ก่อนอื่นเลยที่เรากลับมาบันทึกเรื่องราวครั้งนี้ เนื่องจากปีนี้ครบ 10 ปีแล้วที่เรากลับลงมาจากดอย แต่เป็น 10 ปีที่ยังมีใครคนหนึ่งอยู่ในความทรงจำตลอดไม่เลื่อนหาย แต่กลับมีบางเหตุการณ์ที่เป็นความรู้สึกหรือโมเมนต์ดีๆที่เรากำลังจะลืมไปด้วยกาลเวลา แต่อนาคตและอีกต่อๆไปเราไม่ต้องการให้ความทรงจำเหล่านี้หายไปเราเลยกลับมาเขียนในเว็บนี้อีกครั้ง เพื่อที่ว่าวันหนึ่งเวลาเรากลับมาอ่านเราจะยังจำเหตุการณ์และความรู้สึกเหล่านั้นได้
ต่อจากหัวข้อในกระทู้ที่เชื่อว่า "เกลียดความกลัว" (เท่าที่ยังจำได้)

...หลังจากที่ขึ้นรถเพื่อที่จะกลับขึ้นดอย พวกเราก็คุยกันมาตลอดทาง แต่พี่เขาก็เสนอแนะว่า แวะกินของและเล่นน้ำที่แพแม่วางมั้ย พวกเราเลยตัดสินใจแวะกันและตั้งใจว่าจะเลี้ยงข้าวพี่เขาด้วยเนื่องจากระยะจากบนดอยที่ทำงานมาถึงจุดด้านล่างจุดที่พวกเรารอมันไกลมาก เมื่อถึงที่แพแม่วางพวกเราก็สั่งของกินสักพักพวกเรา 4 คนก็ลงเล่นน้ำ ส่วนพี่เขานั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่ซุ้ม จากนั้นพวกเราก็พากันไปเปลี่ยนผ้าและเดินทางกลับที่ฝึกงานกันต่อ กว่าจะถึงก็เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มกว่าเกือบ 3 ทุ่มแล้วซึ่งแน่นอนว่าตอนนั้นไม่มีพี่เจ้าหน้าหรือคนงานอยู่ที่นั่นแล้ว พอมาถึงพวกเราก็เข้าบ้านพักของตัวเองส่วนพี่เขาก็กลับบ้านของพี่เขาเช่นกัน จนเช้าวันถัดไป เหตุการณ์ที่สโมรสร พวกพี่ๆเจ้าหน้าที่ก็มารวมตัวกันเพื่อกินกาแฟก่อนไปทำงานของตัวหลังจากเข้าแถวเคารพธงชาติเสร็จ มีพี่เจ้าหน้าคนนึง(พี่แนน)ถามพวกเราขึ้นมาว่า "พวกแกกลับขึ้นดอยกันมายังไง?" คำถามนี้ทำให้พี่เจ้าหน้าที่อีกหลายคนหันมาด้วยความสนใจ เราจึงตอบกลับไปว่า "พี่...ลงไปรับกลับมาจากกาดแม่วาง" พอพูดเสร็จพี่เจ้าหน้าที่ทั้งหมดเขาทำหน้างงและอึ้งพร้อมตกใจ จนมีพี่เจ้าหน้าอีกคน(พี่พลอย)พูดว่า"ห๊ะ!!!เป็นไปได้ไงว่ะ พี่....นี่นะจะลงไปรับ?" พร้อมหน้างงด้วยความเหลือเชื่อ แล้วพี่แนนก็พูดว่า "น่าจะจริงนะเพราะเมื่อวานมันขับรถถออกไปตั้งแต่บ่าย2-บ่าย3 พอถามว่าไปไหนมันก็ไม่ยอมบอก อ๋อออที่แท้ไปรับพวกนี้นี่เอง" พี่พลอยเลยพูดขึ้นว่า "เป็นไปได้ไงปกติมันไม่เคยดูดแลนักศึกษาฝึกงานรุ่นไหนเลยนะ นี่ขนาดถึงขั้นลงไปรับ ชั้นว่ามี VIP แล้วหละ" พี่ๆเจ้าหน้าเขาก็มองหน้ากัน เราเลยพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงขึ้นมาว่า "พี่เขาน่าจะลงไปซื้อยาปลูกผมแหละเลยรับมาด้วยเลย" (ทั้งที่ตอนนั้นแอบใจฟู เพราะพี่เขาไม่เคยดูแลนักศึกษาฝึกงานรุ่นไหนแบบนี้)

