JJNY : สหรัฐฯ จ่อตัด ‘จีเอสพี’ สินค้าไทยอีก

กระทู้คำถาม
เหล็กฯ จับตาสงครามการค้าหวั่นรับพิษอ่วม

ยูเอสทีอาร์รับคำร้องสภาผู้ผลิตสุกรแห่งชาติสหรัฐฯยื่นเรื่องพิจารณาตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทย เหตุไทยห้ามนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐฯ คาดรู้ผล ถูกตัดสิทธิหรือไม่ ต.ค.นี้ ขณะที่เอกชนกลุ่มเหล็กเกาะติดสงครามการค้าใกล้ชิด หลังหลายประเทศพร้อมโต้กลับสหรัฐฯ ผวาสินค้าเหล็กที่ส่งเข้าจีนไม่ได้และที่โดนมาตรการเซฟการ์ดจากอียูกว่า 34 ล้านตัน ทะลักเข้าไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ได้ออกประกาศว่า ยูเอสทีอาร์ได้รับคำร้องจากสภาผู้ผลิตสุกรแห่งชาติของสหรัฐฯ ที่ขอให้พิจารณาทบทวนการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่ให้กับสินค้าไทยภายใต้ กรณีการพิจารณาการดำเนินการของประเทศที่ได้รับสิทธิ (Country Practice Reviews) เนื่องจากไทยไม่เข้าข่ายคุณสมบัติประเทศผู้ได้รับสิทธิด้านการเปิดตลาดสินค้าให้แก่สหรัฐฯ อย่างเป็นธรรมและสมเหตุผล โดยหลังจากนี้ยูเอสทีอาร์จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และจะประกาศผลการพิจารณาว่าจะยุติ การทบทวนหรือให้ประเทศไทยดำเนินการเพื่อเปิดตลาดเนื้อหมูและเครื่องในให้แก่สหรัฐฯอย่างเป็นธรรม และสมเหตุผลหรือไม่ อย่างไร ภายในเดือน ต.ค.นี้

สำหรับสาเหตุที่สภาผู้ผลิตสุกรแห่งชาติของสหรัฐฯยื่นคำร้องให้ยูเอสทีอาร์พิจารณาทบทวนการให้จีเอสพีไทย เพราะไทยไม่เข้าข่ายคุณสมบัติประเทศผู้ได้รับสิทธิด้านการเปิดตลาดสินค้าให้แก่สหรัฐฯอย่างเป็นธรรมและสมเหตุผล เนื่องจากไทยห้ามนำเข้าเนื้อสุกรของสหรัฐฯที่มีสารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีน แม้ไทยได้เคยแจ้ง กับสหรัฐฯว่าจะแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับรองมาตรฐานสารตกค้างสูงสุดของสารเร่งเนื้อแดงดังกล่าวที่ CODEX (โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ) กำหนด

นอกจากนี้ สภาผู้ผลิตสุกรฯยังกล่าวหาอีกว่า รัฐบาลไทยแทบจะไม่ออกใบอนุญาตการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ หรือหากจะออกใบ อนุญาตการนำเข้าให้ก็มีปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และผู้ที่ได้รับใบอนุญาตการนำเข้าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบในอัตราสูงมาก อย่างไรก็ตาม นอกจากยูเอสทีอาร์รับคำร้องขอของสภาผู้ผลิตสุกรแห่งชาติของสหรัฐฯแล้ว ก่อนหน้านี้ ยังได้รับคำร้องของสมาพันธ์สหภาพแรงงานสหรัฐฯ เพื่อให้พิจารณาตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทยเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าไทยไม่ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการคุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐานสากล ซึ่งยูเอสทีอาร์อยู่ระหว่างการพิจารณาเช่นกัน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมกับสหรัฐฯภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้า และการลงทุนไทย-สหรัฐฯ (ทิฟา) สหรัฐฯได้เจรจาให้ไทยเปิดตลาดเนื้อหมูและเครื่องในที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีน ซึ่งไทยชี้แจงว่าจะต้องศึกษา และมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับความปลอดภัยของผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้สารแรคโตพามีนก่อน

ขณะเดียวกัน สำหรับความคืบหน้าการเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐฯ นายกรกฎ ผดุงจิตต์ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กลุ่มเหล็ก ส.อ.ท.อยู่ระหว่างการติด ตามสถานการณ์เหล็กในประเทศอย่างใกล้ชิดว่า จะมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมต่อมาตรการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าตามมาตรา 232 (Section 232) ของสหรัฐฯโดยหลังจากที่สหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือประเทศจีน แต่ขณะนี้เริ่มพบเหล็กเคลือบสังกะสีจากจีนเริ่มไหลเข้าสู่ประเทศ ไทยต่อเนื่อง ล่าสุดประมาณ 200,000 ตัน ซึ่งคงจะต้องดูแลใกล้ชิดหากกระทบมากก็ต้องเสนอไปยังกระทรวงพาณิชย์ให้ออกมาตรการดูแล ขณะเดียวกันยังต้องติดตามการใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) ของ สหภาพยุโรป (อียู) ก็อาจจะมีผลต่ออุตสาหกรรมเหล็กของไทยเช่นกัน

ทั้งนี้ ผลกระทบทางอ้อมที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเหล็ก เนื่องจากสินค้าเหล็กของจีน เกาหลีใต้ อินเดีย รัสเซีย ไต้หวัน ตุรกี เวียดนามและญี่ปุ่นที่ไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯจากมาตรการ Section 232 และอียูจากมาตรการ Safeguard ที่มีปริมาณรวม 34 ล้านตันที่จะล้นตลาดโลก ซึ่งประเทศเหล่านี้จะหันมาส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น และไทยเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะถูกระบายสินค้าเข้ามา

“ในขณะนี้ อียู, อินเดีย, รัสเซีย, ตุรกี และญี่ปุ่นแจ้งต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ที่จะใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับสหรัฐฯแล้ว โดยส่วนใหญ่มุ่งเป้าหมายไปที่สินค้าเกษตร ดังนั้น ผลกระทบโดยตรงจากที่ประเมินไว้ คือจะมีผลต่อการค้าสินค้าเกษตรในตลาดโลกโดยเฉพาะถั่วเหลืองและข้าวโพด ที่ขณะนี้จีนหันไปนำเข้าจากพม่ามากขึ้น หากอียูและประเทศอื่นๆลดการนำเข้าสินค้าเหล่านี้จากสหรัฐฯ ราคาถั่วเหลืองและข้าวโพดในสหรัฐฯอาจลดลงซึ่งจะกระทบต่อเกษตรกรไทย”.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่