สื่อสหรัฐฯ เตือน จีนอาจกำลังซุ่มปั้นเทคโนโลยีพลิกเกมโลก
.
เมื่อสื่อใหญ่อย่าง The Washington Post ออกมาเตือนว่า DeepSeek คือสัญญาณ ว่าจีนกำลังจะสร้าง “ก้าวกระโดดแห่งเทคโนโลยี” ครั้งใหม่ โลกตะวันตกจึงเริ่มหันกลับมามองสิ่งที่จีนกำลังทำอย่างจริงจัง
.
เว็บไซต์ Cankaoxiaoxi รายงานเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยอิงบทความจากเว็บไซต์ของ The Washington Post เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ซึ่งเขียนโดยนักวิจัยจาก Carnegie Endowment for International Peace นามว่า สก็อตต์ ซิงเกอร์ (Scott Singer) และพาฟโล ซเวนิฮอโรดสกี (Pavlo Zveni Horodskyi) ในหัวข้อ “DeepSeek คือสัญญาณเตือน จีนกำลังเตรียมสร้างความก้าวหน้าครั้งใหม่”
.
เมื่อปีก่อน บริษัท AI ของจีน DeepSeek ได้เปิดตัวโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ทัดเทียมโมเดล Open Sourse แนวหน้า สร้างแรงสั่นสะเทือนให้โลกตะวันตก ก่อนหน้านั้น ผู้กำหนดนโยบายและนักวิเคราะห์ส่วนมากเชื่อว่า ห้องแล็บด้าน AI ของจีนยังตามหลังสหรัฐฯ อยู่ไกล แต่ DeepSeek ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ช่องว่างระหว่างจีนกับเทคโนโลยีระดับแนวหน้า แท้จริงแล้วห่างกันเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น
.
ผู้เขียนบทความมองว่า เรื่องนี้เดิมทีไม่ควรเป็นสิ่งที่น่าวิตกมากนัก แต่ตลอดปี 2024 แล็บจีนได้สร้างความก้าวหน้าอย่างเป็นระบบในแบบทดสอบมาตรฐานสำคัญหลายรายการ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายระดับชาติที่จีนดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางรากฐานอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ให้แข็งแกร่ง เพียงแต่ฝั่งตะวันตกไม่ได้ให้ความสนใจมากพอต่อสิ่งที่จีนประกาศและลงมือทำอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด
.
ปัจจุบัน รูปแบบเดิมกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง จีนกำลังเดินหน้าพัฒนา “หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์แบบมีแบบฝังตัว” (Embodied AI) หรือหุ่นยนต์และโดรนที่สามารถใช้ AI ทำความเข้าใจสภาพแวดล้อม ตัดสินใจได้เอง เรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพ ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่งที่ตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า
.
แม้ในเวลานี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่ถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์หรือใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่ความพยายามนี้อาจสร้างความได้เปรียบตั้งแต่ต้น และต่อยอดเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
.
การพัฒนาหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของนโยบายเทคโนโลยีระดับสูงของผู้นำจีน สะท้อนชัดในเอกสารนโยบายสำคัญหลายฉบับที่เผยแพร่เมื่อปีที่ผ่านมา โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนบรรจุ Embodied AI ในข้อเสนอ “แผนห้าปีฉบับที่ 15” ให้เป็น “ภาคส่วนใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
.
ปักกิ่งคาดหวังว่าการผสาน Embodied AI เข้ากับอุตสาหกรรมแกนหลักต่างๆ จะช่วยยกระดับผลิตภาพ และบรรเทาการขาดแคลนแรงงาน เราจึงเริ่มเห็นภาพ “กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” บนสายการผลิตที่ทำงานซับซ้อนได้ตลอด 24 ชั่วโมง
.
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังสามารถอาศัยความได้เปรียบด้านอุตสาหกรรมการผลิตที่มีอยู่ ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตระบบ Embodied AI ระดับโลก ต่างจากเทคโนโลยีอย่างเครือข่าย 5G หรือแผงโซลาร์เซลล์
.
Embodied AI มีแนวโน้มจะกลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับการทำงานอัตโนมัติของภารกิจทางกายภาพในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งอาจผลักดันให้จีนกลายเป็นซัพพลายเออร์หลักของหุ่นยนต์อัจฉริยะและแพลตฟอร์มอัตโนมัติ สร้างอิทธิพลทางภูมิเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
.
นักวิจัยภาครัฐของจีนบางคนมองว่า Embodied AI คือกุญแจต่อเป้าหมายระยะยาวของจีนในการพัฒนา “ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป” เพราะจะทำให้ระบบ AI สามารถเรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์กับโลกจริงได้อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะพึ่งพาการฝึกจากข้อมูลข้อความจำนวนมหาศาลเช่นในปัจจุบัน
.
ภายใต้ทิศทางนี้ รัฐบาลท้องถิ่นในหลายพื้นที่กำลังระดมทรัพยากรสนับสนุนบริษัทด้าน Embodied AI ในพื้นที่ของตน พร้อมเปิดโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลให้ภาคเอกชนใช้ฝึกหุ่นยนต์ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็เร่งเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีแนวหน้าด้านนี้ โดยบริษัทจีนอย่าง Zhiyuan Robotics (智元机器人), UBTECH Robotics (优必选) และ Unitree Robotics (宇树科技) ต่างก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเวทีโลกแล้ว
.
แน่นอนว่าจีนยังเผชิญข้อจำกัดในหลายด้าน ช่องทางเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงที่ใช้ฝึกโมเดล Embodied AI ยังมีจำกัด เซ็นเซอร์ระดับไฮเอนด์ยังต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์จากตะวันตก อีกทั้งการวิจัยที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างมณฑลและภาคธุรกิจ ก็ทำให้ทรัพยากรถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง
ผู้เขียนบทความชี้ว่า ที่ผ่านมาโลกภายนอกมักประเมินความสามารถของจีนในการฝ่าฟันอุปสรรคช่วงเริ่มต้นต่ำเกินไปถึง ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้กรณีของ DeepSeek สร้างความตะลึงให้กับตะวันตกมาแล้ว
.
ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ในตอนนี้ละเลย Embodied AI เชิงยุทธศาสตร์ เพราะความสนใจยังอยู่กับบริษัทเอกชนไม่กี่รายที่มีบทบาทจำกัด ผู้เขียนชี้ว่าอย่างน้อยที่สุด สหรัฐฯ ควรประเมินศักยภาพ AI ของจีนอย่างจริงจัง และถ่ายทอดความเข้าใจนี้สู่ภาคส่วนการกำหนดนโยบาย
.
บทความทิ้งท้ายว่า บทเรียนที่ผ่านมาของสหรัฐฯ คือการมองจีนไม่ขาดในด้านอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ และการต่อเรือ ที่สหรัฐฯ รับมือช้าเกินไป DeepSeek จึงถือเป็น “สัญญาณเตือน” ครั้งใหม่ หากไม่เรียนรู้ สิ่งที่ทำให้โลกตะลึงในครั้งถัดไปอาจเป็นหุ่นยนต์จากจีนที่เข้ามาพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#AIจีน #EmbodiedAI #DeepSeek #จีนสหรัฐ
https://www.facebook.com/share/p/1GH8MUXf4s/
🤖 สื่อสหรัฐฯ เตือน จีนอาจกำลังซุ่มปั้นเทคโนโลยีพลิกเกมโลก
.
เมื่อสื่อใหญ่อย่าง The Washington Post ออกมาเตือนว่า DeepSeek คือสัญญาณ ว่าจีนกำลังจะสร้าง “ก้าวกระโดดแห่งเทคโนโลยี” ครั้งใหม่ โลกตะวันตกจึงเริ่มหันกลับมามองสิ่งที่จีนกำลังทำอย่างจริงจัง
.
เว็บไซต์ Cankaoxiaoxi รายงานเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยอิงบทความจากเว็บไซต์ของ The Washington Post เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ซึ่งเขียนโดยนักวิจัยจาก Carnegie Endowment for International Peace นามว่า สก็อตต์ ซิงเกอร์ (Scott Singer) และพาฟโล ซเวนิฮอโรดสกี (Pavlo Zveni Horodskyi) ในหัวข้อ “DeepSeek คือสัญญาณเตือน จีนกำลังเตรียมสร้างความก้าวหน้าครั้งใหม่”
.
เมื่อปีก่อน บริษัท AI ของจีน DeepSeek ได้เปิดตัวโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ทัดเทียมโมเดล Open Sourse แนวหน้า สร้างแรงสั่นสะเทือนให้โลกตะวันตก ก่อนหน้านั้น ผู้กำหนดนโยบายและนักวิเคราะห์ส่วนมากเชื่อว่า ห้องแล็บด้าน AI ของจีนยังตามหลังสหรัฐฯ อยู่ไกล แต่ DeepSeek ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ช่องว่างระหว่างจีนกับเทคโนโลยีระดับแนวหน้า แท้จริงแล้วห่างกันเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น
.
ผู้เขียนบทความมองว่า เรื่องนี้เดิมทีไม่ควรเป็นสิ่งที่น่าวิตกมากนัก แต่ตลอดปี 2024 แล็บจีนได้สร้างความก้าวหน้าอย่างเป็นระบบในแบบทดสอบมาตรฐานสำคัญหลายรายการ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายระดับชาติที่จีนดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อวางรากฐานอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ให้แข็งแกร่ง เพียงแต่ฝั่งตะวันตกไม่ได้ให้ความสนใจมากพอต่อสิ่งที่จีนประกาศและลงมือทำอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด
.
