มาต่อจากกระทู้ก่อนหน้านะคะ ที่เขาว่ากันว่า "ช่วงเวลาแห่งความสุข มักจะผ่านไปเร็วเสมอ" มารู้ตัวอีกที ไม่กี่วันก็จะสิ้นสุดการฝึกงานที่นี่แล้ว ครอบครัวเขาเราถือโอกาสขับรถจากใต้ขึ้นมาเรื่อยๆเพื่อมาเที่ยวเหนือและจะขับไปหาญาติๆที่ อ.สะเมิงด้วยแต่จะมารับเราก่อน เมื่อครอบครัวเรามาถึงที่เราฝึกงานเราก็พาขึ้นไปที่สโมรสรและแนะนำพี่ๆทุกคนให้รู้จัก(รวมถึงนางด้วย) จากนั้นครอบครัวเราก็ไปพักที่ห้องพักและเราก็มาที่งานเลี้ยงส่ง
คืนวันเลี้ยงส่ง...
พวกเรา แม่ครัว และพี่ๆเจ้าหน้าที่คนอื่นๆก็มาช่วยกันเตรียมของเพื่อจัดงานเลี้ยงส่งเรากับเพื่อน (แต่เพื่อนอีก2คนจาก ม.สารคาม ยังฝึกไม่เสร็จ) จัดเตรียมทุกอย่างเสร็จมีเปิดเพลง กินเหล้า ร้องเพลงคาราโอเกะ กล่าวความรู้สึกเล็กๆน้อยๆ เราก็พยายามมองหาพี่... ว่าเมื่อไหร่เขาจะมา เพราะพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วนะที่จะได้เจอหน้าพูดคุยกันแต่พี่เขาก็ยังไม่มา พี่พลอยพูดขึ้นมาว่า "ทำไมพี่...ไม่มาว่ะ ทำไมไม่มาเลี้ยงส่งน้องๆ" แล้วแกก็โทรตามตั้งแต่ประมาณ 6โมงกว่าเกือบทุ่ม พี่พลอยบอกว่า "พี่...อาบน้ำอยู่" จนงานเริ่มไปจนถึง 2 ทุ่มกว่าพี่เขาก็ยังไม่มา เราคิดในในว่า ไม่คิดจะมาเลี้ยงส่งกันหน่อยเหรอว่ะ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรกับใครออกไปเราก็นั่งซึมๆเงียบๆและคอยหันมองว่าพี่เขาจะไม่มาจริงๆเหรอว่ะ จนสุดท้ายพี่เขามาที่งานเกือบจะ 3 ทุ่มละ ทำให้เรายิ้มออก แต่แปลกที่ปกติเวลานั่งกินของทุกครั้งพี่เขาจะนั่งติดกับเราหรือไม่ก็จะนั่งตรงข้ามกับเรา แต่วันนี้พี่เขาเลือกที่จะไปนั่งที่ปลายโต๊ะและฝั่งเดียวกับเราซึ่งเรานั่งอยู่หัวโต๊ะ และไม่พูดกับเราเลยสักคำทำตัวเย็นชาและเฉยเมยใส่เรามากแต่กลับเพื่อนเราและคนอื่นๆพี่เขากลับพูดคุยและยิ้มร่าให้ เราก็นั่งอยู่แบบนั้นจนจบงานและแยกย้ายกันไปโดยที่ไม่มีคำพูดสักคำ (คืนงานเลี้ยงนั้นเรารู้สึกเศร้าในใจ)

