หลายคนอาจเคยได้ยินว่า คนไทย 66 ล้านคน มีผู้ยื่นภาษีจริง ๆ แค่ 11.8 ล้านคน
และในกลุ่มผู้ยื่นภาษี 11.8 ล้านคน มีคนที่รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีจริง ๆ แค่ 4 ล้านคน
อันที่จริงก็ต้องบอกว่า คนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีจริง ๆ แม้จะมีเพียงแค่ 6% ของประเทศ
แต่ภาษีส่วนนี้ จะเป็นเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นภาษีทางตรงเท่านั้น
โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็เป็นภาษีที่พนักงานบริษัท หรือมนุษย์เงินเดือน คุ้นเคยกันมากที่สุด
เพราะภาษีนี้ จะหักอัตโนมัติจากสลิปเงินเดือน
ซึ่งกรมสรรพากร จะคิดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามเกณฑ์รายได้ทั้งปีที่เราได้รับ
https://www.facebook.com/share/p/1BwC6eYyKW/?mibextid=wwXIfr
ทำให้ระบบภาษีรูปแบบนี้
ใครที่มีรายได้น้อย ก็จะมีภาระภาษีที่ต้องจ่ายน้อย หรือไม่ต้องจ่ายเลย
ส่วนใครที่มีรายได้มาก ก็จะมีฐานภาษีที่ต้องจ่ายมากเช่นกัน
ทีนี้มาตอบคำถามว่า ในกลุ่มผู้ยื่นภาษี 11.8 ล้านคน
มีคนที่รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีจริง ๆ แค่ 4 ล้านคน
แล้วอีก 7.8 ล้านคน ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหรอ ?
คำตอบก็คือ “ใช่”
เพราะตามขั้นบันได ของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เราจะคิดจาก “รายได้สุทธิ”
โดยรายได้สุทธิ ก็จะมาจาก รายได้ทั้งปีของเรา - ค่าใช้จ่ายส่วนตัวสูงสุดที่ 100,000 บาท
และหักค่าลดหย่อนส่วนตัวออกไปอีก 60,000 บาท รวมถึงค่าลดหย่อนอื่น ๆ ตามที่กรมสรรพากร กำหนด
โดยถ้าเรา
- มีรายได้สุทธิต่อปี ไม่เกิน 150,000 บาท ก็จะได้รับการยกเว้นภาษี
- มีรายได้สุทธิต่อปี ตั้งแต่ 150,001 - 300,000 บาท ก็จะถูกคิดอัตราภาษี 5%
- มีรายได้สุทธิต่อปี ตั้งแต่ 300,001 - 500,000 บาท ก็จะถูกคิดอัตราภาษี 10%
- ถ้าเรามีรายได้มากขึ้น ก็จะถูกคิดอัตราภาษีมากขึ้นไปตามลำดับ
เมื่อเป็นแบบนี้ หมายความว่าใครก็ตาม ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 310,000 บาท
เมื่อหักค่าใช้จ่ายส่วนตัว 100,000 บาท และค่าลดหย่อนไปอีก 60,000 บาท
รายได้สุทธิของเรา ก็จะเหลือแค่ 150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
จากที่อธิบายทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม
ที่เวลาเราเปิดดูสลิปเงินเดือน แล้วถ้ามีรายได้ในเดือนนั้นไม่ถึง 25,833 บาท
เราจะไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
ดังนั้น จากคำพูดที่ว่า
“กลุ่มผู้ยื่นภาษี 11.8 ล้านคน มีคนที่รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีจริง ๆ แค่ 4 ล้านคน” นั้น
ก็มีความเป็นไปได้ว่า คนที่เหลืออีก 7.8 ล้านคน มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี หรือมีเงินเดือนไม่ถึง 25,833 บาท
แต่อย่างไรก็ดี สถิติที่ว่านี้ นับเฉพาะผู้ที่อยู่ในระบบภาษีเพียงแค่ 11.8 ล้านคน
ในขณะที่ประเทศไทยทั้งประเทศ มีผู้ใช้แรงงานอยู่ทั้งหมด 40 ล้านคน
แล้วกลุ่มคนทำงานอีกกว่า 28.2 ล้านคนนั้น หายไปไหน ?
