ภาษีกระจุก ความเหลื่อมล้ำที่เป็นอุปสรรค ของการกระจายความเจริญ /โดย ลงทุนแมน

2,335,000 ล้านบาท คือจำนวนเงินภาษี ที่กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บได้ ในปีงบประมาณ 2568

ในจำนวนนี้ เป็นภาษีจากการยื่นออนไลน์ทั้งหมด 1,851,000 ล้านบาท และมากกว่าครึ่ง มาจากกรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว

หรือแม้แต่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กรมสรรพากรเก็บได้
ก็มาจากพนักงานของบริษัทในกรุงเทพมหานครถึง 70%

แม้ว่าเราอยากจะกระจายความเจริญไปยังพื้นที่รอบนอก
ให้มีโครงสร้างพื้นฐาน และระบบขนส่งสาธารณะที่ดีเทียบเท่ากรุงเทพมหานคร

แต่สิ่งที่กำลังฉุดเราไว้ ก็คือโครงสร้างภาษีของประเทศไทย
ที่กระจุกตัวอยู่แค่เมืองหลวง..

https://www.facebook.com/share/p/1B4bLSP3xa/?mibextid=wwXIfr


ทำไม ภาษีของประเทศไทย ถึงกระจุกตัวอยู่แค่กรุงเทพมหานคร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

หากพูดในภาพใหญ่ ๆ การเสียภาษีก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งในฐานะพลเมืองหรือประชาชนคนไทย ที่มีหน้าที่เสียภาษีและนำเงินก้อนนี้ ไปใช้เป็นกองกลางในการพัฒนาประเทศ

โดยภาษีที่กรมสรรพากรเก็บได้ มากกว่า 90% มาจากภาษีทั้งหมด 3 ประเภทหลัก ๆ คือ
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มหรือที่เราเรียกกันว่า VAT

- โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่เก็บจากบุคคลที่มีรายได้
ซึ่งใครที่มีรายได้น้อย ก็จะมีฐานภาษีที่น้อย ใครที่มีรายได้มาก ก็จะมีฐานภาษีที่มาก

- ภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่เก็บจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด
ซึ่งโดยส่วนมากภาษีนิติบุคคล จะเก็บในอัตรา 20% จากผลประกอบการกำไรของบริษัท

- ส่วนสุดท้ายคือภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT เก็บจากสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่เราซื้อ
โดยผู้บริโภคจะต้องจ่าย VAT ให้กับสินค้าและบริการของร้านที่จด VAT ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 7%

เมื่อเราลองพิจารณาโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้ว

ถ้าเราลองตัดกรุงเทพมหานคร ออกจากสมการ
ภาษีที่เก็บได้ ก็จะเหลือไม่ถึงครึ่ง

จากข้อมูลของบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ที่ยื่นภาษีออนไลน์กับกรมสรรพากร พบว่า

- ภาษีนิติบุคคล ที่กรมสรรพากรเก็บได้ มีมูลค่ากว่า 771,000 ล้านบาท
โดยมาจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร 64%

- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่กรมสรรพากรเก็บได้ มีมูลค่ากว่า 379,000 ล้านบาท
โดยมาจากบุคคล อย่างพนักงานบริษัท หรือมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพมหานครกว่า 70%

- ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่เกิดจากการซื้อสินค้าและบริการ
ก็มาจากพื้นที่กรุงเทพมหานครกว่า 60%

แล้วเรื่องนี้สะท้อนอะไร ทำไมภาษีมากกว่าครึ่งหนึ่งถึงกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ?

จริง ๆ แล้ว ที่โครงสร้างระบบภาษีของประเทศไทยเป็นแบบนี้ ก็มีอยู่หลายเหตุผล

- เหตุผลแรก คือบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงธุรกิจระดับท็อป ๆ ของประเทศ
ล้วนมีสำนักงานใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร

จากสถิติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD พบว่าในปี 2567
นิติบุคคลในรูปแบบบริษัท และบริษัทมหาชนทั่วประเทศไทย มีรายได้รวม 63,100,000 ล้านบาท

รายได้เหล่านี้ มาจากนิติบุคคลที่จดทะเบียนในกรุงเทพมหานคร 38,600,000 ล้านบาท
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 61% ของรายได้นิติบุคคลทั้งประเทศ

