ผมพลาดตรงไหนชีวิตผมถึงเป็นอย่างนี้

ขอใช้พื้นที่ระบายเล่าปัญหาชีวิตคู่ ที่อับจนปัญญาปรึกษาใครก็ไม่ได้ คิดยังไงก็มีแต่เหนื่อยหน่อยนะครับ (ยาวนะครับ ส่วนหนึ่งมาระบายความในใจในที่ๆไม่มีใครรู้จัก)
                   ​ผมกับแฟนอายุ 30+ เท่ากัน คบกันมาได้ประมาณ 15 ปี ย้อนกลับไปตอนคบกันใหม่ๆ เราทั้งคู่ต่างเรียนมหาวิทยาลัยบ้านของเขาล้มละลาย เนื่องเพราะแม่เขาทำธุรกิจพลาดและยึดติดอยู่กับความสำเร็จ ขายทุกอย่างบ้านหรืออะไรก็ตาม รวมถึงของพ่อเขาด้วย แม้กระทั่งให้พ่อของเขากู้เงินบำเหน็จตกทอดมาเพื่อมาใช้หนี้ ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอ ตอนที่เขาบอกผมเขาถามผมว่าผมจะทิ้งเขาไหม แน่นอนผมตอบไปว่าไม่เป็นไร เราสร้างได้
                   ตอนเรียนจบผมช่วยเขาหางาน โอนเงินให้ เพื่อให้เขามาทำงานในกรุงเทพฯ เพราะเขาไม่มีเงินติดตัวเลย ซึ่งแม่ของเขาคัดค้านมากบอกให้หางานแถวบ้าน แต่เขาตัดสินใจมาสู้ด้วยกัน ซึ่งช่วงปีแรกๆที่อยู่ด้วยกันเขาเป็นคนที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ โลกต้องหมุนรอบตัวฉัน ผมพยายามเข้าใจเขา เพราะเขาเป็นลูกคนเดียวและพ่อแม่เลี้ยงมาแบบตามใจ ในช่วงนี้ก็แม่เขาโทรมาขอเงินเพราะไม่มีจ่ายค่าเช่าห้องบ้าง ขอไปลงทุนบ้าง เปิดร้านน้ำปั่นบ้าง แน่นอนว่าทั้งหมดนั้นคือเงินผมทุกบาท ผมไม่ได้ร่ำรวยแต่ชอบหาเงิน เลยพอมีเงินเก็บบ้าง ต่อมาเราซื้อบ้านตอนอายุประมาณ 22-23 เขาขอให้พ่อแม่เขามาอยู่ด้วย เพราะเขาเป็นห่วง ผมก็ยอมเพราะคิดว่าบ้านมีหลายห้องแบ่งกันคงไม่เป็นไร แต่ผมคิดผิด แม่เขาเริ่มเรียกร้องผ่านทางเขาว่าบ้านจะต้องชื่อลูกเขาเท่านั้น ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไม่มาอยู่ด้วย แฟนก็ร้องไห้ทะเลาะกันบอกขอได้ไหม เขาอยากให้พ่อแม่มาอยู่ด้วย ผมก็ต้องจำใจยอม ขอเพิ่มตรงนี้ว่าผมกับแม่เขาไม่ค่อยถูกกัน เพราะแม่เขาใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายมาก ทั้งที่ไม่มีก็หาหยิบยืม ต่อมาอยู่กับได้ประมาณหนึ่งปี
                   ผมมองว่าควรเรียนป. โท ต่อเลยปรึกษากันกับเขา บอกเขาว่าเพื่อความก้าวหน้า แต่กำลังของเราพอเรียนได้คนเดียว เขาขอเป็นคนเรียน ผมก็ยอมไม่ได้คิดอะไรผมก็ส่งเขาเรียนระหว่างไปเรียนเราทั้งนั่งรถเมล์ นั่งเรือไปบ้าง เขาเรียนผมนั่งรอ วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เพราะอยากสนับสนุนเขาให้ไปได้ไกลขึ้น