ต้องบอกว่า หนึ่งในกลุ่มแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบส่วนหนึ่ง คือกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่ถึง 120,000 บาทต่อปี
ซึ่งตามกฎหมายแล้วคนกลุ่มนี้ ไม่ต้องยื่นภาษีเข้าสู่ระบบของกรมสรรพากรอยู่แล้ว
แต่ประเด็นคือ กลุ่มแรงงานที่อยู่นอกระบบ ที่มีอยู่ถึง 21.1 ล้านคน
ซึ่งส่วนใหญ่แรงงานนอกระบบนี้ ก็มาจากภาคเกษตรกรรมมากกว่าครึ่ง
รองลงมา ก็คือภาคการบริการ และการค้าขาย ที่นายจ้างไม่ได้ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ หรือยื่นแบบภาษีให้กับกรมสรรพากร
โดยในกลุ่มแรงงานนอกระบบ ก็มีทั้งกลุ่มที่มีรายได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องยื่นภาษี
และก็มีกลุ่มแรงงานจำนวนไม่น้อย ที่มีรายได้ถึง แต่ตั้งใจจะไม่อยู่ในระบบ อย่างเช่น กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า กลุ่มอาชีพอิสระ หรือกลุ่มคนทำงานเฉพาะทาง ที่รับเงินมาเป็นเงินโอน หรือเงินสด
นั่นจึงทำให้การจัดเก็บภาษี ที่กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บได้นั้น ยังน้อยกว่าความเป็นจริง และไม่มีประสิทธิภาพมากนัก
และสิ่งนี้ ก็เป็นภาพสะท้อนให้คนชนชั้นกลาง เช่น พนักงานบริษัท กลุ่มฟรีแลนซ์ หรืออาชีพอิสระ ที่มีการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง จะต้องแบกภาระทางภาษีของคนทั้งประเทศ
ถึงแม้ว่าในตอนนี้ รัฐบาลกำลังจะปรับรูปแบบระบบภาษี ให้เป็นระบบ Negative Income Tax ที่บังคับให้ทุกคนต้องยื่นภาษี ทั้งแรงงานนอกระบบ และแรงงานในระบบที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์
โดยกระทรวงการคลังได้ตั้งเป้าหมายว่า ระบบ Negative Income Tax จะนำมาใช้ในประเทศไทยภายในปี 2570
ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่า ระบบที่บังคับให้ทุกคนต้องยื่นภาษีนี้ จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องแรงงานนอกระบบที่
“เพิกเฉย” ต่อการยื่นรายได้ เข้าสู่ระบบภาษีของกรมสรรพากรหรือไม่ ?
และคำถามต่อมา ถึงแม้ว่าในคนไทย 66 ล้านคน มีเพียงแค่ 4 ล้านคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์
และต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
แล้วเท่ากับว่าคน 4 ล้านคน จะต้องแบกกลุ่มคนไทยที่เหลือใช่ไหม ?
