ปัจจัย 24 ( ต่อ )
21. อัตถิปัจจัย
ปัจจัยอันมีอยู่
กฎแห่งปัจจุบันขณะ
สภาวะที่จะส่งผลได้ต้อง “มีอยู่จริง” ในพิกัดกาลเวลาปัจจุบัน ประดุจดวงอาทิตย์ที่ต้องมีอยู่จริงจึงจะส่งแรงโน้มถ่วงไปดึงดูดดาวเคราะห์ได้
อัตถิปัจจัยคือการที่สภาวะธรรมหนึ่งจะส่งผลกระทบหรือสนับสนุนอีกสิ่งหนึ่งได้ ปัจจัยนั้นต้องยังมีตัวตนอยู่ในขณะนั้น ปราศจากการดำรงอยู่ย่อมไม่อาจเกื้อกูล เปรียบเหมือนคนจะช่วยพยุงกันได้ ทั้งคู่ต้องปรากฏตัว อยู่ในพิกัดกาลเวลาและสถานที่เดียวกัน อัตถิปัจจัยเกิดจากจังหวะการซ้อนทับของกาลเวลา สิ่งที่เป็นปัจจัยต้องไม่เป็นเพียงอดีตที่ดับไปแล้ว หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ต้องเป็นสภาวะที่กำลัง “หายใจ” หรือ “สั่นสะเทือน” อยู่ในปัจจุบันขณะ
เมื่อสภาวะหนึ่งดำรงอยู่ มันจะสร้างสนามพลัง หรือแรงกระเพื่อม ออกมารอบตัวโดยอัตโนมัติ แรงนี้เองที่ไปกระทบและประคองสิ่งอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างให้ตั้งมั่นอยู่ได้
สาเหตุที่มีอัตถิปัจจัย เพราะธรรมชาติไม่ได้เกิดดับแบบขาดตอนจนเป็นความว่าง แต่มีการคาบเกี่ยว กันเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของกระแสชีวิต
อัตถิปัจจัยคือสถานะปัจจุบันของระบบและความมีอยู่จริง ในทางฟิสิกส์ ดาวเคราะห์จะโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้ ดวงอาทิตย์ต้อง”มีอยู่จริง” เพื่อส่งแรงโน้มถ่วงไปดึงดูด หากดวงอาทิตย์หายวับไป แรงดึงดูด (ปัจจัย) ก็จะหมดไปทันที
ในทางเคมี สารตั้งต้นต้องยังไม่เปลี่ยนรูปไปทั้งหมด เพื่อให้ปฏิกิริยายังคงดำเนินต่อไปได้ ความมีอยู่ของสารที่ยังไม่สลายตัวคืออัตถิปัจจัย
อัตถิปัจจัยคือกฎแห่งโอกาสในปัจจุบัน มันเตือนให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้า เพราะสิ่งที่ไม่มีอยู่ ย่อมช่วยอะไรเราไม่ได้
22. นัตถิปัจจัย
ปัจจัยอันไม่มีอยู่
กฎแห่งพื้นที่ว่าง
ความไม่มีก็เป็นปัจจัย การดับไปของสิ่งเก่าคือการสร้าง “สุญญากาศ” เพื่อดึงดูดสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ ประดุจการลุกออกจากที่นั่งเพื่อให้คนใหม่ได้เข้ามานั่ง
