คาดการณ์ปี 2026 ความเหงาและอันตรายจาก AI

ปี 2026 ได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้น
แปลจากคลิปของ Chase Hughes นักวิทยาศาสตร์พฤติกรรมมนุษย์
ผู้เคยทำงานเป็นผู้ฝึกสอนปฏิบัติการจิตวิทยา(PSYOP) ในกองทัพอเมริกา 20 ปี

1. ความขัดแย้ง(ระหว่างอเมริกา)กับจีนจะเพิ่มมากขึ้น
จะไม่มีสงครามเกิดขึ้น แต่เพิ่มการกีดกัน ขัดขากันในด้านต่างๆ

2. AI จะมาทำงานแทนที่ศิลปินใน % ที่สูงขึ้นมาก
ทั้งงานดนตรี งานเขียน ภาพ เสียง วิดีโอ เพราะถูกกว่าและเร็วกว่าคนทำ

3. ความเหงาของผู้คนจะเพิ่มขึ้นมาก
ผู้คนส่วนมากเข้าใจว่าความเหงาเกิดจากการไม่มีใคร
ซึ่งไม่ถูกต้องซะทีเดียว
ความเหงาเกิดจากความไม่ลงรอยกัน
ปัจจุบันปฏิสัมพันธ์ของผู้คนมีความขัดแย้งมากขึ้นกว่าในอดีต
การพูดคุยทำได้ลำบากขึ้น
เพราะการเมืองแทรกซึมเข้าไปในทุกสิ่งทุกอย่าง
แค่พูดผิดเพียงประโยคเดียว สามารถกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้
ทำให้มิตรภาพใกล้ชิดมีน้อยลง มีปฏิสัมพันธ์เพียงผิวๆ ไม่อาจสนิทใจกันได้ง่าย
ความเหงาไม่เพียงแต่ทำให้ผู้คนรู้สึกเศร้า
แต่ยังทำให้เราอ่อนไหวต่อการถูกชักจูงอย่างมาก
ความเหงาไม่ใช่ผลข้างเคียงของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
มันเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้สิ่งอื่นๆทำงานต่อได้

4. AI กลายเป็นที่ปรึกษาทางสุขภาพจิต
ผู้คนจำนวนมากจะพูดคุยกับ AI เรื่องชีวิตส่วนตัว ระบายความในใจ
AI กลายเป็นนักบำบัดสุขภาพจิต
ซึ่งมันราคาถูกกว่าที่จะไปหาจิตแพทย์ ให้ข้อมูลหลากหลาย
AI ไม่ตัดสินตัวเรา รับฟังเราได้ทุกอย่างแบบไม่ขัด ไม่เหน็ดเหนื่อย
และสำหรับคนที่เหงาอยู่แล้ว มันมีความหมายมาก
ซึ่งนั่นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
ลองคิดดูว่า AI ใช้ข้อมูลจากใคร
ใครเป็นผู้ตัดสินใจคำแนะนำแบบไหนที่เหมาะสมจะให้แก่ผู้คน
และจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคำแนะนำมีอำนาจชักจูงผู้คน

5. จะเกิดคอนเทนต์จาก AI มหาศาล
ทั้งภาพ เสียง วิดีโอ เอกสาร เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ผมคาดว่าก่อนกลางปีนี้ ปริมาณคอนเทนต์จะมากจนไม่สามารถตรวจสอบได้(ว่าจริงไหม)
และนั่นจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์
เพราะว่า หากทุกสิ่งทุกอย่างถูกปลอมขึ้นมาได้
ทุกสิ่งทุกอย่าง(ที่เป็นเรื่องจริง)ก็สามารถถูกปฎิเสธได้เช่นกัน
เช่น คนเห็นวิดีโอที่เป็นเรื่องจริง ก็คิดว่าเป็น AI
เสียงจริงจากพยาน ก็คิดว่าเป็นเสียง AI ปลอม
เอกสารและหลักฐานปลอมสามารถถูดสร้างได้เนียน
โลกเต็มไปด้วยข้อมูลสังเคราะห์
ผู้คนจะแยกแยะข้อมูลไม่ได้จนรู้สึกสับสน
ความรู้สึกสับสนนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก ถ้าคุณศึกษาเรื่องพฤติกรรม
เพราะว่า เมื่อผู้คนไม่อาจรู้ได้ว่าอะไรเป็นเรื่องจริง
พวกเขาจะถอยออกมาอยู่กับสิ่งที่ดูง่ายกว่า
นั่นคือเชื่อการบอกเล่าจากสื่อต่างๆ โซเชียล หรือหน่วยงานรัฐ

6. จะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้คนแยกตัวออกจากกัน(คล้ายช่วงโควิด)
จะไม่มีการบังคับให้แยกตัว จะดูมีเหตุผลและสมัครใจกันเอง

7. ปฏิบัติการทางจิตวิทยาต่างๆ จะสามารถถูกสังเกตุได้ง่ายขึ้น
ผู้คนจะเริ่มเห็นว่าเป็นการจัดฉาก ไม่ธรรมชาติ (คลิปฉายภาพพิธีกรในทีวี)
ซึ่งจะมีปัญหาที่ทำให้การชักจูงมวลชนไม่ได้ผล
เพราะการชักจูงมวลชนจะได้ผลดีที่สุด ตอนที่มวลชนไม่รู้ตัว
ดังนั้นการชักจูง จะใช้การโน้มน้าวใจน้อยลง
แต่จะใช้สิ่งแวดล้อมในระบบมากขึ้น
เช่น แทนที่จะให้โนมน้าวให้มวลชนคิดเชื่ออะไร
ระบบจะกำหนดรูปแบบสิ่งที่ให้ผู้คนนำมาใช้คิด
เช่น กำหนดให้บางคอนเทนต์โชว์ขึ้นมา(บนโซเชียลหรือสื่ออื่น)
บางคอนเทนต์ถูกแบน ไม่ให้โชว์ขึ้นมา

เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาเร็วขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ความเป็นตัวตนจะถูกแทนที่
ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนผุกร่อนลง
ผู้คนจะถูกชักนำ ถูกหลอกใช้ ถูกล้างสมองได้ง่าย
เมื่อความจริงถูกล้อมรอบด้วยของปลอม
ผู้มีอำนาจจะสามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้น
เมื่อความใกล้ชิดของผู้คนเป็นไปได้ยากขึ้น
การเว้นระยะห่างในสังคม จะกลายเป็นเรื่องเหมาะสม

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่