คำตอบคือ “ไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว”
เพราะยังมีภาษีอีก 2 ก้อนหลัก ๆ ที่คนไทยต้องรับผิดชอบ
นั่นก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีสรรพสามิต
-
ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เราคุ้นเคยว่าเป็น VAT
ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าและบริการ ที่คนไทยทุกคนใช้กันอยู่ประจำ
ซึ่งตามเกณฑ์ของกรมสรรพากรแล้ว VAT จะถูกเรียกเก็บจากธุรกิจหรือร้านค้า ที่มีรายได้ต่อปีเกิน 1,800,000 บาทในอัตรา 7%
ดังนั้น ถ้าเรายังช็อปปิงซื้อของใช้จำเป็น ในห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงใช้บริการร้านค้า หรือร้านอาหารที่จด VAT อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เราก็จะมีส่วนรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่อัตรา 7% โดยอัตโนมัติ
-
ภาษีก้อนต่อมา คือภาษีสรรพสามิต
ซึ่งภาษีก้อนนี้ กรมสรรพสามิตเป็นผู้เรียกเก็บ โดยเก็บจากสินค้าสิ้นเปลือง
ภาษีสรรพสามิต ที่ใครหลายคนต้องร่วมรับผิดชอบ ก็คือ ภาษีน้ำมันหรือเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ที่ได้คิดรวมไปกับราคาน้ำมัน หรือราคาก๊าซธรรมชาติที่เราใช้กันอยู่ประจำ
ซึ่งในปีงบประมาณล่าสุด กรมสรรพสามิตสามารถเก็บภาษีน้ำมันฯ ได้มากถึง 51% ของภาษีสรรพสามิตทั้งหมด
นอกจากนี้ สินค้าสิ้นเปลือง อย่าง บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั่งน้ำหวาน ที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ก็มีการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต โดยบวกรวมไปกับราคาสินค้าเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ซึ่งในมุมของคนไทย ที่อยู่ในระบบภาษีจำนวนไม่น้อย อาจมองว่าภาษี VAT และภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่มีความแฟร์ และยุติธรรมมากที่สุด
เพราะภาษี VAT หรือภาษีสรรพสามิต ได้ถูกบวกรวมไปกับราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่เราซื้อโดยอัตโนมัติ
ทำให้ทั้งคนที่อยู่ในระบบภาษี และไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ถูกบังคับให้ต้องจ่ายภาษี VAT และภาษีสรรพสามิต โดยอัตโนมัติ
โดยใครจะรับผิดชอบภาษีส่วนนี้มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณการบริโภคของแต่ละคน
นอกจากภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อมที่ได้พูดถึงไป
จริง ๆ แล้วยังมีภาษีประเภทต่าง ๆ อีกยิบย่อยที่เราต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น
-
ภาษีศุลกากร ที่จะแฝงอยู่ในราคาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะเป็นภาษีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่าง อบต. หรือเทศบาลต่าง ๆ เรียกเก็บสำหรับผู้ที่มีที่พักอาศัย หรือที่ดิน
- ภาษีรถยนต์ สำหรับเจ้าของรถและผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ที่จะต้องจ่ายให้กรมการขนส่งทางบกทุก ๆ ปี
จะเห็นได้ว่า นอกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ก็ยังมีภาษีในรูปแบบต่าง ๆ ที่คนไทยทั้งประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต
ซึ่งถ้าเราลองไปดูโครงสร้างภาษี ที่เป็นงบประมาณของประเทศทั้งประเทศ จากระบบข้อมูลการใช้จ่ายของภาครัฐ ในปีงบประมาณ 2568 (เดือนตุลาคม 2567 - กันยายน 2568) พบว่า
รัฐบาลมีรายได้ 3,329,806 ล้านบาท โดยรายได้นั้นมาจาก
- ภาษีจากกรมสรรพากร 2,334,946 ล้านบาท
- ภาษีจากกรมสรรพสามิต 476,813 ล้านบาท
- ภาษีจากกรมศุลกากร 119,143 ล้านบาท
- รายได้จากหน่วยงานอื่น ๆ 398,904 ล้านบาท
และถ้าเราลองเอาแว่นขยาย ส่องไปที่รายได้จากภาษีของกรมสรรพากร ก็จะเห็นว่ากรมสรรพากร สามารถเก็บ
