สารคดีเครื่องบินรบ Saab 37 Viggen ความภูมิใจของสวีเดน

1. บริบทและอุดมการณ์เบื้องหลังการพัฒนา
ความสำเร็จของ Saab 37 Viggen ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงบีบคั้นทางภูมิรัฐศาสตร์ของสวีเดนในช่วงสงครามเย็นที่ต้องการรักษาความมีเอกราชและนโยบาย "ความเป็นกลาง" ทำให้สวีเดนจำเป็นต้องพึ่งพาตนเองและสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่แข็งแกร่ง จนนำไปสู่โครงการอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สวีเดน ซึ่งใช้มรดกความรู้จากการผลิตเครื่องบินรุ่นก่อนหน้าอย่าง B-17, B-18, J-29, J-32 และ J-35 มาต่อยอดจนกลายเป็น Viggen
2. ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศแบบกระจายตัว (Bas 60/90)
Viggen ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ที่คาดการณ์ว่าฐานทัพหลักจะถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 3 สวีเดนจึงใช้ระบบฐานทัพอากาศกระจายตัว โดยใช้ทางหลวงหรือรันเวย์ถนนในป่าที่กว้างเพียง 10 เมตร และยาวเพียง 500 เมตรเป็นที่ขึ้นลง ทำให้เครื่องบินต้องมีคุณสมบัติ STOL (ขึ้น-ลงระยะสั้น) ขั้นสูง รวมถึงการออกแบบให้พับแพนหางดิ่งและฐานล้อได้เพื่อเก็บในโรงเก็บเครื่องบินใต้ดินหรือถ้ำ
3. นวัตกรรมทางอากาศศาสตร์และขุมพลัง
Viggen เป็นอากาศยานรุ่นแรกๆ ที่ใช้การออกแบบปีกแบบ "คานาร์ด" (Canard) ร่วมกับปีกหลักทรงเดลต้า เพื่อสร้างแรงยกมหาศาลในความเร็วต่ำแต่ยังคงความเร็วเหนือเสียงได้ถึง Mach 2 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Volvo Flygmotor RM8 ซึ่งดัดแปลงมาจากเครื่องยนต์เครื่องบินโดยสาร JT8D มาติดตั้งระบบสันดาปท้าย และที่เป็นจุดเด่นที่สุดคือ "ระบบปรับทิศทางแรงดันไอพ่น" (Thrust Reverser) ที่ทำจากไทเทเนียม ช่วยให้เครื่องบินหยุดนิ่งได้ทันทีบนรันเวย์ที่สั้นหรือมีน้ำแข็งเกาะ
4. การปฏิวัติระบบดิจิทัลและเอวิโอนิกส์
นี่คือเครื่องบินขับไล่ลำแรกของโลกที่ติดตั้งคอมพิวเตอร์ดิจิทัลเครื่องแรกอย่าง Datasaab CK37 ซึ่งใช้แผงวงจรรวม (IC) เข้ามาช่วยนักบินจัดการภารกิจเพียงคนเดียว (Single-seat) ทั้งระบบนำทาง การเล็งเป้า และการควบคุมการบิน นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีล้ำสมัยในยุคนั้น เช่น จอแสดงผล HUD และระบบ Data Link (Fighter Link) ที่ช่วยให้ฝูงบินสื่อสารข้อมูลเป้าหมายระหว่างกันได้โดยไม่ต้องเปิดเรดาร์ทุกลำ
5. วิวัฒนาการและรุ่นการใช้งาน
Viggen มีหลายรุ่นเพื่อตอบสนองภารกิจที่หลากหลาย เช่น รุ่นโจมตี (AJ 37), รุ่นฝึก (SK 37), รุ่นลาดตระเวนทางทะเลและทางบก (SH/SF 37) ที่ติดตั้งกล้อง Hasselblad ถึง 9 ตัว และรุ่นสกัดกั้น (JA 37 Interceptor) ที่ทรงพลังที่สุดด้วยเรดาร์ Ericsson PS46 ซึ่งสามารถตรวจจับเป้าหมายในระดับต่ำได้แม่นยำ
6. บททดสอบจากปัญหาและวิกฤตการณ์
โครงการเคยเผชิญวิกฤตหนักในช่วงปี 1974-1975 จากเหตุการณ์ "ปีกหัก" ต่อเนื่องกัน 3 ลำ นำไปสู่การระงับการบินเพื่อสืบสวนและพบว่าคานปีกหลักไม่แข็งแรงพอ วิศวกรสวีเดนจึงทำการแก้ไขครั้งใหญ่ด้วยการเสริมโครงสร้างคานปีกจาก 12 มิลลิเมตร เป็น 41 มิลลิเมตร จนทำให้โครงสร้างมีความทนทานและมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นกว่าเดิม
