ประสบการณ์ภายใน ประสบการณ์ส่วนบุคคล

กระทู้สนทนา
ต้องขอเล่าไล่เรียงตามลำดับช่วงชีวิตตั้งแต่เด็กๆ เลยนะคะเริ่มจากตอนเด็กๆ เราก็เหมือนมีปมในใจที่เก็บมานานอยู่คือเราเป็นคนไม่กล้าพูดสื่อสารกับใคร เพราะเนื่องจากลิ้นไก่สั้น ทำให้ออกเสียงไม่ชัดเจนซึ่งบางคนฟังเราไม่ออก ทำให้เราจะกล้าพูดสื่อสารกับคนที่สนิทๆเท่านั้น แต่ครอบครัวคนใกล้ชิดจะคอยบอกเสมอๆว่า ให้มองที่เค้าแย่กว่าเรายังมีอีกเยอะ เรายังดีกว่าคนอื่นที่ไม่มีความพิการ ขา แขนไม่มีอะไรแบบนี้ เค้าจะไม่ให้มองปมที่เรามีแต่เวลาคนพูดให้ฟังบ่อยๆมันก็รู้สึก หรือเด็กๆมาถามทำไมพี่ปากแบบนี้ อะไรแบบนี้เราก็จะรู้สึกนิดหน่อย (แต่ตรงนี้แม่ก็เคยพาไปให้หมอเย็บปิดคือก็โดนผ่าตัดช่วง 2-3 ขวบ แต่เนื่องจากเราร้องไห้เยอะ ร้องไม่หยุดแผลที่เย็บไว้เลยฉีกอีก เลยแก้ไม่ได้ล่ะ จำได้ว่าตอนจะเข็นเข้าห้องผ่าตัดร้องตะโกนเรียกแม่ลั่นเลย ความทรงจำที่เด็กมาก) และประกอบว่าเคยไปหาหมอฟันตอนเด็กหมอได้แนะนำว่าให้จัดฟันร่วมกับผ่าตัดขากรรไกรด้วยความที่สมัยนั้นก็พ่อบอกไม่ต้องผ่าหรอกสมัยนั้นเครื่องมือยังไม่ทันสมัยเหมือนสมัยนี้ พ่อกลัวผ่าแล้วจะถึงสมองกลัวแบบผิดพลาดอะไรแบบนี้บวกกับตัวเองก็กลัวเลยตัดสินใจไม่ผ่าอะไรปล่อยไว้ล่วงเลยจะตอนนี้ล่ะ
ต่อมาก็เป็นช่วงวัยชั้นประถม-วัยชั้นมัธยม คือสมัยนั้นครอบครัวก็ไม่เคยพาเข้าวัดอะไร ทำบุญสวดมนต์ไม่เคยทำเลยค่ะ แต่ก็สังเกตว่าตัวเองเวลาไปพักต่างที่ต่างถิ่นจะป่วยตลอด เริ่มแต่ตอนประถมป.5 - ป.6 เข้าค่ายพักแรมค่ายทหารก็เป็นไข้ทับระดูครั้งแรก (อันนี้ก็ไม่น่าจะแปลกอะไร) ก็มองว่าธรรมดานะคะ แต่พอม.1 ก็ได้เข้าค่ายในโรงเรียนก็ป่วยอีกค่ะลุกมาอาเจียนตอนดึก เหมือนเป็นกระเพาะ ลำไส้ส่วนท้องตลอด (ได้เพื่อนมาช่วยดูแลให้ต้องขอบคุณมากๆ)  ต่อมาม.2 ก็ได้ไปเข้าค่ายที่สระบุรีช่วงเย็นก็ป่วยอีก ต้องไปขอยาตรงแถวจุดพยาบาลกิน จนมาถึงมีวันนึง ที่ต้องไปนอนเฝ้าอาม่าที่รพ.ก็นอนหลับไปตอนเย็น กลับมาป่วยอีกค่ะไข้ขึ้น ก็เริ่มมาคิดๆแปลกจัง มีเริ่มคิดตั้งแต่ตอนนี้หรือเราไปนอนแล้วเราไม่ค่อยได้สวดมนต์ไหว้ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทางรอบๆก่อน และก็จะมีปัญหาในส่วนท้องกระเพาะมาเรื่อยๆตลอด อาหารไม่ย่อยบ้าง เป็นพิษบ้าง จนต้องมียาธาตุ ยาลดกรดติดประจำไว้ตลอด