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (กับผู้มีฐานเงินเดือนตั้งแต่ 26,000 บาทขึ้นไป) ได้ 432,324 ล้านบาท
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล (หรือภาษีธุรกิจ ห้าง ร้าน บริษัทต่าง ๆ) ได้ 796,818 ล้านบาท
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ได้ 992,817 ล้านบาท
- รายได้อื่น ๆ อีก 112,987 ล้านบาท
สรุปแล้ว แหล่งที่มาของภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บ มาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่เกิดจากการบริโภคในประเทศไทย เป็นอันดับ 1
และภาษีนิติบุคคล หรือภาษีธุรกิจ มากเป็นอันดับ 2
ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้มีความสำคัญ แต่ก็ยังน้อยกว่าภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีสรรพสามิต (ซึ่งภาษี 2 ส่วนนี้ คนที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทุกคนต่างก็ร่วมเสียด้วย)
ถ้าย้อนกลับมายังประโยคที่ว่า คน 4 ล้านคน ที่กำลังเสียภาษีในสัดส่วนที่มาก กำลังจะแบกคนไทยทั้งประเทศหรือไม่ ก็อาจตอบได้ 2 มุม
-
มุมที่แบก ก็คือมุมของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 4 แสนกว่าล้านบาท ที่รับผิดชอบโดยกลุ่มพนักงานบริษัท กลุ่มนักธุรกิจ หรือกลุ่มอาชีพอิสระ ที่อยู่ในระบบภาษีเพียง 4 ล้านคน
ซึ่งเงินส่วนนี้จำนวนไม่น้อย ก็จะถูกกระจายงบ เพื่อนำไปใช้เป็นสวัสดิการของคนที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ หรือกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบภาษีทั้งประเทศ
-
ส่วนมุมที่ไม่แบก ก็คือมุมของภาษีเงินได้ จากการบริโภค ทั้งภาษี VAT หรือ ภาษีสรรพสามิต
ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากการบริโภค ของคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย อย่างเท่าเทียมกันทุกคน
ซึ่งอย่างไรก็ตาม สิ่งที่พอจะทำได้ตอนนี้ คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กระทรวงการคลังและกรมสรรพากร ก็ต้องทำให้ทุกคนที่เป็นคนไทย หรืออาศัยอยู่ในประเทศไทย เข้าสู่ระบบภาษีโดยเร็ว
และแสดงรายได้ที่จะต้องนำไปเสียภาษีตามกฎหมาย อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การจัดเก็บภาษี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึง และเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายนั่นเอง..
เข้าใจระบบภาษีในทุกมิติ คนไทย 66 ล้านคน รับผิดชอบภาษี ส่วนไหนอยู่ ? /โดย ลงทุนแมน
และในกลุ่มผู้ยื่นภาษี 11.8 ล้านคน มีคนที่รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีจริง ๆ แค่ 4 ล้านคน
อันที่จริงก็ต้องบอกว่า คนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีจริง ๆ แม้จะมีเพียงแค่ 6% ของประเทศ
แต่ภาษีส่วนนี้ จะเป็นเฉพาะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นภาษีทางตรงเท่านั้น
โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็เป็นภาษีที่พนักงานบริษัท หรือมนุษย์เงินเดือน คุ้นเคยกันมากที่สุด
เพราะภาษีนี้ จะหักอัตโนมัติจากสลิปเงินเดือน
ซึ่งกรมสรรพากร จะคิดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามเกณฑ์รายได้ทั้งปีที่เราได้รับ
https://www.facebook.com/share/p/1BwC6eYyKW/?mibextid=wwXIfr
ทำให้ระบบภาษีรูปแบบนี้
ใครที่มีรายได้น้อย ก็จะมีภาระภาษีที่ต้องจ่ายน้อย หรือไม่ต้องจ่ายเลย
ส่วนใครที่มีรายได้มาก ก็จะมีฐานภาษีที่ต้องจ่ายมากเช่นกัน
ทีนี้มาตอบคำถามว่า ในกลุ่มผู้ยื่นภาษี 11.8 ล้านคน
มีคนที่รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีจริง ๆ แค่ 4 ล้านคน
แล้วอีก 7.8 ล้านคน ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหรอ ?