                   ต่อมาไม่นานผมมีช่องทางทำธุรกิจเปิดร้าน ผมก็เอาเงินตัวเองและขอยืมแม่ผมมาลงทุน แฟนบอกขอเป็นคนดูแลเอง เขาก็เอาแม่กับพ่อเขามาทำ ผมไม่เคยได้จับเงินเลยแม้แต่บาทเดียวเข้าครอบครัวพวกเขาหมด ผมก็ได้แต่คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยพวกเขาก็มีกินไม่ต้องอด เนื่องจากงานที่ร้านหนักมาก ผมเห็นพ่อแม่เขาพยายามสู้ ผมเลยยอมรับในความพยายามของพวกเขา ทั้งๆที่พวกเขาก็มีอายุมากแล้ว เงินส่วนนี้ผมเลยไม่ได้ติดใจหรือพูดถึงมันอีก
                  ผมเริ่มเรียนรู้และเข้าเล่นตลาดหุ้นครั้งแรกเสียเงินไปก้อนหนึ่งไม่มากไม่น้อย ตอนนั้นผมรู้สึกเสียความมั่นใจก็ได้เขาช่วยปลอบพูด พอเริ่มอยู่ในตลาดได้ ผมก็สอนเขาเล่น อะไรที่ผมรู้หรือเรียนรู้มาผมสอนเขาเสมอ แต่ตัวเขามีนิสัยที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงไม่ชอบลงทุนหรือทำอะไร ผมมักจะต้องเป็นฝ่ายนำทำให้ก่อนเสมอ
                  ในระหว่างที่อยู่ด้วยกันก็ทะเลาะกันบ้างเขาเป็นคนที่ไม่ฟังใคร เอาแต่ตัวเองเป็นที่ตั้ง ทุกครั้งที่ผมพยายามอยากคุยหรือให้เขารู้ตัวว่าผมไม่โอเคตรงไหน เขาจะพูดขึ้นมาเสมอว่า ผมทนเขาไปทำไม ไปหาคนอื่น เลิกกันไป ไม่ก็คำว่ากูไม่ฟัง เดิมผมเป็นคนใจเย็นระดับหนึ่ง ส่วนเขาใจร้อน บ้างครั้งที่ทะเลาะกันเขามักจะคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ทุบผมอยู่หลายครั้ง ซึ่งผมไม่ได้ตอบโต้หรือทำร้ายเขากลับ พยายามมีสติตลอด เพราะคิดว่าเราเป็นผู้ชายไม่อยากทำร้ายผู้หญิงยิ่งแฟนด้วยแล้ว ไม่เคยมีความคิดเลย พอเขาใจเย็นก็ทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น ไม่เคยมีการคุยกันหรือรับฟังการแก้ไขปัญหา
                  เขาทำงานดึกผมรอรับกลับบ้านเสมอทุกวัน เขาขับรถไม่เป็นผมเคยบอกให้เขาไปเรียนตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น ตอนนี้ สามสิบปลายเขาพึ่งไปเรียนแต่ไม่ยอมขับ ผมพยายามบอกให้เขาขับบ้างเขาจะบอกว่าผมไม่รักเขา ผมเปลี่ยนไป หลายอย่างมันแย่ลงตอนที่เราจ้างโรงงานผลิตสินค้าของใช้ประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ตอนนั้นผมลงทุนหลายอย่าง ทั้งนำเข้ากระเป๋าจากนอกมาขาย ขายรถมือสอง ซึ่งผมเคยบอกเขาว่าที่เขาทำอยู่มันเสี่ยงมากไปเราไปทำอย่างอื่นเถอะมันน่าจะขายยาก เขาบอกเขาอยากทำ เพราะเหตุผลว่าลงทุนทำตัวอย่างไปแล้ว และเขาคุยเรื่องหุ้นส่วนกับเพื่อนของเขาแล้ว ผมทำได้แค่เตือนเขาและบอกเขาว่าอย่าทำอะไรเกินตัว เกินวงเงินที่เราพร้อมที่จะเสียมันไป หลังผลิตเสร็จเป็นช่วงโควิดระบาดพอดีแน่นอนว่าของๆเขาขายไม่ได้ ผมมีความคิดไม่โอเคกับหุ้นส่วนคนอื่นที่เขาลงทุนด้วย