โดยจังหวัดที่มีรายได้จากนิติบุคคลรองลงมา ก็คือ
- จังหวัดสมุทรปราการ คิดเป็น 6.9%
- จังหวัดชลบุรี คิดเป็น 5.2%
- จังหวัดระยอง คิดเป็น 4.4%
- จังหวัดปทุมธานี คิดเป็น 2.7%

จะเห็นได้ว่าจังหวัดที่มีการจัดเก็บภาษีได้รองลงมา ก็เป็นจังหวัดที่เน้นเรื่องอุตสาหกรรม
หรือโรงงานเป็นหลัก

และถ้าเราไปดูสัดส่วนกำไรบ้าง ก็ต้องบอกว่านิติบุคคลหรือบริษัทในประเทศไทย
มีกำไรรวมทั้งหมด 2,790,000 ล้านบาท

โดยกำไรเหล่านี้ มาจากนิติบุคคลที่จดทะเบียนในกรุงเทพมหานคร 1,870,000 ล้านบาท
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 67% หรือคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของกำไรนิติบุคคลทั้งประเทศ

ที่รายได้และกำไร ในกรุงเทพมหานครมากขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะกรุงเทพมหานคร เป็นที่กระจุกตัวของสำนักงานใหญ่
อย่าง บริษัทชั้นนำ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงงาน และร้านค้าต่าง ๆ

ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มีสาขาในต่างจังหวัดเยอะ
และสามารถทำเงินจากต่างจังหวัดได้มาก

แต่สาขาเหล่านี้ ก็อยู่ในบริษัท หรือสำนักงานใหญ่ที่จดทะเบียนในกรุงเทพมหานคร
จึงทำให้เม็ดเงินภาษี ไหลเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงเป็นหลัก

แม้กระทั่งภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ซึ่งเกิดจากสินค้าและบริการ
ห้างหรือร้านค้าที่มีหลากหลายสาขาที่ต่างจังหวัดเกือบทั้งหมด ก็จะอนุมัติยื่น VAT
ให้มารวมกันที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการบัญชีและภาษี

นอกจากเรื่องการจัดการภาษีแล้ว
เมื่อแหล่งเงินทุนและบริษัทชั้นนำกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงจึงกลายเป็นแหล่งงานที่สร้างรายได้และฐานภาษีที่สูงกว่าพื้นที่อื่นอย่างมหาศาล

จนทำให้รัฐบาลสามารถเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้สูงถึง 70% ของทั้งประเทศ

เรื่องนี้ดึงดูดคนเก่งจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปในภูมิภาคให้ต้องทิ้งถิ่นฐานเข้ามาทำงานในเมืองหลวง

เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงธุรกิจครอบครัวหรือธุรกิจขนาดเล็ก ที่ไม่มีตำแหน่งงานหรือค่าตอบแทนจูงใจเพียงพอ

สุดท้ายเรื่องนี้จึงเป็นปัญหาที่วนลูป เพราะบริษัทใหญ่ไม่กล้าไปตั้งฐานในต่างจังหวัดเพราะหาคนทำงานได้ยาก

ส่วนคนเก่งก็ไม่กล้ากลับไปทำงานที่บ้านเกิดเพราะไม่มีบริษัทรองรับ กลายเป็นปัญหาสมองไหลที่ย้อนกลับมาตอกย้ำความเหลื่อมล้ำของเมืองหลวงและต่างจังหวัดให้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

- เหตุผลต่อมาคือ ภาษีที่อยู่นอกระบบ

ก็ต้องบอกว่าโดยภาพใหญ่แล้ว มีการประเมินว่า
GDP นอกระบบของประเทศไทย อาจสูงเกือบ 9 ล้านล้านบาท
ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของ GDP ประเทศที่อยู่ในระบบกว่า 18 ล้านล้านบาท

โดยเศรษฐกิจนอกระบบ ก็ประกอบด้วยพ่อค้าแม่ค้าแผงลอย,
เกษตรกร หรืออาชีพอิสระที่ไม่จดทะเบียนและไม่ยื่นแสดงข้อมูลรายได้ให้แก่รัฐ ซึ่งจากการประเมิน
ก็มีกลุ่มคนสัญชาติไทยที่เป็นแรงงานนอกระบบกว่า 20.4 ล้านคน ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