คำตอบก็คือ “ใช่”
เพราะตามขั้นบันได ของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เราจะคิดจาก “รายได้สุทธิ”
โดยรายได้สุทธิ ก็จะมาจาก รายได้ทั้งปีของเรา - ค่าใช้จ่ายส่วนตัวสูงสุดที่ 100,000 บาท
และหักค่าลดหย่อนส่วนตัวออกไปอีก 60,000 บาท รวมถึงค่าลดหย่อนอื่น ๆ ตามที่กรมสรรพากร กำหนด
โดยถ้าเรา
- มีรายได้สุทธิต่อปี ไม่เกิน 150,000 บาท ก็จะได้รับการยกเว้นภาษี
- มีรายได้สุทธิต่อปี ตั้งแต่ 150,001 - 300,000 บาท ก็จะถูกคิดอัตราภาษี 5%
- มีรายได้สุทธิต่อปี ตั้งแต่ 300,001 - 500,000 บาท ก็จะถูกคิดอัตราภาษี 10%
- ถ้าเรามีรายได้มากขึ้น ก็จะถูกคิดอัตราภาษีมากขึ้นไปตามลำดับ
เมื่อเป็นแบบนี้ หมายความว่าใครก็ตาม ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 310,000 บาท
เมื่อหักค่าใช้จ่ายส่วนตัว 100,000 บาท และค่าลดหย่อนไปอีก 60,000 บาท
รายได้สุทธิของเรา ก็จะเหลือแค่ 150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
จากที่อธิบายทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม
ที่เวลาเราเปิดดูสลิปเงินเดือน แล้วถ้ามีรายได้ในเดือนนั้นไม่ถึง 25,833 บาท
เราจะไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
ดังนั้น จากคำพูดที่ว่า
“กลุ่มผู้ยื่นภาษี 11.8 ล้านคน มีคนที่รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีจริง ๆ แค่ 4 ล้านคน” นั้น
ก็มีความเป็นไปได้ว่า คนที่เหลืออีก 7.8 ล้านคน มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี หรือมีเงินเดือนไม่ถึง 25,833 บาท
แต่อย่างไรก็ดี สถิติที่ว่านี้ นับเฉพาะผู้ที่อยู่ในระบบภาษีเพียงแค่ 11.8 ล้านคน
ในขณะที่ประเทศไทยทั้งประเทศ มีผู้ใช้แรงงานอยู่ทั้งหมด 40 ล้านคน
แล้วกลุ่มคนทำงานอีกกว่า 28.2 ล้านคนนั้น หายไปไหน ?
ต้องบอกว่า หนึ่งในกลุ่มแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบส่วนหนึ่ง คือกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่ถึง 120,000 บาทต่อปี
ซึ่งตามกฎหมายแล้วคนกลุ่มนี้ ไม่ต้องยื่นภาษีเข้าสู่ระบบของกรมสรรพากรอยู่แล้ว
แต่ประเด็นคือ กลุ่มแรงงานที่อยู่นอกระบบ ที่มีอยู่ถึง 21.1 ล้านคน
ซึ่งส่วนใหญ่แรงงานนอกระบบนี้ ก็มาจากภาคเกษตรกรรมมากกว่าครึ่ง
รองลงมา ก็คือภาคการบริการ และการค้าขาย ที่นายจ้างไม่ได้ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ หรือยื่นแบบภาษีให้กับกรมสรรพากร
โดยในกลุ่มแรงงานนอกระบบ ก็มีทั้งกลุ่มที่มีรายได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องยื่นภาษี
และก็มีกลุ่มแรงงานจำนวนไม่น้อย ที่มีรายได้ถึง แต่ตั้งใจจะไม่อยู่ในระบบ อย่างเช่น กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า กลุ่มอาชีพอิสระ หรือกลุ่มคนทำงานเฉพาะทาง ที่รับเงินมาเป็นเงินโอน หรือเงินสด
นั่นจึงทำให้การจัดเก็บภาษี ที่กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บได้นั้น ยังน้อยกว่าความเป็นจริง และไม่มีประสิทธิภาพมากนัก
และสิ่งนี้ ก็เป็นภาพสะท้อนให้คนชนชั้นกลาง เช่น พนักงานบริษัท กลุ่มฟรีแลนซ์ หรืออาชีพอิสระ ที่มีการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง จะต้องแบกภาระทางภาษีของคนทั้งประเทศ
ถึงแม้ว่าในตอนนี้ รัฐบาลกำลังจะปรับรูปแบบระบบภาษี ให้เป็นระบบ Negative Income Tax ที่บังคับให้ทุกคนต้องยื่นภาษี ทั้งแรงงานนอกระบบ และแรงงานในระบบที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์
โดยกระทรวงการคลังได้ตั้งเป้าหมายว่า ระบบ Negative Income Tax จะนำมาใช้ในประเทศไทยภายในปี 2570
ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่า ระบบที่บังคับให้ทุกคนต้องยื่นภาษีนี้ จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องแรงงานนอกระบบที่
“เพิกเฉย” ต่อการยื่นรายได้ เข้าสู่ระบบภาษีของกรมสรรพากรหรือไม่ ?