เช้าวันที่เราต้องเดินทางออกจากที่ฝึกงานเพื่อไปหาญาติที่อำเภอสะเมิง เช้านั้นครอบครัวเราเตรียมเก็บของและทานอาหารเช้ารอเราอยู่ที่สโมสร เราไปเข้าแถวเคารพธงชาติ คิดในใจว่าตลอดเวลาที่ฝึกงานด้วยกันมาไม่เคยมีรูปได้ถ่ายคู่กันเลยยังไงวันนี้ต้องถ่ายมาเก็บไว้ให้ได้ ซึ่งไอ้เพื่อนเราอีกคนก็แอบชอบพี่เจ้าหน้าอีกคนเช่นกันเราจึงวางแผนกันว่า แกต้องให้ชั่นได้ถ่ายรูปกันคนนี้ ก่อนเคารพธงชาติเสร็จพวกเราก็แกล้งถ่ายรูปคู่กับเจ้าหน้าที่คนงานในศูนย์แต่ละคน จนมาถึงพี่... เราให้เพื่อนของเราไปถ่ายกับพี่เขาก่อนแล้วเราไปถ่ายคู่กับพี่เขาต่อ จนในที่สุดก็ได้รูปคู่มา หลังจากเคารพธงชาติเสร็จพี่เจ้าหน้าทุกคนบอกว่ารอส่งเราและครอบครัวก่อนแล้วค่อยแยกย้ายกันไปลงงาน แต่พี่...บอกว่าไม่ได้อยู่ส่งนะจะลงไปธุระด้านล่าง(หมายถึงลงจากดอย) พอเราได้ยินเราแอบเสียใจ แต่ไม่กล้าพูดหรือแสดงอะไรออกไป จนพี่พลอย(เจ้าหน้าอีกคน)พูดขึ้นมาว่า "พี่...ใจดำว่ะ อีกแป้ปน้องมันก็ไปแล้ว ไม่คิดจะอยู่ส่งมันหน่อยเหรอ" เราเลยเดินกลับมาที่สโมสรเก็บของอะไรเสร็จก็ลาพวกพี่ๆเจ้าหน้าที่(ซึ่งบนสโมสรมีพี่เจ้าหน้าทุกคนครบ ยกเว้นพี่...)ตอนนั้นคิดในใจว่า "พี่เขาใจดำจริงว่ะ คนแอบชอบยังใจร้ายขนาดนี้" เราเดินลงจากสโมรสรเพื่อไปที่โรงจอดรถ ซึ่งพี่....ยืนผิงท้ายของแกอยู่ซึ่งรถของครอบครัวก็จอดอยู่ตรงนั้น พอเดินไปใกล้ๆสรุปนางไปยืนคุยกับพ่อแม่และญาติเราอยู่ เราแอบดีใจที่นางยังไม่ลงข้างล่าง เราเอากระเป๋าและของขึ้นท้ายรถ ใจเราตอนนั้นอยากพูดอะไรอีกมากมายออกไปแต่ก็ทำได้แค่เก็บเอาไว้เพราะยังรู้สึกว่าเราเด็กและมีพ่อแม่กลัวทำตัวไม่เหมาะสม ไม่กล้าเข้าใกล้ทั้งที่อยู่แค่เอื้อม พอพ่อเราเริ่มสตาร์ทรถพี่เขาพูดมาคำนึงว่า "ไว้ขึ้นมาเที่ยวนะ" ตอนนั้นใจฟูมากเลยเราเลยบอก"ไว้ลงไปเที่ยวนะจะพาไปทะเล" และเราก็ขึ้นรถพร้อมกับความรู้สึกที่บอกไม่ถูก...หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปสะเมิง มาอยู่สะเมิงได้แค่วันเดียว ก็คิดถึงที่ฝึกงานแล้ว แต่ทุกคนล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง เราและครอบครัวก็ขับรถเที่ยวลงมาเรื่อยๆจนถึงภาคใต้บ้านเรา เมื่อมาถึงบ้านได้ไม่กี่วันเราต้องไปมหาลัยเพื่อพรีเซ็นต์การฝึกงานของเรา ซึ่งสิ่งที่โชคดีตอนนั้นคือเรากับพี่เขาเป็นเพื่อนกันในเฟสบุ้คแล้ว ระหว่างช่วงที่เรามาใต้คือเดือน มี.ค. ในแชทก็มีคุยกันเรื่องไร้สาระบ้าง ส่งคลิปตลกบ้าง คุยเรื่องหมาบ้าง คอมเม้นต์กันในเฟสบ้าง ระหว่างนี้เราก็จบการศึกษา เราก็หางานสมัครงานไปเรื่อยๆ จนเราได้งานเป็นธุรการที่รพ.