?
นิยามที่กว้างขวาง: คำว่า "ความมั่นคงแห่งชาติ" ในยุคหลังถูกตีความกว้างมาก ไม่ได้หมายถึงแค่ยุทโธปกรณ์ทหาร แต่รวมถึง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการรักษาฐานอุตสาหกรรมในประเทศด้วย
หลบเลี่ยงกฎ WTO: มาตรา 232 มักถูกนำมาอ้างเพื่อเลี่ยงกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) เพราะ WTO มักไม่ค่อยเข้าไปก้าวก่ายเหตุผลด้านความมั่นคงของแต่ละประเทศ
ผลกระทบวงกว้าง: เมื่อสหรัฐฯ ประกาศใช้ ประเทศคู่ค้ามักจะตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าเกษตรหรือสินค้าอื่นๆ จากสหรัฐฯ กลับ (Retaliatory Tariffs) จนเกิดเป็น "สงครามการค้า"
3. ผลกระทบต่อ "ประเทศไทย" (อัปเดต 2026)
หากทรัมป์หยิบมาตรา 232 มาใช้อย่างเข้มข้นอีกครั้ง ไทยจะได้รับผลกระทบใน 2 ด้านหลัก:
ด้านที่ได้รับผลกระทบ
1. อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม : หากไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเสียภาษีเพิ่ม ต้นทุนการส่งออกไปสหรัฐฯ จะสูงขึ้นจนแข่งขันไม่ได้
2. ยานยนต์และชิ้นส่วน : หากมีการตีความว่า "รถยนต์ไฟฟ้า (EV)" หรือชิ้นส่วนไฮเทคกระทบความมั่นคง ไทยที่เป็นฐานผลิตสำคัญอาจเดือดร้อน
3. การทะลักของสินค้าจีน: เมื่อจีนส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่ได้เพราะติดมาตรา 232 สินค้าเหล่านั้นจะทะลักเข้ามาขายในไทยและอาเซียนแทน (Dumping)
ภาษีมาตรา 232 คืออะไร (USA)
ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างมากในปี 2026 เพราะเป็นเครื่องมือหลักที่ โดนัลด์ ทรัมป์ มักนำมาใช้เพื่อกีดกันทางการค้าโดยไม่ต้องรออนุมัติจากสภาคองเกรสเหมือนกฎหมายปกติ
1. กลไกการทำงานของมาตรา 232
กระบวนการบังคับใช้มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้:
การตรวจสอบ: กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (Department of Commerce) จะทำการสืบสวนว่าการนำเข้าสินค้าบางประเภท (เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม หรือชิ้นส่วนยานยนต์) ทำให้ความสามารถในการผลิตภายในประเทศลดลงจนเป็นอันตรายต่อความมั่นคงหรือไม่
การรายงาน: หากพบว่ามีผลกระทบ จะส่งรายงานให้ประธานาธิบดีภายใน 270 วัน
การตัดสินใจ: ประธานาธิบดีมีเวลา 90 วัน ในการตัดสินใจว่าจะ "เห็นชอบ" หรือไม่ และจะสั่งเก็บภาษี (Tariff) หรือจำกัดปริมาณ (Quota) ในระดับใดก็ได้ตามใจชอบ
2. ทำไมมาตรานี้ถึง "น่ากลัว" สำหรับคู่ค้า?
นิยามที่กว้างขวาง: คำว่า "ความมั่นคงแห่งชาติ" ในยุคหลังถูกตีความกว้างมาก ไม่ได้หมายถึงแค่ยุทโธปกรณ์ทหาร แต่รวมถึง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการรักษาฐานอุตสาหกรรมในประเทศด้วย
หลบเลี่ยงกฎ WTO: มาตรา 232 มักถูกนำมาอ้างเพื่อเลี่ยงกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) เพราะ WTO มักไม่ค่อยเข้าไปก้าวก่ายเหตุผลด้านความมั่นคงของแต่ละประเทศ
ผลกระทบวงกว้าง: เมื่อสหรัฐฯ ประกาศใช้ ประเทศคู่ค้ามักจะตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าเกษตรหรือสินค้าอื่นๆ จากสหรัฐฯ กลับ (Retaliatory Tariffs) จนเกิดเป็น "สงครามการค้า"
3. ผลกระทบต่อ "ประเทศไทย" (อัปเดต 2026)
หากทรัมป์หยิบมาตรา 232 มาใช้อย่างเข้มข้นอีกครั้ง ไทยจะได้รับผลกระทบใน 2 ด้านหลัก:
ด้านที่ได้รับผลกระทบ
1. อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม : หากไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเสียภาษีเพิ่ม ต้นทุนการส่งออกไปสหรัฐฯ จะสูงขึ้นจนแข่งขันไม่ได้
2. ยานยนต์และชิ้นส่วน : หากมีการตีความว่า "รถยนต์ไฟฟ้า (EV)" หรือชิ้นส่วนไฮเทคกระทบความมั่นคง ไทยที่เป็นฐานผลิตสำคัญอาจเดือดร้อน
3. การทะลักของสินค้าจีน: เมื่อจีนส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่ได้เพราะติดมาตรา 232 สินค้าเหล่านั้นจะทะลักเข้ามาขายในไทยและอาเซียนแทน (Dumping)