และคำถามต่อมา ถึงแม้ว่าในคนไทย 66 ล้านคน มีเพียงแค่ 4 ล้านคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์
และต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
แล้วเท่ากับว่าคน 4 ล้านคน จะต้องแบกกลุ่มคนไทยที่เหลือใช่ไหม ?
คำตอบคือ “ไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว”
เพราะยังมีภาษีอีก 2 ก้อนหลัก ๆ ที่คนไทยต้องรับผิดชอบ
นั่นก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีสรรพสามิต
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เราคุ้นเคยว่าเป็น VAT
ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าและบริการ ที่คนไทยทุกคนใช้กันอยู่ประจำ
ซึ่งตามเกณฑ์ของกรมสรรพากรแล้ว VAT จะถูกเรียกเก็บจากธุรกิจหรือร้านค้า ที่มีรายได้ต่อปีเกิน 1,800,000 บาทในอัตรา 7%
ดังนั้น ถ้าเรายังช็อปปิงซื้อของใช้จำเป็น ในห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงใช้บริการร้านค้า หรือร้านอาหารที่จด VAT อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เราก็จะมีส่วนรับผิดชอบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่อัตรา 7% โดยอัตโนมัติ
- ภาษีก้อนต่อมา คือภาษีสรรพสามิต
ซึ่งภาษีก้อนนี้ กรมสรรพสามิตเป็นผู้เรียกเก็บ โดยเก็บจากสินค้าสิ้นเปลือง
ภาษีสรรพสามิต ที่ใครหลายคนต้องร่วมรับผิดชอบ ก็คือ ภาษีน้ำมันหรือเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ที่ได้คิดรวมไปกับราคาน้ำมัน หรือราคาก๊าซธรรมชาติที่เราใช้กันอยู่ประจำ
ซึ่งในปีงบประมาณล่าสุด กรมสรรพสามิตสามารถเก็บภาษีน้ำมันฯ ได้มากถึง 51% ของภาษีสรรพสามิตทั้งหมด
นอกจากนี้ สินค้าสิ้นเปลือง อย่าง บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั่งน้ำหวาน ที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ก็มีการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต โดยบวกรวมไปกับราคาสินค้าเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ซึ่งในมุมของคนไทย ที่อยู่ในระบบภาษีจำนวนไม่น้อย อาจมองว่าภาษี VAT และภาษีสรรพสามิต เป็นภาษีที่มีความแฟร์ และยุติธรรมมากที่สุด
เพราะภาษี VAT หรือภาษีสรรพสามิต ได้ถูกบวกรวมไปกับราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่เราซื้อโดยอัตโนมัติ
ทำให้ทั้งคนที่อยู่ในระบบภาษี และไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ถูกบังคับให้ต้องจ่ายภาษี VAT และภาษีสรรพสามิต โดยอัตโนมัติ
โดยใครจะรับผิดชอบภาษีส่วนนี้มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณการบริโภคของแต่ละคน
นอกจากภาษีทางตรง และภาษีทางอ้อมที่ได้พูดถึงไป
จริง ๆ แล้วยังมีภาษีประเภทต่าง ๆ อีกยิบย่อยที่เราต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น
- ภาษีศุลกากร ที่จะแฝงอยู่ในราคาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะเป็นภาษีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่าง อบต. หรือเทศบาลต่าง ๆ เรียกเก็บสำหรับผู้ที่มีที่พักอาศัย หรือที่ดิน
- ภาษีรถยนต์ สำหรับเจ้าของรถและผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ที่จะต้องจ่ายให้กรมการขนส่งทางบกทุก ๆ ปี