เขาก็ถอนเอาเงินไปซื้อหุ้นส่วนของคนอื่นมา ผมเตือนแล้วเขาไม่ฟังบอกจะจัดการเอง จนผ่านไปหนึ่งปีของก็ยังขายไม่ได้ ระหว่างนี้เสียค่ายิงโฆษณาไปไม่น้อย สุดท้ายเขาไปตัดสินใจจ้างดาราท่านหนึ่งไลฟ์สดขายสินค้า ตอนที่เขาตกลงราคาขายผมได้บอกเขาไปว่าขายไปเถอะ ขาดทุนไปก็ได้ก็ยังมีทุนเหลือไปทำอย่างอื่นต่อ แน่นอนว่าเขาไม่ฟังพูดคำเดิมจะจัดการเอง จนทุกอย่างไม่สามารถแก้ไขอะไรได้แล้ว
                 ซึ่งประเด็นคือเราใช้กระเป๋าใบเดียวกันและเขาดูแลเงินทั้งหมด มารู้ตัวอีกทีคือเขามาสารภาพว่าเรามีปัญหาแล้ว ผมขายทุกอย่างที่มีรถทุกคัน ทอง ทรัพย์สิน เท่าที่จะขายได้ กดบัตรเครดิตบัตรเงินสดมาเพื่อให้เขาปิดหนี้ โดยตัวเองแบกหนี้ไว้ ขอปรับโครงสร้างกับธนาคาร ตอนมั่งมีเขาเลี้ยงพาญาติพี่น้องพ่อแม่เขากินเที่ยวอย่างมีความสุข แต่ตอนไม่มีไม่มีใครที่จะช่วยเขาสักคนนอกจากผม เขาพูดกับผมเสมออาเขามีเงิน เดี๋ยวยืมอามาบ้าง หรืออะไรบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีเลยสักครั้ง จนสุดท้ายผมต้องขายที่ดินมรดกเพื่อเอามาช่วยเขาเท่าที่จะทำได้ ซึ่งแน่นอนมันไม่พอ หลังขายทุกอย่างยังมีหนี้ทั้งหลายรวมกันแปดล้านกว่าบาท
                หลังเราทะเลาะกันบ่อยมาก เพราะเขาไม่เคยรับฟัง ผมเก็บสะสมปัญหาหลายอย่างในชีวิตที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้ โดยคิดว่าเขาคือคู่ชีวิต แต่กลับไม่ใช่เลย สิ่งที่เขาทำกับผม เหมือนผมมีหน้าที่แค่หาเงินให้ แก่ปัญหา ขับรถพาไปนั้นนี้ เวลาผมพูดอะไรเพื่ออยากคุยปัญหาหรือแผลในใจที่ผมเก็บไว้เขาจะปฏิเสธและขอเลิกผม ด่าว่าผมเสมอ จนหลังๆผมกลายเป็นคนป่วยจิตเวชที่มีอาการหงุดหงิดตลอดเวลาและอารมณ์รุนแรง ผมรู้ตัวบ้างเลยเลือกที่จะนั่งดูคลิปหรือหาอะไรอ่านเงียบๆคนเดียว ในขณะที่เขาทำงานกลับบ้านมามักจะคุยสายหัวเราะกับคนอื่นเสมอ (ไม่ใช่เรื่องชู้สาว) พอวางสายก็จะไปคุยกับพ่อแม่เขา ผมไม่เคยคุยหรือปรึกษาอะไรกันได้เลย ผมจะเจอเขาอีกทีคือตอนจะนอนและมีหมอนข้างกันกลางไว้ ระหว่างวันไม่เคยมีการไลน์หรือโทรหา จะติดต่อระหว่างวันต่อเมื่อให้โอนเงิน หรือขอให้ช่วยใคร
                 ปัจจุบันเราแยกกันอยู่มาสักพักใหญ่แล้ว เขาบอกเขาอยากเลิกกับผม เพราะผมหาเงินไม่ได้เหมือนเดิมบ้าง เพราะผมหงุดหงิดใส่เขาบ้าง เพราะอะไรก็ตามที่เขาอยากโทษผม ตลอดชีวิตคู่ของเราเขาเป็นฝ่ายรับ ส่วนผมเป็นฝ่ายให้ ให้จริงๆทุกอย่างผมหาให้หมด และเขารับจริงๆไม่เคยให้อะไรผมเลย ผมได้รับจากเขามีอย่างเดียวคือปากกาแบรนด์หนึ่ง ตอนที่เขาเรียนอยู่ปี 4 ราคาตอนนั้นสี่พันกว่าบาท แต่เขาพยายามซื้อให้ผม ทำให้ผมซึ้งใจมากๆ แต่หลังจากนั้นเขาไม่เคยให้อะไรผมอีกเลย วันเกิดจะมีแต่แค่คำอวยพรส่งไลน์มาให้ตอนเช้าที่ไปส่งเขาทำงานมีแค่นั้น เคยหวังเคยอยากได้ จนเลิกหวังไปนานมากแล้ว เขาต้องเป็นคนถูกทุกเรื่อง ทุกเรื่องผมต้องผิด ไม่ผิดผมก็ต้องผิด ต้องก้มหัวยกมือไหว้ขอโทษพ่อแม่เขา ตลอด 15 ปี
