ปัจจัย 24 ( ต่อ )
15. อาหารปัจจัย
ปัจจัยอันเป็นเครื่องค้ำจุนสืบต่อ
กฎแห่งเชื้อเพลิง
ปัจจัยที่เป็นเครื่องค้ำจุน ทั้งในรูปสสาร (อาหาร) และพลังงานข้อมูล (ผัสสะ) เพื่อไม่ให้ระบบขาดช่วงและล่มสลายลง
อาหารปัจจัยประดุจ “เสาค้ำยันศาลา” ที่ช่วยประคองไม่ให้โครงสร้างทรุดโทรมลงตามกาลเวลา หรือเปรียบดั่ง “พี่เลี้ยงผู้คอยป้อนนมให้ทารก” เพื่อให้ร่างกายนั้นเจริญเติบโตและดำรงอยู่ได้
“อาหาร” ในมหาปัฏฐานมิได้หมายเพียงข้าวปลาที่กลืนกิน (กพฬิงการาหาร) แต่รวมถึงการกระทบสัมผัส (ผัสสาหาร), ความจงใจปรุงแต่ง (มโนสัญเจตนาหาร) และการรับรู้ (วิญญาณาหาร) ซึ่งล้วนเป็น “พลังงานหล่อเลี้ยง” ให้ระบบไม่ขาดสะบั้นลง
อาหารปัจจัยเกิดจาก ความต้องการเติมเต็มพลังงาน เพราะทุกระบบในจักรวาลมีการสูญเสียพลังงานตลอดเวลา หากไม่มีการเติมเข้า ระบบจะสลายตัว เมื่อเกิดช่องว่างหรือความหิวโหยในระบบ ปัจจัยนี้จะทำหน้าที่ดึงเอา ทรัพยากรจากภายนอกเข้าสู่ภายในเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานประคองตัวสาเหตุที่ต้องมีอาหาร เพราะสภาวะธรรมนั้นๆ มีภารกิจที่ยังไม่สิ้นสุด ระบบจึงต้องส่ง “เชื้อเพลิง” เข้าไปหล่อเลี้ยงให้ฟันเฟืองยังคงหมุนต่อไปได้
อาหารปัจจัยคือแหล่งพลังงาน และการบำรุงรักษา เครื่องจักรต้องอาศัยน้ำมันหรือไฟฟ้า (อาหาร) เพื่อให้ฟันเฟือง (รูปธรรม) ทำงานได้ หากขาดพลังงานหล่อเลี้ยง แม้เครื่องจักรจะสมบูรณ์เพียงใดก็กลายเป็นเพียงขยะนิ่ง ๆ
ในทางจิตวิทยา หากมนุษย์ถูกขังในห้องมืดที่ไม่มีสิ่งเร้า จิตจะเริ่มสับสนและล่มสลาย เพราะขาด “ผัสสาหาร” (อาหารคือการรับรู้) มาหล่อเลี้ยงกระบวนการคิด อาหารปัจจัยคือ เงื่อนไขของการไปต่อ ไม่ใช่แค่ปัจจัย ๔ แต่รวมถึงข้อมูลและเป้าหมายที่หล่อเลี้ยงใจ ปัจจัยนี้บอกเราว่าไม่มีระบบใดเป็นระบบปิด ที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง ทุกลมหายใจคือการขอยืมพลังงานจากธรรมชาติมาเพื่อประคองตัว
“กระบวนการนำเข้าปัจจัยภายนอกเพื่อธำรงสถานะภายใน” หากปราศจากการนำเข้า (Input) ระบบทุกอย่างในจักรวาล – ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่ – ย่อมเผชิญกับภาวะล่มสลายตามกฎแห่งความเสื่อม (Entropy)เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราสามารถเปรียบเทียบสภาวะของ ไฟ, พายุ, หลุมดำ และกิเลส 4 อย่างมีความเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ มีลักษณะการดำรงอยู่ด้วยอาหารหรือเชื้อเพลิง แบบ “ผู้บริโภค”