7. วีรกรรมและความสำเร็จครั้งสำคัญ
วีรกรรมที่โลกต้องจารึกคือความสามารถในการ "ล็อคเป้าเรดาร์" เครื่องบิน SR-71 Blackbird ของสหรัฐฯ ที่เร็วที่สุดในโลกได้สำเร็จหลายครั้งเหนือทะเลบอลติก โดยใช้การผสานข้อมูลจากเรดาร์ภาคพื้นดินเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ในเครื่องบินเพื่อคำนวณตำแหน่งสกัดกั้นล่วงหน้า พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบที่บูรณาการอย่างชาญฉลาดสามารถเอาชนะความเร็วที่เหนือชั้นได้
8. ปรัชญาการบำรุงรักษา
Viggen ถูกออกแบบให้ซ่อมบำรุงง่ายในสภาพสงคราม โดยใช้ทหารเกณฑ์เพียง 5 คนร่วมกับช่าง 1 คน ก็สามารถเตรียมเครื่องให้พร้อมรบใหม่ได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที และสามารถเปลี่ยนเครื่องยนต์ทั้งลูกได้ในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง เพื่อให้เครื่องบินสามารถปฏิบัติการจากฐานทัพลับในป่าได้อย่างต่อเนื่อง
9. มรดกและบทส่งท้าย
สายการผลิตสิ้นสุดในปี 1990 และปลดประจำการในปี 2005 บทเรียนและดีเอ็นเอของ Viggen ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบปีกคานาร์ด ระบบคอมพิวเตอร์บูรณาการ และปรัชญา "คุณภาพเหนือปริมาณ" ได้ถูกส่งต่อไปยัง Saab JAS 39 Gripen โดยตรง ทำให้สวีเดนยังคงสถานะผู้ผลิตเครื่องบินรบชั้นนำของโลกมาจนถึงปัจจุบัน
สารคดีเครื่องบินรบ Saab 37 Viggen ความภูมิใจของสวีเดน
1. บริบทและอุดมการณ์เบื้องหลังการพัฒนา
ความสำเร็จของ Saab 37 Viggen ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงบีบคั้นทางภูมิรัฐศาสตร์ของสวีเดนในช่วงสงครามเย็นที่ต้องการรักษาความมีเอกราชและนโยบาย "ความเป็นกลาง" ทำให้สวีเดนจำเป็นต้องพึ่งพาตนเองและสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่แข็งแกร่ง จนนำไปสู่โครงการอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สวีเดน ซึ่งใช้มรดกความรู้จากการผลิตเครื่องบินรุ่นก่อนหน้าอย่าง B-17, B-18, J-29, J-32 และ J-35 มาต่อยอดจนกลายเป็น Viggen
2. ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศแบบกระจายตัว (Bas 60/90)
Viggen ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ที่คาดการณ์ว่าฐานทัพหลักจะถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 3 สวีเดนจึงใช้ระบบฐานทัพอากาศกระจายตัว โดยใช้ทางหลวงหรือรันเวย์ถนนในป่าที่กว้างเพียง 10 เมตร และยาวเพียง 500 เมตรเป็นที่ขึ้นลง ทำให้เครื่องบินต้องมีคุณสมบัติ STOL (ขึ้น-ลงระยะสั้น) ขั้นสูง รวมถึงการออกแบบให้พับแพนหางดิ่งและฐานล้อได้เพื่อเก็บในโรงเก็บเครื่องบินใต้ดินหรือถ้ำ
3. นวัตกรรมทางอากาศศาสตร์และขุมพลัง