รัฐแห่งนึงในจังหวัดที่เราเรียนมหาลัย ประมาณเดือน มิ.ย. พี่...โทรหาเรา และถามเราว่าอยากกลับมาทำงานที่ๆเราฝึกงานมั้ย พอดีมีเจ้าหน้าที่ออก และพี่...เสนอชื่อเรา ให้กับ ผอ. ประจำศูนย์ว่า ให้เรามาทำงาน ผอ. เลยให้ให้พี่เขาถามเราว่าเราจะกลับมาทำงานที่นี่มั้ย? และแน่นอนทุกคนเราตอบแบบไม่ต้องคิด ไม่ต้องเดาเลย คือ "ไปค่ะ" หลังจากนั้นก็ตัดสินใจออกจากงานที่ทำอยู่และแพ็คกระเป๋ากลับบ้าน โดยที่ยังไม่ได้บอกครอบครัวว่าเราตัดสินใจกลับขึ้นไปอยู่บนดอย 5555 หลังจากอยู่บ้านได้ 2-3 วัน จึงตัดสินใจบอกพ่อและแม่ว่าจะไปทำงานที่ฝึกงานเพราะพี่เขาโทรชวนให้ไปทำงาน ตอนนี้พ่อเราไม่ได้ขัดอะไรและเคารพการตัดสินใจของเรา แต่แม่เราท่านไม่สนุบสนุนเพราะที่เราไปอยู่คือยอดดอยเวลาเป็นอะไรลำบาก(สืบเนื่องมาจากลุงเจ้าหน้าอาวุโสเล่าเหตุการณ์เข้าโรงพยาบาลให้พ่อและแม่เราฟังแม่เลยเป็นห่วง) แต่ สุดท้ายก็ไม่มีอะไรฉุดความตั้งใจเราได้ 555 เดี๋ยวครั้งถัดไป จะมาเล่าในพาร์ทที่กลับขึ้นไปอยู่ดอยอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้ไปในฐานะเด็กฝึกงานแล้ว ไปในฐานะเจ้าหน้าคนหนึ่งในหน่วยงาน (คงไม่มีคำว่า เด็กฝึกงานกับพี่เลี้ยงห้ามเป็นแฟนกันแล้วสินะ)
บันทึกไว้:ก่อนเรื่องราวบางตอนจะเลือนลางไปจากความทรงจำ2
คืนวันเลี้ยงส่ง...
พวกเรา แม่ครัว และพี่ๆเจ้าหน้าที่คนอื่นๆก็มาช่วยกันเตรียมของเพื่อจัดงานเลี้ยงส่งเรากับเพื่อน (แต่เพื่อนอีก2คนจาก ม.สารคาม ยังฝึกไม่เสร็จ) จัดเตรียมทุกอย่างเสร็จมีเปิดเพลง กินเหล้า ร้องเพลงคาราโอเกะ กล่าวความรู้สึกเล็กๆน้อยๆ เราก็พยายามมองหาพี่... ว่าเมื่อไหร่เขาจะมา เพราะพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วนะที่จะได้เจอหน้าพูดคุยกันแต่พี่เขาก็ยังไม่มา พี่พลอยพูดขึ้นมาว่า "ทำไมพี่...ไม่มาว่ะ ทำไมไม่มาเลี้ยงส่งน้องๆ" แล้วแกก็โทรตามตั้งแต่ประมาณ 6โมงกว่าเกือบทุ่ม พี่พลอยบอกว่า "พี่...