ปัจจุบัน รูปแบบเดิมกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง จีนกำลังเดินหน้าพัฒนา “หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์แบบมีแบบฝังตัว” (Embodied AI) หรือหุ่นยนต์และโดรนที่สามารถใช้ AI ทำความเข้าใจสภาพแวดล้อม ตัดสินใจได้เอง เรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพ ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่งที่ตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า
.
แม้ในเวลานี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่ถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์หรือใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่ความพยายามนี้อาจสร้างความได้เปรียบตั้งแต่ต้น และต่อยอดเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
.
การพัฒนาหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของนโยบายเทคโนโลยีระดับสูงของผู้นำจีน สะท้อนชัดในเอกสารนโยบายสำคัญหลายฉบับที่เผยแพร่เมื่อปีที่ผ่านมา โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนบรรจุ Embodied AI ในข้อเสนอ “แผนห้าปีฉบับที่ 15” ให้เป็น “ภาคส่วนใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
.
ปักกิ่งคาดหวังว่าการผสาน Embodied AI เข้ากับอุตสาหกรรมแกนหลักต่างๆ จะช่วยยกระดับผลิตภาพ และบรรเทาการขาดแคลนแรงงาน เราจึงเริ่มเห็นภาพ “กองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” บนสายการผลิตที่ทำงานซับซ้อนได้ตลอด 24 ชั่วโมง
.
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังสามารถอาศัยความได้เปรียบด้านอุตสาหกรรมการผลิตที่มีอยู่ ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตระบบ Embodied AI ระดับโลก ต่างจากเทคโนโลยีอย่างเครือข่าย 5G หรือแผงโซลาร์เซลล์
.
Embodied AI มีแนวโน้มจะกลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับการทำงานอัตโนมัติของภารกิจทางกายภาพในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งอาจผลักดันให้จีนกลายเป็นซัพพลายเออร์หลักของหุ่นยนต์อัจฉริยะและแพลตฟอร์มอัตโนมัติ สร้างอิทธิพลทางภูมิเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
.
นักวิจัยภาครัฐของจีนบางคนมองว่า Embodied AI คือกุญแจต่อเป้าหมายระยะยาวของจีนในการพัฒนา “ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป” เพราะจะทำให้ระบบ AI สามารถเรียนรู้จากการปฏิสัมพันธ์กับโลกจริงได้อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะพึ่งพาการฝึกจากข้อมูลข้อความจำนวนมหาศาลเช่นในปัจจุบัน
.
ภายใต้ทิศทางนี้ รัฐบาลท้องถิ่นในหลายพื้นที่กำลังระดมทรัพยากรสนับสนุนบริษัทด้าน Embodied AI ในพื้นที่ของตน พร้อมเปิดโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลให้ภาคเอกชนใช้ฝึกหุ่นยนต์ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็เร่งเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีแนวหน้าด้านนี้ โดยบริษัทจีนอย่าง Zhiyuan Robotics (智元机器人), UBTECH Robotics (优必选) และ Unitree Robotics (宇树科技) ต่างก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเวทีโลกแล้ว
.
แน่นอนว่าจีนยังเผชิญข้อจำกัดในหลายด้าน ช่องทางเข้าถึงชิป AI ขั้นสูงที่ใช้ฝึกโมเดล Embodied AI ยังมีจำกัด เซ็นเซอร์ระดับไฮเอนด์ยังต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์จากตะวันตก อีกทั้งการวิจัยที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างมณฑลและภาคธุรกิจ ก็ทำให้ทรัพยากรถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง
ผู้เขียนบทความชี้ว่า ที่ผ่านมาโลกภายนอกมักประเมินความสามารถของจีนในการฝ่าฟันอุปสรรคช่วงเริ่มต้นต่ำเกินไปถึง ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้กรณีของ DeepSeek สร้างความตะลึงให้กับตะวันตกมาแล้ว
.
ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ในตอนนี้ละเลย Embodied AI เชิงยุทธศาสตร์ เพราะความสนใจยังอยู่กับบริษัทเอกชนไม่กี่รายที่มีบทบาทจำกัด ผู้เขียนชี้ว่าอย่างน้อยที่สุด สหรัฐฯ ควรประเมินศักยภาพ AI ของจีนอย่างจริงจัง และถ่ายทอดความเข้าใจนี้สู่ภาคส่วนการกำหนดนโยบาย
.
บทความทิ้งท้ายว่า บทเรียนที่ผ่านมาของสหรัฐฯ คือการมองจีนไม่ขาดในด้านอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ และการต่อเรือ ที่สหรัฐฯ รับมือช้าเกินไป DeepSeek จึงถือเป็น “สัญญาณเตือน” ครั้งใหม่ หากไม่เรียนรู้ สิ่งที่ทำให้โลกตะลึงในครั้งถัดไปอาจเป็นหุ่นยนต์จากจีนที่เข้ามาพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก
.
.
📧 ติดต่อเรา Email: info@jeenthainews.com
.
#AIจีน #EmbodiedAI #DeepSeek #จีนสหรัฐ
https://www.facebook.com/share/p/1GH8MUXf4s/