สักพักพี่....ก็เดินทางมาถึงที่สโมรสรทุกคนก็เงียบ มีพี่พลอยพูดว่าไปรับเด็กเหรอเมื่อวาน พี่.... ตอบแค่ว่า "อืม ก็ว่าง พวกนี้ไม่ทันรถ" จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปลงงานของตัวเอง
หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ที่ฝึกงานเราก็มีงานเลี้ยงคณะผู้บริหารจากที่ต่างๆ โดยมีคาราโอเกะ ซึ่งผู้ควบคุมก็คือพี่เขา ส่วนนักศึกษาฝึกงานก็จะช่วยแม่ครัว จัดโต๊ะ เสิร์ฟกับข้าว ชงเหล้า บลาๆ เมื่องานเลี้ยงเริ่มไปได้สักระยะนึงพวกเราก็ยังไม่กินข้าว พี่เขาก็ยังไม่กินข้าว พี่...บอกเราเรียกให้เราเข้ามาที่ห้องควบคุมเครื่องเสียง แล้วก็สอนเราว่าอันไหนทำยังไงกดตรงไหน ตอนนั้นเขินมากกก แล้วพี่เขาก็ไปตักข้าวเข้ามากินแกบอกเราว่าให้เราไปตักข้าวมานั่งกินในห้องนี้ ส่วนพวกเพื่อนๆมีแต่แซว 5555 เราก็เดินเข้าเดินออก ไม่กล้าอยู่นานกลัวคนมองไม่ดี (แม่สอนมาให้ลูกสาวหัวโบราณเห้อออ อยากใจกล้าหน้าด้าน555) อีกอย่างเขินด้วยแหละ จนผ่านงานคืนนี้ไปก็ไม่มีอะไร....
เมื่อผ่านเหตุการณ์นั้นมา ด้วยความที่ทุกตอนเย็นเวลาเลิกงาน พวกเราจะนั่งดื่มกัน (เหล้าต้มเพียวๆ คู่กับน้ำเปล่าเย็นๆ) สังสรรค์กันเกือบทุกวัน จนวันนึงเราเกิดอาการปวดท้องรุนแรงมาก เราอดทนกินยากระเพราะมา 1 วัน ก็ยังไม่ดีขึ้น ทั้งอ๊วก ทั้งปวดท้องกินอะไรไม่ได้ เหมือนโรคกระเพราะกินข้าวไม่ตรงเวลา พอเข้าวันที่2เราเริ่มไม่ไหวหนัก เราอดทนจนถึงช่วงบ่ายพี่ๆเจ้าหน้าที่คนอื่นลงความเห็นกันว่ายังไงเราก็ต้องไปหาหมอ ซึ่งต้องลงจากดอยใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่พี่...เขาไม่รู้เพราะเขาติดงานด่วน สุดท้ายเราก็ลงจากดอยมากับลุงแดง(ลุงเจ้าหน้าที่อาวุโส) มาหาหมอที่คลินิคตรงอำเภอจอมทอง หมอแจ้งฉีดน้ำเกลือและยาแก้ปวด แล้วให้นอนสังเกตุอาการสักพักหมอที่คลินิคก็ให้กลับ แต่ออกจากคลินิคเพื่อจะกลับขึ้นดอยได้ไม่กี่กิโลลุงแดงถามว่าอาการยังไม่ดีขึ้นเหรอ งั้นไปโรงพยาบาลดีกว่า แกจึงวนรถกลับและพาเราไปที่โรงพยาบาลจอมทอง เมื่อถึงโรงพยาบาลเราเข้าห้องฉุกเฉินและมีหมอมาตรวจอาการทำการตรวจเช็คพบว่ากระเพราะเป็นแผลและกรวยไตอักเสบ(อาจมีสาเหตุมาจากการก๊งเหล้าทุกวัน 