Your Bleeped up Brain

กระทู้สนทนา
ไม่แน่นะครับ  อีกไม่กี่ปีข้างหน้า  ประวัติศาสตร์อาจบันทึกไว้ว่า  ครั้งหนึ่งประเทศไทย ประสบวิกฤติการณ์เกิดความแตกแยกทางด้านความคิดของประชาชน จนหายนะทางด้านเศรษฐกิจและสังคม

เพราะกว่า 90 % ของความขัดแย้งของมวลชน  ที่ถูกแย่งชิง  มาจาก "การดูทีวีคนละช่อง หรือเสพสื่อกันคนละด้าน"

หากตัดทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกยัดเยียดทั้งหมดลง ในระดับประชาชนทั่ว ๆ ไป คิดว่าไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ยังสามารถคุยกันได้ ด้วยเหตุและผล ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความเกลียดชัง

สมัยก่อนจำได้ว่าดูรายการเคเบิลทีวีเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่  มีการทดสอบกลุ่มม็อบ ต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อม  ด้วยเชิงจิตวิเคราะห์ พฤติกรรมของผู้ร่วมชุมนุม

และทางรายการได้ส่งคนเข้าไปร่วม  พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ทำการลงชื่อต่อต้านสารชนิดหนึ่ง  พร้อมทั้งบอกข้อเสียของสารชนิดนี้ไป  

ผู้ปลุกระดม (ปลอม) พูดจาฉาดฉาน  บอกข้อเสียของสารชนิดนี้ทำนองว่า  หากมีมากเกินไปจะทำให้เกิดอุทกภัย  เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ภายใต้สารชนิดนี้ เป็นตัวนำและแพร่กระจายของเชื้อโรคหลากชนิดฯลฯ

ผู้ร่วมชุมนุมทุกคนที่ผู้ทำรายการทดสอบ  ลงชื่อต่อต้านทันที  โดยที่แทบไม่ฟังผู้รณรงค์พูดให้จบประโยค  ไม่เว้นแม้แต่แกนนำของกลุ่มต่อต้าน

หลายคนพูดจาประนามสารชนิดนี้ เหมือนรู้จักสารพิษชนิดนี้ดี  หลังจากลงชื่อแล้ว

แท้ที่จริงแล้วสารชนิดนี้คือ น้ำ ปัจจัยสี่ของการดำรงชีวิต  ผู้รณรงค์ใช้วิธีการเขียนเป็นสูตรเคมีที่ดูซับซ้อนกว่าปกติเล็กน้อย

ผู้ร่วมชุมนุมที่อ้างตนเองว่าอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  ลงชื่อเข้าต่อต้าน "น้ำ" ไม่แม้แต่จะซักถามหรือสงสัย  เพียงเพราะผู้รณรงค์ดู "เหมือนคนมีความรู้และรักสิ่งแวดล้อมเอามาก ๆ  เหมือนคนร่วมอุดมการณ์กับพวกเขา”

ทำไมผู้คนในเมืองที่มีการศึกษาสูง  ยังมีโอกาสเข้าใจอะไรผิดง่าย ๆ และพร้อมจะต่อต้านโดยทันที ?
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  การเมือง
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่