จริง ๆ แล้วไขมันพอกตับไม่ได้เกิดจากเหล้าแค่อย่างเดียวนะครับ แต่ที่น่ากลัวกว่าคือหลายคนเป็นแบบไม่รู้ตัวครับ ไม่ปวด ไม่มีเตือน จนตรวจเลือดถึงได้เห็นว่าเอนไซม์ตับพุ่งไปแล้วครับ การรู้ว่า “อะไรควรเลิก” สำคัญพอ ๆ กับการกินคลีน เพราะบางพฤติกรรมดูเหมือนไม่ร้าย แต่ทำร้ายตับแบบเงียบ ๆ ทุกวัน วันนี้ผมจะพามาดูว่าถ้าไม่อยากเป็นไขมันพอกตับให้เลิก 4 อย่างนี้ครับ
1. เลิกกินหวานบ่อย โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส
น้ำตาลโดยเฉพาะฟรุกโตสจากน้ำหวาน ชานม น้ำผลไม้ กล่องแพ็ก ๆ จะถูกส่งตรงเข้าตับเพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นไขมัน เมื่อกินบ่อย ตับจะสะสมไขมันเร็วมากโดยที่น้ำหนักอาจไม่ขึ้นชัด คนผอมก็เป็นได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายคนไม่อ้วน แต่ไขมันพอกตับระดับสูงแบบไม่รู้ตัว
.
2. เลิกกินไขมันเลว และไม่ควรกินไขมันดีแบบ “เกินความจำเป็น”
หัวใจหลักคือกำจัดไขมันเลวก่อนครับ เช่น ไขมันทรานส์ ไขมันจากของทอดซ้ำ อาหารแปรรูป เพราะกระตุ้นการอักเสบและเร่งไขมันพอกตับโดยตรง ส่วนไขมันดีอย่างอะโวคาโด ถั่ว น้ำมันมะกอก น้ำมันปลา ยังจำเป็นต่อร่างกายครับ แต่ต้องกิน “ให้พอดี” ไม่ใช่ยิ่งกินแบบไม่ยั้ง หลักง่าย ๆ คือใช้น้ำมันดีวันละประมาณ 1–2 ช้อนโต๊ะ ถั่ววันละ 1 กำมือเล็ก อะโวคาโดครึ่งผล เลือกกินแทนไขมันเลว ไม่ใช่กินเพิ่มจากมื้อเดิมครับ
.
3. เลิกนั่งยาว ไม่ขยับหลังมื้ออาหาร
มีหลายคนเลยครับ ที่พอกินเสร็จแล้วนั่งทำงานต่อยาว ๆ ซึ่งนี่แหละครับเป็นตัวเร่งไขมันพอกตับชั้นดี เพราะน้ำตาลและไขมันหลังมื้อจะถูกส่งเข้าตับโดยตรง การไม่ขยับแม้แค่ 10–15 นาทีหลังอาหาร ทำให้ตับต้องรับภาระหนักซ้ำ ๆ ทุกวัน โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศที่นั่งติดโต๊ะ
.
4. เลิกคิดว่า “ไม่ดื่มเหล้า = ตับปลอดภัย”
นี่คือความเข้าใจผิดอันดับต้น ๆ ไขมันพอกตับจำนวนมากเกิดจากอาหาร น้ำตาล ภาวะดื้ออินซูลิน และการอักเสบเรื้อรัง ไม่ได้เกี่ยวกับแอลกอฮอล์เลย การไม่ดื่มเหล้าแต่ยังกินหวาน มัน แปรรูป นอนดึก และไม่ออกกำลังกาย ตับก็ยังพังได้แบบเงียบ ๆ เหมือนเดิม
ไขมันพอกตับไม่ได้เตือนก่อนเกิด แต่พฤติกรรมเล็ก ๆ ทุกวันคือชนวนสำคัญ เลิกหวาน เลิกกินเกิน เลิกนิ่งหลังมื้อ และเลิกชะล่าใจว่าตับแข็งแรงเองได้ ตับดูแลเราเงียบ ๆ เราก็ควรดูแลเขากลับให้ทันก่อนสาย เพื่อป้องกันลุกลามเป็นตับอักเสบ พังเรื้อรัง และโรคแทรกซ้อนในอนาคตครับ
Cr. FB หมอเจด
ไม่อยากเป็นไขมันพอกตับให้เลิก 4 อย่างนี้