สถานการณ์ล่าสุด ณ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยจำกัดอำนาจการใช้กฎหมาย
IEEPA ในการตั้งภาษีวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารได้ตอบโต้ด้วยการประกาศใช้
มาตรา 122 (Section 122) เพื่อบังคับใช้ภาษีนำเข้าพื้นฐาน (Universal Baseline Tariff) ที่อัตรา
10% กับสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลก
10 ตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง (Case Studies)
1.ราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์: สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์พกพาที่ประกอบในเอเชียมีราคาขายปลีกในสหรัฐฯ สูงขึ้นทันทีประมาณ 8-12%
2.ต้นทุนพลังงาน: การเก็บภาษีน้ำมันดิบนำเข้าจากเพื่อนบ้าน (แคนาดาและเม็กซิโก) ส่งผลกระทบต่อต้นทุนโรงกลั่นและราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊ม
3.อุตสาหกรรมยานยนต์: ค่ายรถยนต์ในสหรัฐฯ เผชิญภาวะต้นทุนพุ่งสูงจากชิ้นส่วนนำเข้าและเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้ราคารถใหม่ขยับตัวสูงขึ้น
4.มาตรการตอบโต้ทางการค้า: สหภาพยุโรปและประเทศคู่ค้าเริ่มประกาศเก็บภาษีสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลืองและข้าวโพด เพื่อเป็นการตอบโต้
5.การตรวจสอบสวมสิทธิ (Transshipment): สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าที่ส่งผ่านประเทศที่สาม (เช่น ไทย หรือ เวียดนาม) เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษีจากจีน
6.ภาวะเงินเฟ้อในครัวเรือน: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีแนวโน้มสูงขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของประชากรระดับกลางถึงล่าง
7.การย้ายฐานการผลิต (Onshoring): บริษัทข้ามชาติเริ่มพิจารณาการย้ายโรงงานกลับเข้าสู่สหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีและรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใน
8.ความผันผวนของค่าเงิน: ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากการไหลเข้าของเงินทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศสูง
9.ห่วงโซ่อุปทานล่าช้า: มาตรการศุลกากรที่เข้มงวดขึ้นทำให้การขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือหลัก เช่น Long Beach เกิดการกระจุกตัว
10. ตลาดทุนผันผวน: หุ้นในกลุ่มค้าปลีกและเทคโนโลยีเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากคาดการณ์กำไรที่อาจลดลง
10 ข้อดีและจุดประสงค์เชิงยุทธศาสตร์
1.ฟื้นฟูการจ้างงาน: บีบให้ภาคอุตสาหกรรมต้องสร้างงานในสหรัฐฯ แทนการจ้างงานในต่างประเทศ
2.ลดการขาดดุลการค้า: มุ่งหวังลดช่องว่างการเสียเปรียบทางการค้ากับประเทศคู่ค้าหลัก
3.เพิ่มรายได้ให้รัฐบาล: ภาษีนำเข้ากลายเป็นแหล่งรายได้มหาศาลที่นำมาใช้ลดภาษีเงินได้ภายในประเทศ (Tax Swap)
4.ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์: ลดการพึ่งพาสินค้าสำคัญจากประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและเวชภัณฑ์
5.สร้างอำนาจต่อรอง: ใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองในประเด็นการเมืองระหว่างประเทศและปัญหาชายแดน
6.สนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ: ช่วยให้สินค้า "Made in USA" แข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าได้ดียิ่งขึ้น
7.ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน: กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการผลิตภายในสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม
8.สกัดกั้นอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน: ลดการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในตลาดสหรัฐฯ ผ่านกำแพงภาษีที่สูงเป็นพิเศษ
9.กระตุ้นนวัตกรรมการผลิต: เมื่อต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น บริษัทจึงต้องหันไปพึ่งพาเทคโนโลยี Automation เพื่อลดต้นทุนการผลิตในประเทศ
10.ตอบสนองฐานเสียงทางการเมือง: สร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มแรงงานในอุตสาหกรรมดั้งเดิมว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก
สรุปมุมมองต่อประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่กลุ่มสินค้าส่งออกที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูง เช่น
อัญมณี, เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์ อย่างไรก็ตาม ไทยอาจได้รับโอกาสจากการย้ายฐานผลิตบางส่วนที่ต้องการหลบเลี่ยงความเสี่ยงจากสงครามการค้าโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ-จีนครับ
##############################
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมขอสรุปรายชื่อสินค้าไทย 20 รายการที่มีความเสี่ยงหรือได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ในช่วงปี 2025-2026 โดยแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมเหตุผลประกอบดังนี้ครับ
กลุ่มที่ 1: สินค้าไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ (กลุ่มใหญ่ที่สุด) เป็นกลุ่มที่มักถูกเพ่งเล็งเรื่องการส่งออกต่อ (Transshipment) จากจีน
1.คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประกอบ: มีมูลค่าส่งออกอันดับหนึ่ง ความเสี่ยงคือต้นทุนในสหรัฐฯ จะสูงขึ้นจนยอดสั่งซื้อชะลอตัว
2.โทรศัพท์มือถือและชิ้นส่วน: ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าในหมวดสินค้าเทคโนโลยี
3.อุปกรณ์กึ่งตัวนำ (Semiconductors): อยู่ในกลุ่มยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ต้องการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ
4.แผงโซลาร์เซลล์: โดนมาตรการทางภาษีเข้มงวดเพื่อป้องกันสินค้าจากจีนที่มาตั้งฐานในไทย
5.แผงวงจรพิมพ์ (PCBs): ชิ้นส่วนสำคัญในเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เสี่ยงต่อการถูกเก็บภาษีแบบเหมารวม
กลุ่มที่ 2: ยานยนต์และขนส่ง
1.รถยนต์และรถบรรทุก: โดยเฉพาะกลุ่มที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อาจโดนภาษีสูงถึง 25% (มาตรา 232)
2.ชิ้นส่วนยานยนต์: เช่น ล้อแม็ก เบรก และระบบส่งกำลัง
3.ยางล้อรถยนต์: สินค้าหลักของไทยที่มักโดนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) อยู่บ่อยครั้ง
กลุ่มที่ 3: เกษตรและอาหารแปรรูป
1.อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food): ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปสหรัฐฯ แม้จะเป็นที่ต้องการสูงแต่ก็หนีไม่พ้นภาษีพื้นฐาน 10-19%
2.ข้าวหอมมะลิ: เสี่ยงต่อการถูกแข่งขันด้านราคากับข้าวจากประเทศอื่นที่อาจได้ข้อตกลงทางการค้าที่ดีกว่า
3.ทูน่ากระป๋อง: สินค้าเกษตรแปรรูปที่มักเป็นเป้าหมายในการเจรจาต่อรองทางการค้า
4.ผลไม้สดและผลไม้กระป๋อง: เช่น สับปะรดกระป๋อง เสี่ยงต่อการถูกกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น
5.ไก่แปรรูป: แม้ไทยจะมีมาตรฐานสูง แต่อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปกป้องเกษตรกรในสหรัฐฯ
กลุ่มที่ 4: สินค้าอุตสาหกรรมและวัสดุ
1.ผลิตภัณฑ์ยาง (เช่น ถุงมือยาง): ความต้องการคงที่แต่ราคาในสหรัฐฯ จะสูงขึ้นตามกำแพงภาษี
2.เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก: มักโดนภาษีสูง (ประมาณ 50%) ตามนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมหนักของสหรัฐฯ
3.อลูมิเนียม: สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากสหรัฐฯ มองว่าเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ
4.เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์: ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันและการกีดกันทางการค้าในกลุ่มปิโตรเคมี
กลุ่มที่ 5: สินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ
1.อัญมณีและเครื่องประดับ: สินค้าฟุ่มเฟือยที่ความต้องการมักลดลงเมื่อราคาสูงขึ้นจากภาษี
2.เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน: เสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่มในฐานะสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตนอกอเมริกา
3.เครื่องปรับอากาศ: สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐฯ ที่กำลังถูกจับตามองเรื่องภาษีเฉพาะกลุ่ม
สรุปภาพรวมผลกระทบ
บทสรุปสำหรับผู้ประกอบการ: สินค้าทั้ง 20 อย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าจะส่งออกไม่ได้เลย แต่จะเจอความท้าทายเรื่อง "ราคา" ที่ต้องแข่งกับสินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯ เอง หรือสินค้าจากประเทศที่ทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ ได้สำเร็จครับ