ไฟไม่ใช่สิ่งของ แต่มันคือ “กระบวนการ” ไฟจะดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่มีอาหารปัจจัยคือเชื้อเพลิงและออกซิเจน ปรากฏการณ์นี้คือหลักฐานชัดเจนว่า “ความคงอยู่” (Being) ของไฟ แลกมาด้วยการ “บริโภค” สิ่งอื่นเสมอ
พายุขนาดใหญ่ดำรงอยู่ได้ด้วยการ “กิน” ความร้อนจากมหาสมุทรเป็นอาหาร เมื่อพายุเคลื่อนเข้าสู่แผ่นดินที่ไม่มีอาหาร (ความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสม) มันจะอ่อนแรงและสลายตัวไป อาหารปัจจัยในที่นี้คือ พลังงานบริสุทธิ์ ที่หล่อเลี้ยงระบบหมุนเวียน
ในระดับดาราศาสตร์ หลุมดำคือ “นักบริโภค” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล มันกินดวงดาวและแสงสว่างเพื่อเพิ่มมวลของตนเอง พลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมา (Accretion Disk) คืออาการของระบบที่กำลัง “เสพ” อาหารปัจจัยในระดับควอนตัม หากไม่มีมวลสารให้ดึงดูด หลุมดำจะค่อยๆ สูญเสียพลังงานและเล็กลงในระยะเวลาที่ยาวนาน
กิเลส (ความโลภ โกรธ หลง) คือ “ไฟทางนามธรรม” ที่ต้องการอาหารปัจจัยไม่ต่างจากหลุมดำ อาหารของมันคือ อารมณ์ (Arammana) และการปรุงแต่ง (Sankhara) หากเราตัดการส่ง “ข้อมูลที่กระตุ้น” หรือตัดการให้ “ความสนใจ” (Ayoniso Manasikara) กิเลสจะขาดอาหารและดับสลายไปเองตามธรรมชาติ
”อาหารปัจจัยคือเครื่องยืนยันว่า ไม่มีสิ่งใดในจักรวาลที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยเอกเทศ ทุกสภาวะธรรมล้วนเป็น ‘ปรสิต’ ต่อกันและกัน ต้องพึ่งพาการกลืนกินสิ่งอื่นเพื่อแลกมาซึ่งการมีอยู่ แม้แต่สิ่งที่ดูยิ่งใหญ่อย่างหลุมดำ หรือสิ่งที่ดูน่ากลัวอย่างกิเลส ต่างก็ต้องสยบยอมต่อกฎแห่งการขาดอาหาร หากเราเข้าใจความลับของการ ‘หยุดเติมเชื้อเพลิง’ เราย่อมสามารถควบคุมการสลายตัวของสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ได้ทุกชนิด”
16. อินทรียปัจจัย
ปัจจัยอันเป็นเจ้าการปกครองหน้าที่
กฎแห่งการกระจายอำนาจ
ปัจจัยโดยความเป็นเจ้าใหญ่ในหน้าที่เฉพาะด้าน เปรียบเหมือนรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงที่คุมสายงานตนเอง ช่วยให้ระบบซับซ้อนทำงานได้โดยไม่ก้าวก่ายกัน
อินทรียปัจจโย หรือ ปัจจัยโดยความเป็นใหญ่ (คนละความหมายกับ “อธิปติ” ที่เป็นใหญ่แบบแม่ทัพ) คำว่าอินทรีย์แปลว่า ผู้ปกครอง หรือ ความเป็นเจ้าใหญ่ในหน้าที่ของตน เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดกระบวนการทำงาน เช่น หัวใจทำหน้าที่หัวใจ ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตับได้