ก็มาถึงช่วงวัยเบญจเพส  ที่เราเจอครั้งแรกเจอตอนอายุ 26 ได้เข้ารพ.ครั้งแรกตอนนั้นอาเจียนเป็นน้ำดีเขียวๆออกมาเลย (จำไม่ได้ล่ะ ว่าโรคอะไร เกี่ยวกับลำไส้นี่ล่ะ) มาเจออีกทีครั้งใหญ่เบญจเพสอีกที แต่รอบนี้เจออายุ 34 ตอนนั้น ก่อนจะเป็นนะคะ หลานชายถามเล่นๆขึ้นมาว่าชอบเลขอะไร ก็ได้ตอบหลานว่า ชอบ เลข 8 มากสุด เพราะเกิด เลข 8 เหมือนอินฟินิตี้ดี อะไรประมาณนี้
ที่เป็นครั้งแรกในรอบอายุนี้ 34 อยู่ในปีที่โควิดกำลังระบาด ช่วงต้นปีช่วงปีใหม่พี่สาวได้ฝันว่าเราตกตึกมาตายก็มาบอกฝันไม่ค่อยดีเลยนะ เราก็ฟังแล้วทำบุญบริจาคโลงศพบริจาคสร้างห้องโควิดปีนั้นพอดี เลยได้รักษาช่วงที่โควิดซาๆลงมาหน่อย เป็นครั้งแรกช่วงเดือนมิ.ย.63 ก่อนหน้านี้ก็เหมือนท้องเสียสลับกับท้องผูกไป1 วัน แล้วต่อมาก็ไม่ถ่ายเลยวันนึง แต่อ้วกอาเจียนหนักมาก จนพี่สาวเห็นท่าไม่ดีตัดสินใจพาเข้ารพ.เถอะก็ได้ไปรักษาที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนั้นหมอส่งทำ Ct สแกนกับเอกซเรย์เลยปรากฏว่า ลำไส้บิดพันเป็นเลขแปดค่ะ (อันนี้ไม่เห็นกับตานะคะแต่พี่สาวมาเล่าให้ฟังอีกที) ตอนนั้นหมอก็ให้เราส่องกล้องเลยวางยาสลบไปพร้อมกับนอนไอซียูต่อ1-2 คืน  ความดันต่ำและขาดน้ำเกลือแร่เยอะก็เข้าอยู่รพ.ประมาณ 4-5 วันเกือบอาทิตย์ พอหายหมอก็นัดรักษาตามอาการหมอยังไม่ตัดสินใจผ่านะคะ หมอนัดกลืนแป้งก่อน ยังไม่ทันนัดตรงนี้เลย เป็นอีกรอบช่วงต้นเดือนช่วงวันเข้าพรรษาพอดีที่เป็นอาการเดิมนี้อีกรอบไม่ถ่ายและอ้วกอาเจียนเยอะเหมือนเดิม ความทรมานการรักษาจะมีที่ไม่อยากใส่เลยคือการใส่สายระบายลมต้องใส่สายจมูกผ่านลงไป คือการใส่จะทาเจลที่สายก่อนแล้วค่อยๆกลืนลงไป เพิ่งรู้ว่ามีความลึก จากช่องคอถึงช่องท้องเราถ้าหลุดก็ต้องใส่ใหม่กลืนสายใหม่ก็จะมีเทปแปะตรงจมูกไว้ไม่ให้หลุดแล้วก็จะเหมือนมีอะไรคาที่คอระคายเคืองคอยิ่งตอนผ่าเสร็จแล้วไอนี่เป็นอะไรที่ต้องเจอกว่าจะค่อยๆลุกมาไอได้พยายามไอเบาๆจะได้ไม่กระเทือนแผลที่ผ่า
และครั้งที่สอง ก.ค.63 ระหว่างที่ส่องกล้องในรพ.รัฐช่วงที่ต้องนอนรอคิวอยู่รอบนี้พี่สาวก็เห็นว่ารอบนี้เป็นหนักเค้าก็ห่วงเรากลัวเราจะไม่มีมอร์ฟีนช่วยกลัวปวดขึ้นมาระหว่างรอนั้นกลัวแบบเราไม่กล้าขอยาหมอเลยบอกได้ไปยืนสมาธิถึงเจ้ากรรมนายเวรให้นะ เห็นเป็นภาพหมาหรือสุนัขแวบขึ้นมาพี่สาวเค้าจะเป็นคนที่มีจิตตั้งมั่นและแน่วแน่ เค้าก็เล่ามาตลอดว่าเหมือนจะเกี่ยวกับกรามและร้าวถึงหัวอีกรอบ ก็ได้เตือนๆมาตลอดว่านั่งสมาธิด้วยนะ แต่เรานั่งไม่ได้สักทีก็ไม่รู้เพราะอะไร