Viggen เป็นอากาศยานรุ่นแรกๆ ที่ใช้การออกแบบปีกแบบ "คานาร์ด" (Canard) ร่วมกับปีกหลักทรงเดลต้า เพื่อสร้างแรงยกมหาศาลในความเร็วต่ำแต่ยังคงความเร็วเหนือเสียงได้ถึง Mach 2 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Volvo Flygmotor RM8 ซึ่งดัดแปลงมาจากเครื่องยนต์เครื่องบินโดยสาร JT8D มาติดตั้งระบบสันดาปท้าย และที่เป็นจุดเด่นที่สุดคือ "ระบบปรับทิศทางแรงดันไอพ่น" (Thrust Reverser) ที่ทำจากไทเทเนียม ช่วยให้เครื่องบินหยุดนิ่งได้ทันทีบนรันเวย์ที่สั้นหรือมีน้ำแข็งเกาะ
4. การปฏิวัติระบบดิจิทัลและเอวิโอนิกส์
นี่คือเครื่องบินขับไล่ลำแรกของโลกที่ติดตั้งคอมพิวเตอร์ดิจิทัลเครื่องแรกอย่าง Datasaab CK37 ซึ่งใช้แผงวงจรรวม (IC) เข้ามาช่วยนักบินจัดการภารกิจเพียงคนเดียว (Single-seat) ทั้งระบบนำทาง การเล็งเป้า และการควบคุมการบิน นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีล้ำสมัยในยุคนั้น เช่น จอแสดงผล HUD และระบบ Data Link (Fighter Link) ที่ช่วยให้ฝูงบินสื่อสารข้อมูลเป้าหมายระหว่างกันได้โดยไม่ต้องเปิดเรดาร์ทุกลำ
5. วิวัฒนาการและรุ่นการใช้งาน
Viggen มีหลายรุ่นเพื่อตอบสนองภารกิจที่หลากหลาย เช่น รุ่นโจมตี (AJ 37), รุ่นฝึก (SK 37), รุ่นลาดตระเวนทางทะเลและทางบก (SH/SF 37) ที่ติดตั้งกล้อง Hasselblad ถึง 9 ตัว และรุ่นสกัดกั้น (JA 37 Interceptor) ที่ทรงพลังที่สุดด้วยเรดาร์ Ericsson PS46 ซึ่งสามารถตรวจจับเป้าหมายในระดับต่ำได้แม่นยำ
6. บททดสอบจากปัญหาและวิกฤตการณ์
โครงการเคยเผชิญวิกฤตหนักในช่วงปี 1974-1975 จากเหตุการณ์ "ปีกหัก" ต่อเนื่องกัน 3 ลำ นำไปสู่การระงับการบินเพื่อสืบสวนและพบว่าคานปีกหลักไม่แข็งแรงพอ วิศวกรสวีเดนจึงทำการแก้ไขครั้งใหญ่ด้วยการเสริมโครงสร้างคานปีกจาก 12 มิลลิเมตร เป็น 41 มิลลิเมตร จนทำให้โครงสร้างมีความทนทานและมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นกว่าเดิม
7. วีรกรรมและความสำเร็จครั้งสำคัญ
วีรกรรมที่โลกต้องจารึกคือความสามารถในการ "ล็อคเป้าเรดาร์" เครื่องบิน SR-71 Blackbird ของสหรัฐฯ ที่เร็วที่สุดในโลกได้สำเร็จหลายครั้งเหนือทะเลบอลติก โดยใช้การผสานข้อมูลจากเรดาร์ภาคพื้นดินเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ในเครื่องบินเพื่อคำนวณตำแหน่งสกัดกั้นล่วงหน้า พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบที่บูรณาการอย่างชาญฉลาดสามารถเอาชนะความเร็วที่เหนือชั้นได้
8. ปรัชญาการบำรุงรักษา
Viggen ถูกออกแบบให้ซ่อมบำรุงง่ายในสภาพสงคราม โดยใช้ทหารเกณฑ์เพียง 5 คนร่วมกับช่าง 1 คน ก็สามารถเตรียมเครื่องให้พร้อมรบใหม่ได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที และสามารถเปลี่ยนเครื่องยนต์ทั้งลูกได้ในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง เพื่อให้เครื่องบินสามารถปฏิบัติการจากฐานทัพลับในป่าได้อย่างต่อเนื่อง
9. มรดกและบทส่งท้าย
สายการผลิตสิ้นสุดในปี 1990 และปลดประจำการในปี 2005 บทเรียนและดีเอ็นเอของ Viggen ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบปีกคานาร์ด ระบบคอมพิวเตอร์บูรณาการ และปรัชญา "คุณภาพเหนือปริมาณ" ได้ถูกส่งต่อไปยัง Saab JAS 39 Gripen โดยตรง ทำให้สวีเดนยังคงสถานะผู้ผลิตเครื่องบินรบชั้นนำของโลกมาจนถึงปัจจุบัน