                 ผมเหนื่อยมากๆที่ต้องแบกเขาและครอบครัวพวกเขามาด้วยกันตลอดทาง ไม่มีแม้แต่คำขอบคุณสักครั้งเดียว วันที่ผมบอกเขาว่าผมเหนื่อยผมจะได้คำตอบว่าเขาก็เหนื่อยเหมือนกัน ผมไม่ได้เหนื่อยคนเดียว ตอนที่เราไม่มีเงิน เขาดึงเงินไปหมด ผมเหลือติดตัวอยู่ไม่ถึง 1 พัน เพื่อใช้กินให้ครบหนึ่งเดือน ผมต้องกินขนมปังในเซเว่นชิ้นละ 10 กว่าบาทแล้วกินน้ำตามให้อิ่ม ส่วนเขาเอาเงินไปทำอะไรไม่บอกแต่ตัวเขาเองมีกินไม่ได้อดเหมือนผม ผมก็เสียสละได้ ถามก็โมโหใส่ บอกไม่ได้เอาไป มันทั้งเหนื่อยทั้งท้อ ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม ผมเคยคิดแม้กระทั่งการไม่มีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อให้เขาได้เงินประกันชีวิตของผม หลายเรื่องราวมากมายที่เก็บไว้ในใจและบอกใครก็ไม่ได้นี้เป็นแค่ส่วนเดียว แต่ผมก็ยอมรับว่าตัวผมไม่ใช่คนดีมีหงุดหงิดและขึ้นเสียงใส่เขาบ้าง เพราะเหนื่อย เพราะเก็บกด เขาไม่เคยรับฟังหรือถามอะไร คนที่เขาจะฟังคือแม่เขา ญาติ เพื่อนที่ทำงาน ใครก็ตามที่ไม่ใช่ผมเขาฟังหมด เขาพร้อมปกป้องเชื่อถือ จนผมต้องยอมรับความจริงว่าคำพูดที่มีคนบอกว่าใกล้จนดูแคลนมันเป็นเรื่องจริง ให้เขามากไปจนเขาไม่เห็นค่าอะไร
                    ​ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมควรทำยังไงต่อ ตอนนี้ได้แต่นั่งมองสิ่งที่สร้างมาละลายหายไป บ้านรอขาย ครอบครัวแตกแยก ผมเหมือนตัวคนเดียวในวัยเกือบสี่สิบ เขาจะขายบ้านเพื่อเอาส่วนแบ่งไปใช้หนี้และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทั้งๆที่มันคือสิ่งที่ผมสร้างมา มันเป็นความรู้สึกของผู้ชายคนหนึ่งที่ทำเพื่อผู้หญิงอย่างสุดกำลัง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความว่างเปล่า เสียใจ เลยอยากมาใช้พื้นที่ตรงนี้ระบายความในใจ หรือเตือนสติใครสักคนที่กำลังคิดจะมีคู่ว่า "อย่าเลือกคู่ชีวิตผิด เพราะคุณจะเป็นแบบผม เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา และสิ่งที่มีค่าที่สุดคือความรู้สึก" ผมพลาดตรงไหนชีวิตผมที่ตั้งใจทำให้ดีถึงแย่มาทุกวันนี
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่