ซึ่งกลุ่มแรงงานนอกระบบ ก็มีจำนวนไม่น้อย ที่อยู่ในต่างจังหวัด
โดยเฉพาะจังหวัดที่ไม่ได้เป็นแหล่งธุรกิจ ท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่

และถ้าเป็นธุรกิจครอบครัว ก็ยังคงมีบางส่วน ที่จ่ายเงินค่าจ้างให้กับพนักงาน
โดยที่ไม่ส่งข้อมูลเข้าระบบ และยื่นแบบภาษีแก่กรมสรรพากร

เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้การจัดเก็บภาษี ในพื้นที่ท้องถิ่นหรือต่างจังหวัดหลายแห่ง
ก็อาจยังเก็บได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

นอกจากภาษีส่วนกลาง ที่กรมสรรพากรต้องจัดเก็บรายได้เข้ารัฐแล้ว
ก็ยังมีภาษีอีกส่วนหนึ่งที่คนพื้นที่ต้องจ่าย นั่นคือ ภาษีท้องถิ่น
ที่เก็บโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่าง กรุงเทพมหานคร หรือเทศบาลต่าง ๆ

หากลองไปดูภาษีและรายได้จัดเก็บเอง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือในเขตเมืองหลักของไทยจะมาจาก

- กรุงเทพมหานคร 26,637 ล้านบาท
- จังหวัดสมุทรปราการ 5,332 ล้านบาท
- เขตเมืองเชียงใหม่ 1,296 ล้านบาท
- เมืองพัทยา 1,114 ล้านบาท
- เขตเมืองหาดใหญ่ 659 ล้านบาท
- เขตเมืองขอนแก่น 528 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่า แม้แต่ในส่วนราชการท้องถิ่น ภาษีก็ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานครเป็นหลัก

เมื่อระบบภาษี กระจุกตัวอยู่ที่เมืองหลวง และสามารถเก็บจากพื้นที่ต่างจังหวัดได้ในสัดส่วนที่น้อย

จึงทำให้ในภาวะโครงสร้างภาษีปัจจุบัน
ต่างจังหวัดของประเทศไทยหลาย ๆ แห่งแทบจะอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้

เมื่อเป็นแบบนี้ ก็แน่นอนว่างบประมาณที่จะนำไปใช้พัฒนาพื้นที่
ก็จะกองอยู่ที่ส่วนกลาง ก่อนที่งบประมาณจะถูกจัดสรร ให้นำไปพัฒนาแต่ละพื้นที่

นี่เป็นสาเหตุให้เวลามีโครงการขนาดใหญ่ อย่าง
ทางด่วน สะพานข้ามแยก โรงพยาบาลระดับจังหวัด หรือแม้แต่โครงการรถไฟฟ้าในต่างจังหวัด

จำเป็นต้องรออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลส่วนกลาง ก่อนที่จะนำงบเข้าไปพัฒนาพื้นที่จังหวัดนั้น ๆ เพราะท้องถิ่นมีงบประมาณไม่เพียงพอ ที่จะริเริ่มโครงการขนาดใหญ่ระดับนี้ได้ด้วยตัวเอง

ซึ่งคอนเซปต์ของการกระจายงบของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ คือการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข

โดยรวบรวมเม็ดเงินภาษีที่เก็บได้ จากจังหวัดที่สามารถเก็บภาษีได้เยอะ
ไปจัดสรรใหม่โดยรัฐบาลกลาง เพื่อเอางบมาลงจังหวัดที่ขาดแคลนรายได้
หรือไม่สามารถเก็บภาษีได้มากพอ

โดยการจัดสรรงบ ก็จะอิงจากปัจจัยหลายอย่าง
เช่น ประชากรตามทะเบียนบ้าน พื้นที่จังหวัด รายได้ต่อหัว
รวมถึงความจำเป็นที่จังหวัดนั้น จะต้องพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2568