555) เราร้องไห้บอกหมอว่าขอไม่นอนโรงพยาบาลเนื่องจากมาฝึกงานอยู่บนดอยและไม่มีใครคอยเฝ้า หมอบอกว่า เหลืองซีดจนจะช็อคตายอยู่แล้ว หมอทำการให้น้ำเกลือและฉีดยาให้เรานอนพักสังเกตุอาการเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงที่เราหลับไป และเราก็อาการดีขึ้น สุดท้ายเราก็อ้อนวอนหมอจนได้กลับขึ้นบนดอย เมื่อเรากลับมาถึงบนดอยเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน แต่ที่ทำให้เราอึ้งคือ นอกจากเพื่อนเราแล้ว พบว่าพี่...ก็รออยู่เช่นกัน ซึ่งเพื่อนเราก็บอกว่านั่นไงยุ้ยมาแล้ว พอเราเดินมาถึงตรงหน้า นางกลับพูดว่า พอดีพี่หิวพึ่งเสร็จงานเลยมาหาอะไรกิน นี่เลยแอบนอยด์เพราะแอบคิดเข้าข้างตัวเอง เลยเดินกลับห้องพัก พี่เขาก็เดินไปที่รถเพื่อกลับบ้านพักเช่นกัน(คืนนั้นสรุปไม่มีใครได้พูดอะไร) พอเราเข้าห้องเพื่อนเราก็เล่าให้ฟังว่าพี่เขากลับมาถึงที่ดอยประมาณ 2 ทุ่ม แล้วถามว่าเราไปไหน เพื่อนบอกว่าเราเข้าโรงพยาบาล ปวดท้องไม่ไหว นางบอกว่าคิดว่าจะดีขึ้น แล้วนางก็นั่งรอ สั่งให้เพื่อนเราคอยถามว่าจะได้กลับขึ้นมาดอยมั้ย หรือต้องนอนโรงพยาบาล เพื่อนเราก็งงว่าทำไมพอเรามาถึงพี่เขากลับทำหน้าตึงเหมือนโมโหและพูดแบบนั้น ตอนนั้นเราไม่อยากใส่ใจเพราะเราไม่สบายเลยพักผ่อนต่อ พอถึงเช้าของอีกวันพี่เขาก็ยังไม่พูดกับเรา แต่ไปบอกเพื่อนเราว่า อย่าให้เราทำงานหนัก ให้เราไปพัก เราก็งงไปอีกว่ามาทำหน้าตึงไม่พูดกับเราทำไม เราทำอะไรผิด แต่เราก็ปล่อยผ่านเหตุการณ์นี้ไป จนผ่านไปหลายวันเราหายและดีขึ้นสถานการณ์ก็กลับมาปกติ กลับมาพูดหยอก กัดกันเหมือนเดิม ด้วยความที่ทุกวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนวันฝึกงานเสร็จก็มาถึง..."ที่เขาว่ากันว่าช่วงเวลาแห่งความสุข มักผ่านไปเร็วเสมอ" คงเป็นเรื่องจริง...
บันทึกไว้:ก่อนเรื่องราวบางตอนจะเลือนลางไปจากความทรงจำ
ต่อจากหัวข้อในกระทู้ที่เชื่อว่า "เกลียดความกลัว" (เท่าที่ยังจำได้)
...หลังจากที่ขึ้นรถเพื่อที่จะกลับขึ้นดอย พวกเราก็คุยกันมาตลอดทาง แต่พี่เขาก็เสนอแนะว่า แวะกินของและเล่นน้ำที่แพแม่วางมั้ย พวกเราเลยตัดสินใจแวะกันและตั้งใจว่าจะเลี้ยงข้าวพี่เขาด้วยเนื่องจากระยะจากบนดอยที่ทำงานมาถึงจุดด้านล่างจุดที่พวกเรารอมันไกลมาก เมื่อถึงที่แพแม่วางพวกเราก็สั่งของกินสักพักพวกเรา 4 คนก็ลงเล่นน้ำ ส่วนพี่เขานั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่ซุ้ม จากนั้นพวกเราก็พากันไปเปลี่ยนผ้าและเดินทางกลับที่ฝึกงานกันต่อ กว่าจะถึงก็เป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มกว่าเกือบ 3 ทุ่มแล้วซึ่งแน่นอนว่าตอนนั้นไม่มีพี่เจ้าหน้าหรือคนงานอยู่ที่นั่นแล้ว พอมาถึงพวกเราก็เข้าบ้านพักของตัวเองส่วนพี่เขาก็กลับบ้านของพี่เขาเช่นกัน จนเช้าวันถัดไป เหตุการณ์ที่สโมรสร พวกพี่ๆเจ้าหน้าที่ก็มารวมตัวกันเพื่อกินกาแฟก่อนไปทำงานของตัวหลังจากเข้าแถวเคารพธงชาติเสร็จ มีพี่เจ้าหน้าคนนึง(พี่แนน)ถามพวกเราขึ้นมาว่า "พวกแกกลับขึ้นดอยกันมายังไง?" คำถามนี้ทำให้พี่เจ้าหน้าที่อีกหลายคนหันมาด้วยความสนใจ เราจึงตอบกลับไปว่า "พี่...ลงไปรับกลับมาจากกาดแม่วาง" พอพูดเสร็จพี่เจ้าหน้าที่ทั้งหมดเขาทำหน้างงและอึ้งพร้อมตกใจ จนมีพี่เจ้าหน้าอีกคน(พี่พลอย)พูดว่า"ห๊ะ!!!เป็นไปได้ไงว่ะ พี่....นี่นะจะลงไปรับ?" พร้อมหน้างงด้วยความเหลือเชื่อ แล้วพี่แนนก็พูดว่า "น่าจะจริงนะเพราะเมื่อวานมันขับรถถออกไปตั้งแต่บ่าย2-บ่าย3 พอถามว่าไปไหนมันก็ไม่ยอมบอก อ๋อออที่แท้ไปรับพวกนี้นี่เอง" พี่พลอยเลยพูดขึ้นว่า "เป็นไปได้ไงปกติมันไม่เคยดูดแลนักศึกษาฝึกงานรุ่นไหนเลยนะ นี่ขนาดถึงขั้นลงไปรับ ชั้นว่ามี VIP แล้วหละ" พี่ๆเจ้าหน้าเขาก็มองหน้ากัน เราเลยพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงขึ้นมาว่า "พี่เขาน่าจะลงไปซื้อยาปลูกผมแหละเลยรับมาด้วยเลย" (ทั้งที่ตอนนั้นแอบใจฟู เพราะพี่เขาไม่เคยดูแลนักศึกษาฝึกงานรุ่นไหนแบบนี้)
หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ที่ฝึกงานเราก็มีงานเลี้ยงคณะผู้บริหารจากที่ต่างๆ โดยมีคาราโอเกะ ซึ่งผู้ควบคุมก็คือพี่เขา ส่วนนักศึกษาฝึกงานก็จะช่วยแม่ครัว จัดโต๊ะ เสิร์ฟกับข้าว ชงเหล้า บลาๆ เมื่องานเลี้ยงเริ่มไปได้สักระยะนึงพวกเราก็ยังไม่กินข้าว พี่เขาก็ยังไม่กินข้าว พี่...บอกเราเรียกให้เราเข้ามาที่ห้องควบคุมเครื่องเสียง แล้วก็สอนเราว่าอันไหนทำยังไงกดตรงไหน ตอนนั้นเขินมากกก แล้วพี่เขาก็ไปตักข้าวเข้ามากินแกบอกเราว่าให้เราไปตักข้าวมานั่งกินในห้องนี้ ส่วนพวกเพื่อนๆมีแต่แซว 5555 เราก็เดินเข้าเดินออก ไม่กล้าอยู่นานกลัวคนมองไม่ดี (แม่สอนมาให้ลูกสาวหัวโบราณเห้อออ อยากใจกล้าหน้าด้าน555) อีกอย่างเขินด้วยแหละ จนผ่านงานคืนนี้ไปก็ไม่มีอะไร....
