เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ “สุขภาพ” กลายเป็นต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์สำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ การปรับตัวของภาคเกษตรไทยจากการปลูกพืชโภคภัณฑ์ (Commodity) ไปสู่พืชเชิงยุทธศาสตร์มูลค่าสูง (High-Value Crops) คือทางรอดในการฝ่ากับดักรายได้ปานกลาง
‘เพ ลา เพลิน’ ภายใต้การนำของ ประณัย สายชมภู ได้เปลี่ยนผ่านธุรกิจจากรากฐานด้านการศึกษาสู่การเป็น “มหานครแห่งสมุนไพร” (Herbstopia)
ล่าสุดได้นำ “วาซาบิ” พืชเมืองหนาวที่ขึ้นชื่อว่าปลูกยากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก มาปักหมุดในพื้นที่ภาคอีสาน แก้โจทย์ “Strategic Arbitrage” หรือการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามูลค่าสูง
โดยปรับห้องปลูกกัญชาที่มีระบบควบคุมสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ มาเป็นแล็บเพาะเลี้ยงวาซาบิ ควบคุมอุณหภูมิที่ 16-17 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมตลอดวัฏจักรการปลูก 13 เดือน โดยใช้สายพันธุ์คุณภาพจากโครงการหลวงฯ จ.เชียงใหม่
ปัจจุบันสามารถสร้างมูลค่าจาก “เหง้าสด” ได้สูงถึง 4,000 – 6,000 บาทต่อกิโลกรัม ส่งตรงสู่ร้านอาหารชั้นนำ เป็น“Wasabi Food Lab” ขยายผลจากห้องวิจัย นำร่องสู่การสเกลโมเดล 12 ห้องแล็บ เพื่อรองรับการเติบโตของ Wellness Tourism และอุตสาหกรรม Longevity Hub ที่ไทยกำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มสูบ
ทั้งนี้ "วาซาบิแท้" จากเหง้าสดๆ มีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและฆ่าพยาธิ ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ลดการอักเสบ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบไหลเวียนโลหิต ไปจนถึงการยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของฟันผุ คุณประโยชน์ที่ครอบคลุมนี้ ทำให้วาซาบิมี “Value Proposition” ที่แข็งแกร่งในตลาด Wellness
ปัจจุบันในประเทศไทยมี“วาซาบิ พาร์ค” (Wasabi Park) ที่ จ.ลำพูน อีกหนึ่ง ที่ยืนยันว่า วาซาบิไทย กำลังกลายเป็น New Economic Crop Trend ที่มีตลาดรองรับชัดเจน
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1219791
วาซาบิไทย’ บุรีรัมย์ เลี้ยงในแล็บ คุณภาพสูง! จากพืชรสเผ็ดร้อนสู่ ‘เวชสำอาง’ รันวงการ Longevity
‘เพ ลา เพลิน’ ภายใต้การนำของ ประณัย สายชมภู ได้เปลี่ยนผ่านธุรกิจจากรากฐานด้านการศึกษาสู่การเป็น “มหานครแห่งสมุนไพร” (Herbstopia)
ล่าสุดได้นำ “วาซาบิ” พืชเมืองหนาวที่ขึ้นชื่อว่าปลูกยากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก มาปักหมุดในพื้นที่ภาคอีสาน แก้โจทย์ “Strategic Arbitrage” หรือการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามูลค่าสูง
โดยปรับห้องปลูกกัญชาที่มีระบบควบคุมสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ มาเป็นแล็บเพาะเลี้ยงวาซาบิ ควบคุมอุณหภูมิที่ 16-17 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมตลอดวัฏจักรการปลูก 13 เดือน โดยใช้สายพันธุ์คุณภาพจากโครงการหลวงฯ จ.เชียงใหม่
ปัจจุบันสามารถสร้างมูลค่าจาก “เหง้าสด” ได้สูงถึง 4,000 – 6,000 บาทต่อกิโลกรัม ส่งตรงสู่ร้านอาหารชั้นนำ เป็น“Wasabi Food Lab” ขยายผลจากห้องวิจัย นำร่องสู่การสเกลโมเดล 12 ห้องแล็บ เพื่อรองรับการเติบโตของ Wellness Tourism และอุตสาหกรรม Longevity Hub ที่ไทยกำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มสูบ
ทั้งนี้ "วาซาบิแท้" จากเหง้าสดๆ มีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและฆ่าพยาธิ ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ลดการอักเสบ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบไหลเวียนโลหิต ไปจนถึงการยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของฟันผุ คุณประโยชน์ที่ครอบคลุมนี้ ทำให้วาซาบิมี “Value Proposition” ที่แข็งแกร่งในตลาด Wellness
ปัจจุบันในประเทศไทยมี“วาซาบิ พาร์ค” (Wasabi Park) ที่ จ.ลำพูน อีกหนึ่ง ที่ยืนยันว่า วาซาบิไทย กำลังกลายเป็น New Economic Crop Trend ที่มีตลาดรองรับชัดเจน
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1219791