หากอธิปติปัจจัยคือประธานาธิบดี ที่คุมนโยบายรวมของทั้งประเทศ อินทรียปัจจัยก็คือ “รัฐมนตรีแต่ละกระทรวง” ที่มีอำนาจเต็มในสายงานของตัวเองโดยเฉพาะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจสูงสุดเรื่องเงิน แต่ไม่มีอำนาจสั่งการในกระทรวงกลาโหม เช่น “ตา” (จักขุนทรีย์) เป็นเจ้าใหญ่ในการเห็นเท่านั้น มันไม่สามารถไปยุ่งเรื่องการได้ยินได้ ทุกหน้าที่ในร่างกายและจิตใจมี “เจ้าภาพ” คอยควบคุมอยู่
อุปมาชุดเครื่องมือ คีมมีหน้าที่หนีบดึง กรรไกรมีหน้าที่ตัด แม้จะอยู่ในอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน แต่กรรไกรจะเป็นใหญ่ในขณะที่กำลังตัด และคีมจะเป็นใหญ่ในขณะที่กำลังหนีบ ในบางครั้งคีมก็เป็นในการดึงด้วย ทั้งที่เกิดจากอุปกรณ์เดียวกัน
ในทางประสาทวิทยา สมองไม่ได้ทำงานเป็นก้อนเดียวที่ทำได้ทุกอย่าง แต่แบ่งเป็นส่วนๆ เช่น Occipital Lobe คุมเรื่องการมองเห็น, Temporal Lobe คุมเรื่องการได้ยิน นี่คือภาพสะท้อนของ อินทรียปัจจัย ที่ว่าธรรมชาติจัดสรรอำนาจการควบคุมแยกตาม “ฟังก์ชัน” เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
อินทรีย์คือกลไกของธรรมชาติที่ทำให้อวัยวะและจิตใจไม่ก้าวก่ายหน้าที่กัน
อินทรียปัจจัยสอนให้เราเห็นความสำคัญของการ “ทำหน้าที่” หากตาทำหน้าที่ตา หูทำหน้าที่หู สติทำหน้าที่สติ ชีวิตย่อมดำเนินไปอย่างราบรื่น อินทรียปัจจัย คือหลักการกระจายอำนาจของธรรมชาติ เพื่อให้ทุกส่วนของชีวิตมี ‘ความเป็นใหญ่’ ในหน้าที่ของตนเองอย่างมีเกียรติและสมบูรณ์ที่สุด”
อินทรียปัจจัยประดุจ “คณะรัฐมนตรี” ที่แบ่งหน้าที่กันเป็นสัดส่วน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นใหญ่ในเรื่องการรบ รัฐมนตรีคลังเป็นใหญ่ในเรื่องงบประมาณ ต่างฝ่ายต่างเป็นใหญ่ในเขตอำนาจของตนโดยไม่ก้าวก่ายกัน
อีกอุปมาหนึ่งคือ “ประสาทสัมผัส” ตาเป็นใหญ่ในการเห็น (หูจะมาช่วยเห็นไม่ได้) หูเป็นใหญ่ในการฟัง (ตาจะมาช่วยฟังไม่ได้) อินทรียะคืออำนาจที่ทำให้แต่ละองค์ประกอบ “ทำหน้าที่เฉพาะทาง” ได้อย่างเฉียบขาด
อินทรียะเกิดจากการวิวัฒนาการเพื่อความเฉพาะทาง เมื่อระบบมีความซับซ้อนมากขึ้น พลังงานจะถูกจัดสรรให้กลายเป็นเครื่องมือเฉพาะทาง เพื่อให้การกระบวนการมีประสิทธิภาพสูงสุด