เมื่อผ่านเหตุการณ์นั้นมา ด้วยความที่ทุกตอนเย็นเวลาเลิกงาน พวกเราจะนั่งดื่มกัน (เหล้าต้มเพียวๆ คู่กับน้ำเปล่าเย็นๆ) สังสรรค์กันเกือบทุกวัน จนวันนึงเราเกิดอาการปวดท้องรุนแรงมาก เราอดทนกินยากระเพราะมา 1 วัน ก็ยังไม่ดีขึ้น ทั้งอ๊วก ทั้งปวดท้องกินอะไรไม่ได้ เหมือนโรคกระเพราะกินข้าวไม่ตรงเวลา พอเข้าวันที่2เราเริ่มไม่ไหวหนัก เราอดทนจนถึงช่วงบ่ายพี่ๆเจ้าหน้าที่คนอื่นลงความเห็นกันว่ายังไงเราก็ต้องไปหาหมอ ซึ่งต้องลงจากดอยใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่พี่...เขาไม่รู้เพราะเขาติดงานด่วน สุดท้ายเราก็ลงจากดอยมากับลุงแดง(ลุงเจ้าหน้าที่อาวุโส) มาหาหมอที่คลินิคตรงอำเภอจอมทอง หมอแจ้งฉีดน้ำเกลือและยาแก้ปวด แล้วให้นอนสังเกตุอาการสักพักหมอที่คลินิคก็ให้กลับ แต่ออกจากคลินิคเพื่อจะกลับขึ้นดอยได้ไม่กี่กิโลลุงแดงถามว่าอาการยังไม่ดีขึ้นเหรอ งั้นไปโรงพยาบาลดีกว่า แกจึงวนรถกลับและพาเราไปที่โรงพยาบาลจอมทอง เมื่อถึงโรงพยาบาลเราเข้าห้องฉุกเฉินและมีหมอมาตรวจอาการทำการตรวจเช็คพบว่ากระเพราะเป็นแผลและกรวยไตอักเสบ(อาจมีสาเหตุมาจากการก๊งเหล้าทุกวัน 555) เราร้องไห้บอกหมอว่าขอไม่นอนโรงพยาบาลเนื่องจากมาฝึกงานอยู่บนดอยและไม่มีใครคอยเฝ้า หมอบอกว่า เหลืองซีดจนจะช็อคตายอยู่แล้ว หมอทำการให้น้ำเกลือและฉีดยาให้เรานอนพักสังเกตุอาการเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงที่เราหลับไป และเราก็อาการดีขึ้น สุดท้ายเราก็อ้อนวอนหมอจนได้กลับขึ้นบนดอย เมื่อเรากลับมาถึงบนดอยเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน แต่ที่ทำให้เราอึ้งคือ นอกจากเพื่อนเราแล้ว พบว่าพี่...ก็รออยู่เช่นกัน ซึ่งเพื่อนเราก็บอกว่านั่นไงยุ้ยมาแล้ว พอเราเดินมาถึงตรงหน้า นางกลับพูดว่า พอดีพี่หิวพึ่งเสร็จงานเลยมาหาอะไรกิน นี่เลยแอบนอยด์เพราะแอบคิดเข้าข้างตัวเอง เลยเดินกลับห้องพัก พี่เขาก็เดินไปที่รถเพื่อกลับบ้านพักเช่นกัน(คืนนั้นสรุปไม่มีใครได้พูดอะไร) พอเราเข้าห้องเพื่อนเราก็เล่าให้ฟังว่าพี่เขากลับมาถึงที่ดอยประมาณ 2 ทุ่ม แล้วถามว่าเราไปไหน เพื่อนบอกว่าเราเข้าโรงพยาบาล ปวดท้องไม่ไหว นางบอกว่าคิดว่าจะดีขึ้น แล้วนางก็นั่งรอ สั่งให้เพื่อนเราคอยถามว่าจะได้กลับขึ้นมาดอยมั้ย หรือต้องนอนโรงพยาบาล เพื่อนเราก็งงว่าทำไมพอเรามาถึงพี่เขากลับทำหน้าตึงเหมือนโมโหและพูดแบบนั้น ตอนนั้นเราไม่อยากใส่ใจเพราะเราไม่สบายเลยพักผ่อนต่อ พอถึงเช้าของอีกวันพี่เขาก็ยังไม่พูดกับเรา แต่ไปบอกเพื่อนเราว่า อย่าให้เราทำงานหนัก ให้เราไปพัก เราก็งงไปอีกว่ามาทำหน้าตึงไม่พูดกับเราทำไม เราทำอะไรผิด แต่เราก็ปล่อยผ่านเหตุการณ์นี้ไป จนผ่านไปหลายวันเราหายและดีขึ้นสถานการณ์ก็กลับมาปกติ กลับมาพูดหยอก กัดกันเหมือนเดิม ด้วยความที่ทุกวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนวันฝึกงานเสร็จก็มาถึง..."ที่เขาว่ากันว่าช่วงเวลาแห่งความสุข มักผ่านไปเร็วเสมอ" คงเป็นเรื่องจริง...