 คราวนี้อยู่รพ.สิบกว่าวันหมอนัดผ่าตัดเลยรอบนี้แต่ไปผ่ารพ.รัฐ มีอาจารย์หมอเก่งๆเยอะสู้ค่าใช้จ่ายเอกชนไม่ไหว ตอนเป็นรอบนี้ใช้ยามอร์ฟีนตอนรักษาฉุกเฉินที่รพ.เอกชนก่อนนะคะแล้วย้ายมารพ.รัฐทำเรื่องส่งต่อ เพิ่งรู้ถึงความรู้สึกตอนโดนมอร์ฟีนว่าเป็นยังไงเหมือนร่างกายร้อนวูบวาบไปหมด สามเข็มเอาไม่ค่อยอยู่ค่ะพอหมดฤทธิ์ก็ปวดใหม่เป็นระยะๆ ได้นัดผ่า รอบแรกตรงวันที่ 13 ก.ค. ค่ะ ซึ่งตรงกับตอนที่ไปหารพ.รัฐใกล้บ้านครั้งแรกรอบเดือนมิ.ย.ตอนนั้นไปหมอนัดส่องกล้องตอน 13 ก.ค. คิดว่าไม่น่าไหวเลยไม่ได้ไปเพราะข้ามเดือนเลยนานไปก็เลยไปเอกชนก่อนเลยรอบเดือนมิ.ย.นั้น พอดีคิวผ่าหมอเข้ามาบอกอีกทีได้เลื่อนคิวมาเร็วกว่าเดิมเลยได้ผ่าตอนประมาณวันที่ 7 หรือ 8 ก.ค.จำไม่ได้แล้ว  (คือที่ต้องผ่าลำไส้รอบนี้เป็นโรคลำไส้อุดตันนั่นเองค่ะ ผ่าไปประมาณ 30 เซนหรือไม้บรรทัดนึงได้ เนื่องจากลำไส้ยาวและย้วยมาก ถ้าไม่ผ่าอาจจะเป็นซ้ำอีก) และในตอนที่โดนวางยาสลบสมองช่วงนั้นก็จะเบลอยาฆ่าเชื้อเบลอยาสลบในการวางยาสลบจำได้ว่า ก่อนจะสลบไปหมอเดินมาบอกใส่สายออกซิเจนยากมากในปาก ก็รับฟังนะก็ทำไงได้เกิดมาแบบนี้แล้ว จะมีปัญหาอะไรก็ตามนั้นเลย มันเป็นเรื่องที่เรายังไม่คิดแก้ไขอะไรมาตั้งแต่เริ่ม
 ผ่าเสร็จวันนึงไปใช้สิทธิ์ประกันสังคมกับอีกที่ค่ะ เริ่มย้ายมาอยู่อีกที่เป็นรพ.ที่สามค่ะในรอบสองเดือนติดกันมา รักษาดูอาการโดยหมอคนเดิมค่ะ ก่อนวันที่ 16 ก.ค.63 หมอมีนัดตัดไหมพอดีค่ะ เริ่มฝันก่อนฝันว่าเทปพันแผลผ่าเรามันหลุดก็ค้นกูเกิลดูเลขที่ฝัน ก็ซื้อตามเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ถูกเลยจริงๆ ก็ได้มาเอาไปทำบุญต่อค่ะ (พี่สาวบอกเอาไปทำบุญต่อจะดีกว่า)
พอมาถึงช่วงปี 64-65 ไม่แน่ใจปีนะคะย้ายมานอนห้องที่อยู่ปัจจุบันเพราะจะนอนแยกกับแม่ซึ่งห้องที่นอนนี้เพิ่งจะรู้ได้ตอนปลายๆปี 68 ว่าตรงกับมุมทางสามแพร่งพอดี เหมือนมองออกไปทางหน้าต่างก็เจอทางแยก ทางแยกตรงนี้จะเป็นลักษณะ ตัว T แต่ก่อนหน้านี้คือไม่รู้เรื่องอันใดเลย
ประมาณ ก.พ 66 มีอยู่เรื่องนึงที่แปลกๆในปีนี้อีกเรื่อง คือใกล้วันเกิด ก็บอกแม่ชวนแม่ทำบุญบอกจะนำเงินแม่ไปทำบุญที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าให้ แม่ก็ให้เงินมาเพื่อไปทำบุญร่วมซึ่งสถานที่นี้เป็นแบบสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าและเด็กพิการซ้ำซ้อน เราก็ความที่รับปากแม่แล้วนะ แต่ถึงเวลาไม่ได้ทำให้แม่ตามที่บอกไว้ค่ะ กลับมาปวดขาสองข้างก็นึกๆอยู่นะคะวิ่งๆก็ไม่ได้ไปวิ่งนะเดินขึ้นเขาก็ไม่ได้ไป ปวดแบบเหมือนไปทำกิจกรรมมาราวๆนั้น แค่นั่งรถนานก็ไม่ได้น่าจะปวดขนาดนั้น เลยนึกถึงและแล้วติดต่อมูลนิธิไปว่าขอโอนทำบุญค่ะ ก็ทำบุญร่วมโอนไปตามที่เรารับปากแม่แต่ไม่ได้ทำพอทำแล้วหายเลย หายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น (ก็ทำให้รู้ว่าสิ่งสำคัญกับชีวิตเราคือการรักษาสัจจะตั้งจิตหรืออะไรแล้วควรทำ)
และช่วงนี้ก.พ.66 นี้เหมือนกันที่ก่อนใกล้วันเกิดไม่รู้เป็นอะไร ร้องไห้เสียใจหนักมากเหมือนความรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา เศร้าจิตใจมีสูงมากช่วงนี้จนไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน อารมณ์ช่วงนี้ดิ่ง
(แต่พอได้ฟังประโยคที่เคยได้ยินมา ว่า คนที่รู้สึกโดดเดี่ยวมักจะไม่ได้เดินคนเดียวตามลำพัง อาจจะมีอะไรบางอย่างที่คอยช่วยเราอยู่ก็ได้แค่เราคิดดี ทำดี พูดดีและไม่ท้อกับปัญหาที่เราเจอเติมกำลังใจให้ตัวเองมีพลังบวกเสมอ)
แล้วก็มีฝันแปลกถึงสองช่วงตอนปี ก.ย.66 เรื่องแรกเกี่ยวกับพญานาคอย่างที่เคยเกริ่นแล้วว่านั่งสมาธิจิตสื่อองค์พ่อปู่พญามุจลินท์นาคราช แล้วได้นิมิตได้เป็นพญาครุฑ ในนิมิตนี้แบบเหมือนรับรู้ว่าครุฑสีแดงเด่น แต่ข้างๆเป็นครุฑสีน้ำเงินแต่เห็นลางๆ สีแดงเด่นมากและรับรู้ว่าบนที่สูง (ตามเดิมฝันแล้วการซื้อเลขก็มาแต่ซื้อไม่ถูกค่ะ ไปเน้นสององค์ แต่ตัวเลขที่เป็นครุฑแดงตรงนะคะแต่ไม่ได้ซื้อซื้อไม่ถูกนั่นเอง)
ฝันต่อมาอีกเรื่อง ตอนสิ้นปี 31 ธ.ค.66 ใกล้ๆจะข้ามปี ฝันว่าโดนคลื่นซัดพร้อมพ่อ ในฝันอยู่กับพ่อสองคน ก็มาเล่าๆพี่สาวฟัง พี่สาวเปรยๆว่าหรือพ่อจะเป็นปีนี้คือปี 67หมายถึงอาจจะมีแนวโน้มที่จะไม่อยู่ปีนี้ก็ตามนั้นเลยค่ะเพราะเดือน ก.ย.67 พ่อก็จากไป แต่พี่สาวก็ถามเพิ่มนะคะว่าตัวเราล่ะอยู่ไหม แต่เราก็ตอบไม่ได้ฝันไม่ชัดเจนพอที่จะบอกได้ ก็ได้ดูคลิปตามยูทูป ติ๊กต็อก ตลอดมาว่าเหมือนปี 2569 นี้จะเป็นปีที่ฟ้าคัดสรรคน เหมือนเป็นปีบุญหรือกรรมเปิดขึ้นมา ส่วนตัวคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ เพราะเพิ่งได้เจอประสบการณ์กับตัวเลยก็ช่วงปี 68
ซึ่งเรื่องที่เจอจะเริ่มตั้งแต่พ.ค.68 คือก่อนหน้าพ่อเสีย ปี67 ก็ไม่ได้นั่งสมาธิเลย นั่งบ้างไม่นั่งบ้างตามอารมณ์มาก