อาบน้ำอยู่" จนงานเริ่มไปจนถึง 2 ทุ่มกว่าพี่เขาก็ยังไม่มา เราคิดในในว่า ไม่คิดจะมาเลี้ยงส่งกันหน่อยเหรอว่ะ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรกับใครออกไปเราก็นั่งซึมๆเงียบๆและคอยหันมองว่าพี่เขาจะไม่มาจริงๆเหรอว่ะ จนสุดท้ายพี่เขามาที่งานเกือบจะ 3 ทุ่มละ ทำให้เรายิ้มออก แต่แปลกที่ปกติเวลานั่งกินของทุกครั้งพี่เขาจะนั่งติดกับเราหรือไม่ก็จะนั่งตรงข้ามกับเรา แต่วันนี้พี่เขาเลือกที่จะไปนั่งที่ปลายโต๊ะและฝั่งเดียวกับเราซึ่งเรานั่งอยู่หัวโต๊ะ และไม่พูดกับเราเลยสักคำทำตัวเย็นชาและเฉยเมยใส่เรามากแต่กลับเพื่อนเราและคนอื่นๆพี่เขากลับพูดคุยและยิ้มร่าให้ เราก็นั่งอยู่แบบนั้นจนจบงานและแยกย้ายกันไปโดยที่ไม่มีคำพูดสักคำ (คืนงานเลี้ยงนั้นเรารู้สึกเศร้าในใจ)
เช้าวันที่เราต้องเดินทางออกจากที่ฝึกงานเพื่อไปหาญาติที่อำเภอสะเมิง เช้านั้นครอบครัวเราเตรียมเก็บของและทานอาหารเช้ารอเราอยู่ที่สโมสร เราไปเข้าแถวเคารพธงชาติ คิดในใจว่าตลอดเวลาที่ฝึกงานด้วยกันมาไม่เคยมีรูปได้ถ่ายคู่กันเลยยังไงวันนี้ต้องถ่ายมาเก็บไว้ให้ได้ ซึ่งไอ้เพื่อนเราอีกคนก็แอบชอบพี่เจ้าหน้าอีกคนเช่นกันเราจึงวางแผนกันว่า แกต้องให้ชั่นได้ถ่ายรูปกันคนนี้ ก่อนเคารพธงชาติเสร็จพวกเราก็แกล้งถ่ายรูปคู่กับเจ้าหน้าที่คนงานในศูนย์แต่ละคน จนมาถึงพี่... เราให้เพื่อนของเราไปถ่ายกับพี่เขาก่อนแล้วเราไปถ่ายคู่กับพี่เขาต่อ จนในที่สุดก็ได้รูปคู่มา หลังจากเคารพธงชาติเสร็จพี่เจ้าหน้าทุกคนบอกว่ารอส่งเราและครอบครัวก่อนแล้วค่อยแยกย้ายกันไปลงงาน แต่พี่...บอกว่าไม่ได้อยู่ส่งนะจะลงไปธุระด้านล่าง(หมายถึงลงจากดอย) พอเราได้ยินเราแอบเสียใจ แต่ไม่กล้าพูดหรือแสดงอะไรออกไป จนพี่พลอย(เจ้าหน้าอีกคน)พูดขึ้นมาว่า "พี่...ใจดำว่ะ อีกแป้ปน้องมันก็ไปแล้ว ไม่คิดจะอยู่ส่งมันหน่อยเหรอ" เราเลยเดินกลับมาที่สโมสรเก็บของอะไรเสร็จก็ลาพวกพี่ๆเจ้าหน้าที่(ซึ่งบนสโมสรมีพี่เจ้าหน้าทุกคนครบ ยกเว้นพี่...)ตอนนั้นคิดในใจว่า "พี่เขาใจดำจริงว่ะ คนแอบชอบยังใจร้ายขนาดนี้" เราเดินลงจากสโมรสรเพื่อไปที่โรงจอดรถ ซึ่งพี่....ยืนผิงท้ายของแกอยู่ซึ่งรถของครอบครัวก็จอดอยู่ตรงนั้น พอเดินไปใกล้ๆสรุปนางไปยืนคุยกับพ่อแม่และญาติเราอยู่ เราแอบดีใจที่นางยังไม่ลงข้างล่าง เราเอากระเป๋าและของขึ้นท้ายรถ ใจเราตอนนั้นอยากพูดอะไรอีกมากมายออกไปแต่ก็ทำได้แค่เก็บเอาไว้เพราะยังรู้สึกว่าเราเด็กและมีพ่อแม่กลัวทำตัวไม่เหมาะสม ไม่กล้าเข้าใกล้ทั้งที่อยู่แค่เอื้อม พอพ่อเราเริ่มสตาร์ทรถพี่เขาพูดมาคำนึงว่า "ไว้ขึ้นมาเที่ยวนะ" ตอนนั้นใจฟูมากเลยเราเลยบอก"ไว้ลงไปเที่ยวนะจะพาไปทะเล" และเราก็ขึ้นรถพร้อมกับความรู้สึกที่บอกไม่ถูก...หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปสะเมิง มาอยู่สะเมิงได้แค่วันเดียว ก็คิดถึงที่ฝึกงานแล้ว แต่ทุกคนล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง เราและครอบครัวก็ขับรถเที่ยวลงมาเรื่อยๆจนถึงภาคใต้บ้านเรา เมื่อมาถึงบ้านได้ไม่กี่วันเราต้องไปมหาลัยเพื่อพรีเซ็นต์การฝึกงานของเรา ซึ่งสิ่งที่โชคดีตอนนั้นคือเรากับพี่เขาเป็นเพื่อนกันในเฟสบุ้คแล้ว ระหว่างช่วงที่เรามาใต้คือเดือน มี.ค. ในแชทก็มีคุยกันเรื่องไร้สาระบ้าง ส่งคลิปตลกบ้าง คุยเรื่องหมาบ้าง คอมเม้นต์กันในเฟสบ้าง ระหว่างนี้เราก็จบการศึกษา เราก็หางานสมัครงานไปเรื่อยๆ จนเราได้งานเป็นธุรการที่รพ.รัฐแห่งนึงในจังหวัดที่เราเรียนมหาลัย ประมาณเดือน มิ.ย. พี่...โทรหาเรา และถามเราว่าอยากกลับมาทำงานที่ๆเราฝึกงานมั้ย พอดีมีเจ้าหน้าที่ออก และพี่...เสนอชื่อเรา ให้กับ ผอ. ประจำศูนย์ว่า ให้เรามาทำงาน ผอ. เลยให้ให้พี่เขาถามเราว่าเราจะกลับมาทำงานที่นี่มั้ย? และแน่นอนทุกคนเราตอบแบบไม่ต้องคิด ไม่ต้องเดาเลย คือ "ไปค่ะ" หลังจากนั้นก็ตัดสินใจออกจากงานที่ทำอยู่และแพ็คกระเป๋ากลับบ้าน โดยที่ยังไม่ได้บอกครอบครัวว่าเราตัดสินใจกลับขึ้นไปอยู่บนดอย 5555 หลังจากอยู่บ้านได้ 2-3 วัน จึงตัดสินใจบอกพ่อและแม่ว่าจะไปทำงานที่ฝึกงานเพราะพี่เขาโทรชวนให้ไปทำงาน ตอนนี้พ่อเราไม่ได้ขัดอะไรและเคารพการตัดสินใจของเรา แต่แม่เราท่านไม่สนุบสนุนเพราะที่เราไปอยู่คือยอดดอยเวลาเป็นอะไรลำบาก(สืบเนื่องมาจากลุงเจ้าหน้าอาวุโสเล่าเหตุการณ์เข้าโรงพยาบาลให้พ่อและแม่เราฟังแม่เลยเป็นห่วง) แต่ สุดท้ายก็ไม่มีอะไรฉุดความตั้งใจเราได้ 555 เดี๋ยวครั้งถัดไป จะมาเล่าในพาร์ทที่กลับขึ้นไปอยู่ดอยอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้ไปในฐานะเด็กฝึกงานแล้ว ไปในฐานะเจ้าหน้าคนหนึ่งในหน่วยงาน (คงไม่มีคำว่า เด็กฝึกงานกับพี่เลี้ยงห้ามเป็นแฟนกันแล้วสินะ)