***อ่านต่อเกี่ยวกับภาษีมาตรา 232 >
https://pantip.com/topic/43991102
วิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุด นโยบายภาษี (Tariff) 10% ของสหรัฐฯ ปี 2026
10 ตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง (Case Studies)
1.ราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์: สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์พกพาที่ประกอบในเอเชียมีราคาขายปลีกในสหรัฐฯ สูงขึ้นทันทีประมาณ 8-12%
2.ต้นทุนพลังงาน: การเก็บภาษีน้ำมันดิบนำเข้าจากเพื่อนบ้าน (แคนาดาและเม็กซิโก) ส่งผลกระทบต่อต้นทุนโรงกลั่นและราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊ม
3.อุตสาหกรรมยานยนต์: ค่ายรถยนต์ในสหรัฐฯ เผชิญภาวะต้นทุนพุ่งสูงจากชิ้นส่วนนำเข้าและเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้ราคารถใหม่ขยับตัวสูงขึ้น
4.มาตรการตอบโต้ทางการค้า: สหภาพยุโรปและประเทศคู่ค้าเริ่มประกาศเก็บภาษีสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลืองและข้าวโพด เพื่อเป็นการตอบโต้
5.การตรวจสอบสวมสิทธิ (Transshipment): สหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าที่ส่งผ่านประเทศที่สาม (เช่น ไทย หรือ เวียดนาม) เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษีจากจีน
6.ภาวะเงินเฟ้อในครัวเรือน: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีแนวโน้มสูงขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของประชากรระดับกลางถึงล่าง
7.การย้ายฐานการผลิต (Onshoring): บริษัทข้ามชาติเริ่มพิจารณาการย้ายโรงงานกลับเข้าสู่สหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีและรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใน
8.ความผันผวนของค่าเงิน: ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากการไหลเข้าของเงินทุน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศที่มีหนี้ต่างประเทศสูง
9.ห่วงโซ่อุปทานล่าช้า: มาตรการศุลกากรที่เข้มงวดขึ้นทำให้การขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือหลัก เช่น Long Beach เกิดการกระจุกตัว
10. ตลาดทุนผันผวน: หุ้นในกลุ่มค้าปลีกและเทคโนโลยีเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากคาดการณ์กำไรที่อาจลดลง
10 ข้อดีและจุดประสงค์เชิงยุทธศาสตร์
1.ฟื้นฟูการจ้างงาน: บีบให้ภาคอุตสาหกรรมต้องสร้างงานในสหรัฐฯ แทนการจ้างงานในต่างประเทศ
2.ลดการขาดดุลการค้า: มุ่งหวังลดช่องว่างการเสียเปรียบทางการค้ากับประเทศคู่ค้าหลัก
3.เพิ่มรายได้ให้รัฐบาล: ภาษีนำเข้ากลายเป็นแหล่งรายได้มหาศาลที่นำมาใช้ลดภาษีเงินได้ภายในประเทศ (Tax Swap)
4.ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์: ลดการพึ่งพาสินค้าสำคัญจากประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและเวชภัณฑ์
5.สร้างอำนาจต่อรอง: ใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองในประเด็นการเมืองระหว่างประเทศและปัญหาชายแดน
6.สนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ: ช่วยให้สินค้า "Made in USA" แข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าได้ดียิ่งขึ้น
7.ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน: กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการผลิตภายในสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม
8.สกัดกั้นอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน: ลดการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในตลาดสหรัฐฯ ผ่านกำแพงภาษีที่สูงเป็นพิเศษ
9.กระตุ้นนวัตกรรมการผลิต: เมื่อต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น บริษัทจึงต้องหันไปพึ่งพาเทคโนโลยี Automation เพื่อลดต้นทุนการผลิตในประเทศ
10.ตอบสนองฐานเสียงทางการเมือง: สร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มแรงงานในอุตสาหกรรมดั้งเดิมว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก
สรุปมุมมองต่อประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่กลุ่มสินค้าส่งออกที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูง เช่น อัญมณี, เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์ อย่างไรก็ตาม ไทยอาจได้รับโอกาสจากการย้ายฐานผลิตบางส่วนที่ต้องการหลบเลี่ยงความเสี่ยงจากสงครามการค้าโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ-จีนครับ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมขอสรุปรายชื่อสินค้าไทย 20 รายการที่มีความเสี่ยงหรือได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ในช่วงปี 2025-2026 โดยแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม พร้อมเหตุผลประกอบดังนี้ครับ
กลุ่มที่ 1: สินค้าไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ (กลุ่มใหญ่ที่สุด) เป็นกลุ่มที่มักถูกเพ่งเล็งเรื่องการส่งออกต่อ (Transshipment) จากจีน
1.คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประกอบ: มีมูลค่าส่งออกอันดับหนึ่ง ความเสี่ยงคือต้นทุนในสหรัฐฯ จะสูงขึ้นจนยอดสั่งซื้อชะลอตัว
2.โทรศัพท์มือถือและชิ้นส่วน: ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าในหมวดสินค้าเทคโนโลยี
3.อุปกรณ์กึ่งตัวนำ (Semiconductors): อยู่ในกลุ่มยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ ต้องการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ
4.แผงโซลาร์เซลล์: โดนมาตรการทางภาษีเข้มงวดเพื่อป้องกันสินค้าจากจีนที่มาตั้งฐานในไทย
5.แผงวงจรพิมพ์ (PCBs): ชิ้นส่วนสำคัญในเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เสี่ยงต่อการถูกเก็บภาษีแบบเหมารวม
กลุ่มที่ 2: ยานยนต์และขนส่ง
1.รถยนต์และรถบรรทุก: โดยเฉพาะกลุ่มที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อาจโดนภาษีสูงถึง 25% (มาตรา 232)
2.ชิ้นส่วนยานยนต์: เช่น ล้อแม็ก เบรก และระบบส่งกำลัง
3.ยางล้อรถยนต์: สินค้าหลักของไทยที่มักโดนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) อยู่บ่อยครั้ง
กลุ่มที่ 3: เกษตรและอาหารแปรรูป
1.อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food): ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปสหรัฐฯ แม้จะเป็นที่ต้องการสูงแต่ก็หนีไม่พ้นภาษีพื้นฐาน 10-19%
2.ข้าวหอมมะลิ: เสี่ยงต่อการถูกแข่งขันด้านราคากับข้าวจากประเทศอื่นที่อาจได้ข้อตกลงทางการค้าที่ดีกว่า
3.ทูน่ากระป๋อง: สินค้าเกษตรแปรรูปที่มักเป็นเป้าหมายในการเจรจาต่อรองทางการค้า
4.ผลไม้สดและผลไม้กระป๋อง: เช่น สับปะรดกระป๋อง เสี่ยงต่อการถูกกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น
5.ไก่แปรรูป: แม้ไทยจะมีมาตรฐานสูง แต่อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปกป้องเกษตรกรในสหรัฐฯ
กลุ่มที่ 4: สินค้าอุตสาหกรรมและวัสดุ
1.ผลิตภัณฑ์ยาง (เช่น ถุงมือยาง): ความต้องการคงที่แต่ราคาในสหรัฐฯ จะสูงขึ้นตามกำแพงภาษี
2.เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก: มักโดนภาษีสูง (ประมาณ 50%) ตามนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมหนักของสหรัฐฯ
3.อลูมิเนียม: สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากสหรัฐฯ มองว่าเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ
4.เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์: ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันและการกีดกันทางการค้าในกลุ่มปิโตรเคมี
กลุ่มที่ 5: สินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ
1.อัญมณีและเครื่องประดับ: สินค้าฟุ่มเฟือยที่ความต้องการมักลดลงเมื่อราคาสูงขึ้นจากภาษี
2.เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน: เสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่มในฐานะสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตนอกอเมริกา
3.เครื่องปรับอากาศ: สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐฯ ที่กำลังถูกจับตามองเรื่องภาษีเฉพาะกลุ่ม
สรุปภาพรวมผลกระทบ
บทสรุปสำหรับผู้ประกอบการ: สินค้าทั้ง 20 อย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าจะส่งออกไม่ได้เลย แต่จะเจอความท้าทายเรื่อง "ราคา" ที่ต้องแข่งกับสินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯ เอง หรือสินค้าจากประเทศที่ทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ ได้สำเร็จครับ
***อ่านต่อเกี่ยวกับภาษีมาตรา 232 > https://pantip.com/topic/43991102