- จังหวัดสมุทรปราการ สามารถจัดเก็บภาษีส่งกรมสรรพากรได้ 120,439 ล้านบาท
แต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 9,892 ล้านบาท

- จังหวัดเชียงใหม่ สามารถจัดเก็บภาษีส่งกรมสรรพากรได้ 12,443 ล้านบาท
แต่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 31,134 ล้านบาท

จากตรงนี้จะเห็นได้ว่า จังหวัดที่เก็บภาษีได้มาก
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับงบในการพัฒนาพื้นที่มากเสมอไป

ทีนี้เราลองไปดูในมุมของงบประมาณจากภาษี ที่ถูกจัดสรรไปแล้ว ว่าไปลงที่จังหวัดไหนกันบ้าง

จากรายได้ของรัฐบาลทั้งหมดในปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 3,753,000 ล้านบาท
พื้นที่ที่ได้รับการจัดสรร 5 อันดับแรก คือ

1. กรุงเทพมหานคร 1,471,332 ล้านบาท (คิดเป็น 39.2%)
2. ส่วนกลาง 1,272,387 ล้านบาท (คิดเป็น 33.9%)
3. จังหวัดนนทบุรี 261,917 ล้านบาท
4. จังหวัดเชียงใหม่ 31,134 ล้านบาท
5. จังหวัดนครราชสีมา 27,455 ล้านบาท

จะเห็นว่าแม้งบประมาณ ถูกจัดสรรลงพื้นที่แล้ว
กรุงเทพมหานคร ก็ยังคงเป็นพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ มากที่สุดเกือบ 40%

ทั้งหมดนี้ ก็เป็นโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่พอจะตอบได้ว่า

ทำไมเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร หรือตามจังหวัดใหญ่ ๆ ถึงมีโครงสร้างพื้นฐาน
มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดี หรือมีความเจริญมากกว่าหลาย ๆ จังหวัด

และทำไมในจังหวัดส่วนภูมิภาคหลากหลายแห่ง ถึงยังไม่แข็งแรงมากพอที่จะบริหารจัดการตัวเองได้

ซึ่งเรื่องนี้ ก็อาจจะต้องไปแก้ปัญหาที่ต้นตอ ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจในต่างจังหวัด เกิดการหมุนเวียนได้ดี รวมถึงสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น

- ออกกฎหมายเพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบ ให้เข้ามาสู่ในระบบ
โดยดึงกลุ่มเกษตรกร กลุ่มร้านค้า และธุรกิจต่าง ๆ ที่ยังอยู่นอกระบบ

ให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น และนายจ้างก็จะต้องส่งข้อมูลของลูกจ้างเข้าสู่ระบบ เพื่อให้สามารถนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
และเพิ่มโอกาสในการเก็บภาษี มาพัฒนาพื้นที่ต่างจังหวัดได้มากขึ้น

- การตั้งสำนักงานใหญ่ ในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อให้ต่างจังหวัดเก็บภาษีนิติบุคคลได้มากขึ้น

- การสร้างแหล่งงาน อย่างการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจ ให้ชาวต่างชาติมาลงทุน
เพื่อสร้างงานและทำให้คนในพื้นที่มีรายได้ และเสียภาษีเข้าจังหวัดนั้น ๆ ได้

- การแก้กฎหมายท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการออกกฎหมาย หรือนโยบายต่าง ๆ
เพื่อแข่งกันดึงดูดการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งในไทย และต่างประเทศ

ซึ่งก็พอจะแก้ปัญหาโครงสร้างของเงินทุน
หรือภาษีของประเทศ ที่กระจุกตัว และเป็นอุปสรรคในการพัฒนาพื้นที่ท้องถิ่น
ให้พอจะเจริญเหมือนเมืองหลวง อย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้บ้างนั่นเอง..

References
- งบประมาณลงพื้นที่จังหวัด (Area) สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ปีงบประมาณ 2568
- หนังสือ ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 - กันยายน 2568) กระทรวงการคลัง
- “ภาษีและรายได้จัดเก็บเอง” ในเขตเมืองหลักของไทย 2567 โดยเพจเฟซบุ๊ก URBAN TH
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
- ผลจัดเก็บภาษีอากรรายจังหวัด ปี 2568 กรมสรรพากร

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่