จะเห็นได้ว่า นอกจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว ก็ยังมีภาษีในรูปแบบต่าง ๆ ที่คนไทยทั้งประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต
ซึ่งถ้าเราลองไปดูโครงสร้างภาษี ที่เป็นงบประมาณของประเทศทั้งประเทศ จากระบบข้อมูลการใช้จ่ายของภาครัฐ ในปีงบประมาณ 2568 (เดือนตุลาคม 2567 - กันยายน 2568) พบว่า
รัฐบาลมีรายได้ 3,329,806 ล้านบาท โดยรายได้นั้นมาจาก
- ภาษีจากกรมสรรพากร 2,334,946 ล้านบาท
- ภาษีจากกรมสรรพสามิต 476,813 ล้านบาท
- ภาษีจากกรมศุลกากร 119,143 ล้านบาท
- รายได้จากหน่วยงานอื่น ๆ 398,904 ล้านบาท
และถ้าเราลองเอาแว่นขยาย ส่องไปที่รายได้จากภาษีของกรมสรรพากร ก็จะเห็นว่ากรมสรรพากร สามารถเก็บ
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (กับผู้มีฐานเงินเดือนตั้งแต่ 26,000 บาทขึ้นไป) ได้ 432,324 ล้านบาท
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล (หรือภาษีธุรกิจ ห้าง ร้าน บริษัทต่าง ๆ) ได้ 796,818 ล้านบาท
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ได้ 992,817 ล้านบาท
- รายได้อื่น ๆ อีก 112,987 ล้านบาท
สรุปแล้ว แหล่งที่มาของภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บ มาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่เกิดจากการบริโภคในประเทศไทย เป็นอันดับ 1
และภาษีนิติบุคคล หรือภาษีธุรกิจ มากเป็นอันดับ 2
ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้มีความสำคัญ แต่ก็ยังน้อยกว่าภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีสรรพสามิต (ซึ่งภาษี 2 ส่วนนี้ คนที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทุกคนต่างก็ร่วมเสียด้วย)
ถ้าย้อนกลับมายังประโยคที่ว่า คน 4 ล้านคน ที่กำลังเสียภาษีในสัดส่วนที่มาก กำลังจะแบกคนไทยทั้งประเทศหรือไม่ ก็อาจตอบได้ 2 มุม
- มุมที่แบก ก็คือมุมของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 4 แสนกว่าล้านบาท ที่รับผิดชอบโดยกลุ่มพนักงานบริษัท กลุ่มนักธุรกิจ หรือกลุ่มอาชีพอิสระ ที่อยู่ในระบบภาษีเพียง 4 ล้านคน
ซึ่งเงินส่วนนี้จำนวนไม่น้อย ก็จะถูกกระจายงบ เพื่อนำไปใช้เป็นสวัสดิการของคนที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ หรือกลุ่มคนที่อยู่นอกระบบภาษีทั้งประเทศ
- ส่วนมุมที่ไม่แบก ก็คือมุมของภาษีเงินได้ จากการบริโภค ทั้งภาษี VAT หรือ ภาษีสรรพสามิต
ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากการบริโภค ของคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย อย่างเท่าเทียมกันทุกคน
ซึ่งอย่างไรก็ตาม สิ่งที่พอจะทำได้ตอนนี้ คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กระทรวงการคลังและกรมสรรพากร ก็ต้องทำให้ทุกคนที่เป็นคนไทย หรืออาศัยอยู่ในประเทศไทย เข้าสู่ระบบภาษีโดยเร็ว
และแสดงรายได้ที่จะต้องนำไปเสียภาษีตามกฎหมาย อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การจัดเก็บภาษี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึง และเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายนั่นเอง..