เช่น สาเหตุที่ตาเป็นใหญ่ในการเห็น เพราะมันถูกวางโครงสร้าง และมีรหัสข้อมูล ที่ออกแบบมาเพื่อดักจับคลื่นแสงโดยเฉพาะ เมื่อ “หน้าที่” กับ “เครื่องมือ” ตรงกัน อำนาจการบงการในขอบเขตนั้นจึงอุบัติขึ้น
แม้จะแยกกันเป็นใหญ่ แต่ทุกอินทรียะทำงานประสานงานให้ทุกส่วนรวมเป็นหนึ่งเดียว
อินทรียปัจจัยคือกฎแห่งความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หากต้องการให้ระบบทำงานได้ดี ต้องจัดการให้อินทรียะแต่ละส่วนทำงานได้อย่างเต็มที่และถูกจุด ปัจจัยนี้สอนให้รู้ว่า ความสำเร็จเกิดจากการที่ ส่วนประกอบทำงานในหน้าที่ที่ตนเองได้อย่างเหมาะสม
เปรียบเหมือน ในร่างกายเรามี “แผนก” คอยคุมงานอยู่หลายด้าน แต่ละคนจะมีอำนาจสิทธิ์ขาดเฉพาะในแผนกของตัวเองเท่านั้นหัวหน้าแผนกสายตา (จักขุนทรีย์) คุมเรื่องการมองเห็นเท่านั้น ใครจะส่งกลิ่นหอมแค่ไหน หัวหน้าคนนี้ไม่สนใจ เพราะเขาเป็นใหญ่แค่เรื่อง “ภาพ”หัวหน้าแผนกหู (โสตินทรีย์) คุมเรื่องเสียงเท่านั้น ต่อให้ภาพจะสวยแค่ไหน เขาก็ไม่ยุ่ง เพราะเขาคุมแค่เรื่อง “คลื่นเสียง”
เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนในโรงเรียน ครูวิทย์ก็เป็นใหญ่ในห้องเรียนวิทย์ ครูพละก็เป็นใหญ่ในสนามบอล ครูพละจะเดินไปสั่งให้นักเรียนแก้โจทย์ฟิสิกส์ไม่ได้ เพราะมัน “คนละเขตอำนาจ” กัน
ถ้าเราไม่มี อินทรียปัจจัย หรือหัวหน้าคุมแผนกแบบนี้ ระบบในร่างกายจะมั่วซั่วมาก เช่นเมื่อมีเชื้อโรคบุกเข้ามา “หัวหน้าแผนกผิวหนัง” จะตรวจเจอก่อน เขาจะประกาศแจ้งเลยว่า “นี่คือเขตของฉัน และตอนนี้มีศัตรูบุก!” เพราะความเป็นหัวหน้า ที่ทำให้เขาสามารถ “สั่ง” ให้ระบบแผนกที่เกี่ยวข้องถัดไปทำงานได้ทันที โดยไม่มีการลังเล ถ้าไม่มีหัวหน้าสั่ง เม็ดเลือดขาวก็อาจจะงงๆ ว่า “เอ๊ะ มีใครเรียกฉันหรือเปล่านะ?”
สมมุติว่าหัวหน้าแผนกอุณหภูมิตรวจพบว่า “อุณหภูมิร่างกายร้อนเกินไปแล้วนะ!” (เซนเซอร์อุณหภูมิทำหน้าที่เป็นใหญ่) หัวหน้าสั่งแจ้งสถานการณ์ฉุกเฉินหยุดการทำงานที่สร้างอันตราย ดับสภาวะปกติทันที แล้วแจ้งหัวหน้าแผนกระบบระบายเหงื่อ หัวหน้าแผนกระบายเหงื่อจึงสั่งการเหงื่อให้ไหลออกมาเพื่อระบายความร้อน เพราะมีหัวหน้าที่คุมแผนกนี้อยู่อย่างชัดเจน
อินทรียปัจจัย คือการที่ธรรมชาติแบ่งหน้าที่กันเป็น “ระบบปฏิบัติการ” ที่แต่ละตัวเป็นเจ้าของพื้นที่ มันทำให้ร่างกายเราไม่ทำงานซ้ำซ้อนมันทำให้การซ่อมแซมร่างกายพุ่งเป้าไปที่จุดเกิดเหตุได้อย่างถูกต้อง และมันทำให้ “ชีวิต” ถูกบริหารจัดการเหมือนบริษัทที่แบ่งแผนกไว้อย่างดีเยี่ยม
มหาปัฏฐาน 24 ปัจจัย ( ภาค 7)