ช่วงงานพ่อจำได้ว่า เรานึกถึงใครคนนึงคนที่เราแคร์มากๆ แต่ใจเรากลับไม่คาดหวังอะไรใดๆจากเค้าเหมือนเรามีจิตที่คิดบริสุทธิ์ นึกถึงโดยไม่คาดหวังอะไรว่าจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ทุกอย่างที่เราคิดหรือนึกจะตามมาเอง (ตรงนี้เป็นชุดความรู้ว่าการให้โดยที่ไม่คาดหวังผลลัพธ์เราให้ได้ตลอดเป็นบุญทั้งกับเราและคนให้เลยโดยที่เค้าไม่ต้องรับรู้ก็ได้)
 จนมาพ.ค.68 ได้ฝันเรื่องแรกฝันเป็นเรื่องราวมากค่ะ ฝันว่าไปทำบุญกับพี่สาวแล้วเจอพระรูปนึงมาทักแต่เดินมาทักกับพี่สาวว่า นั่นใครเหมือนมีวิญญาณตามแต่ยังไม่ถึงเวลา เหมือนบอกแบบนี้ไปผ่านพี่สาวเรา แล้วกำลังจะบอกใครอีกคนนี่ล่ะสะดุ้งตื่นก่อน ยังไม่ทันไปเล่าต่อ
อีกฝันก็เดือน ก.ค.68 ฝันว่า ได้เข้าไปแถวๆห้องดับจิตกับพี่สาวแล้ว นิมิตว่าจิตเราไม่แข็งนะเลยไม่กล้าเข้าไปในนั้น แต่พี่สาวกล้าเข้าไปได้ในฝันก็มองเข้าไปเห็นโลงเยอะๆเลย เดือนส.ค.68เลยไปทำบุญบริจาคโลงศพตรงแถวห้องดับจิตรพ.มหาราชนครราชสีมา ไปตามฝันเลยค่ะคือตรงนี้เหมือนเราไปแล้วคนที่มาขอรับได้รับเร็วถึงเร็ว เพราะจุดบริเวณนี้เป็นที่รับศพพอดี
พอหลังจากนั้นก็ครั้งแรกที่นั่งแล้วรับรู้คือนิมิตของเสียงเหมือนได้ยินเสียงกระดิ่งๆใกล้หู ตอนนั้นดูละครใจขังเจ้าแล้ว เป๊ะเลยช็อตนี้ที่พระเอกนั่งแล้วได้ยินตรงกับชีวิตช่วงนั้นเลย พอมาเล่าให้แม่ฟังแม่บอกว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้ เหมือนเราได้แนวทาง(แนวทางนี้ได้ฟังจากหลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง)ในเรื่อง สังขารที่ไม่เที่ยง ว่าให้เอาความทุกข์ที่มีในร่างกายมาพิจารณา มาเป็นครูในการนั่ง พอได้รับนิมิตเราก็เห็นแม่เราขาเจ็บข้อสะโพกหักเดินไม่ถนัดมาหลายปีแล้วเราก็ไปลูบๆขาแม่บอกให้แม่ขาหายเร็วๆ คือความรู้สึกมันเต็มตื้นอยู่ในอก
ถัดมาอีกนิมิตคือ ช่วงนั้นพี่สาวจะมีความห่วงเราเค้าบอกเค้านั่งสมาธิให้ จังหวะพอดีกับที่เรากำลังนอนสมาธิแล้วเหมือนคลื่นจิตรับถึงกันได้พอดี ความรู้สึกเหมือนพี่สาวมานั่งข้างๆมากอดเรา เห็นเสื้อสีฟ้าๆ ก็เลยถามไปแชทไลน์ว่ามีส่งสมาธิถึงเหรอ เห็นในนิมิตว่าใส่เสื้อสีฟ้า เค้าเลยบอกว่าใช่ใส่เสื้อสีฟ้าๆน้ำเงิน (ข้อนี้ทำให้รับรู้ว่าไม่ต้องรอจนตายนะ ยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถส่งหากันได้เลย) เป็นความรู้ใหม่เลยตรงนี้ว่า กระแสคลื่นจิตรับส่งกันได้แม้ตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ต้องมีคลื่นตรงกันนะคะ
 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่