นัตถิปัจจัยประดุจตะเกียงที่ดับลงเพื่อให้ความมืดปรากฏ หรือ การหายไปของแสงสว่างเพื่อเปิดทางให้แสงดาว อีกอุปมาหนึ่งคือ การลุกออกจากที่นั่ง หากคนเก่าไม่ลุกไป (ดับไป) คนใหม่ก็ไม่อาจเข้ามานั่งแทนที่ได้ นัตถิปัจจัยคือความอัศจรรย์ของธรรมชาติที่บอกว่า “ความไม่มี” ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะมันคือการเปิดพื้นที่ ให้สภาวะธรรมถัดไปอุบัติขึ้น นัตถิเกิดจากกฎแห่งการสืบต่อที่ไม่อาจซ้อนทับ ในกระแสของจิตหรือพลังงาน สภาวะใหม่จะเกิดไม่ได้เลยหากสภาวะเก่ายังยึดครองพื้นที่อยู่ การ “ดับไป” ของสิ่งเก่าจึงเป็นแรงผลักดันเชิงลบที่ดึงดูดสิ่งใหม่ให้เข้ามาแทนที่ เมื่อปัจจัยหนึ่งหายไป มันจะเกิดสภาวะ “สุญญากาศ” ซึ่งตามกฎของธรรมชาติ ระบบจะต้องถมความว่างนั้นด้วยสภาวะถัดไปทันทีเพื่อให้กระแสไม่ขาดสาย
นัตถิปัจจัยทำงานร่วมกับ อนันตรปัจจัย (การเกิดติดๆ กัน) โดยเน้นไปที่ “ช่องว่าง” ที่เกิดขึ้นจากการดับไป นัตถิปัจจัยคือสถานะศูนย์ และ การปลดปล่อย
ในทางฟิสิกส์ เมื่ออากาศในพื้นที่หนึ่งหายไป (เกิดความไม่มี) มันจะกลายเป็นปัจจัยดึงดูดให้อากาศจากที่อื่นไหลเข้ามาแทนที่ทันที ดังนั้นความไม่มี จึงทำหน้าที่เป็นแรงดึงให้เข้ามา ในระบบสื่อสาร จังหวะที่สัญญาณไฟฟ้า “ตก” หรือ “ดับ” คือปัจจัยที่ทำให้ระบบรับรู้การเปลี่ยนผ่านไปสู่สถานะถัดไป นัตถิปัจจัยคือกฎแห่งการเสียสละเพื่อการไปต่อ หากไม่มีการลาจาก ก็จะไม่มีการเริ่มต้นใหม่ ในเชิงการจัดการ ปัจจัยนี้สอนให้เรารู้จัก “ล้างระบบเก่า” (Reset) เพื่อเปิดโอกาสให้ความคิดหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามา หากเรามุ่งแต่จะสะสม (อัตถิ) โดยไม่รู้จักการทำให้ว่างบ้าง (นัตถิ) ระบบจะหนาแน่นจนขยับเขยื้อนไม่ได้
23. วิคตปัจจัย
ปัจจัยแห่งการไปปราศ
กฎแห่งการเสื่อมสลายเพื่อหลีกทางสร้างสรรค์สิ่งใหม่
ปัจจัยโดยความปราศจากไป คือสภาวะที่ต้อง “ถอยออก” เพื่อให้กระบวนการถัดไปแสดงตัวได้อย่างอิสระ ลดการอุดตันของระบบ
วิคตปัจจัย คือสภาวะที่ปราศไปหรือการที่สิ่งหนึ่งยอมสลายตัวลง เพื่อเปิดพื้นที่ว่าง ให้สิ่งใหม่ได้อุบัติขึ้น ในทางนิเวศวิทยา ใบไม้ที่แห้งเหี่ยวต้องร่วงหล่นและเน่าเปื่อยสลายไป การปราศไปของใบไม้เดิมคือการส่งต่อสารอาหารลงสู่ดินเพื่อให้ยอดใหม่ผลิบาน หากใบเก่าไม่ยอมตาย ใบใหม่ก็ไม่มีที่ว่างให้เติบโต
ทุกระบบมุ่งไปสู่ความโกลาหลและการสลายตัว วิคตปัจจัยอธิบายว่านี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่มันคือการหลีกทาง ของพลังงานรูปแบบเก่า เพื่อเปลี่ยนรูปไปสู่สิ่งใหม่
ความทุกข์ที่ค้างคาต้องวิคตะ (ปราศไป) จากใจก่อน ความสุขสงบจึงจะปรากฏขึ้นได้ การเปลี่ยนแปลงคือสัญญาณว่าชีวิตยังไม่นิ่งสนิทและยังมีความหวัง
24. อวิคตปัจจัย
ปัจจัยแห่งการไม่ไปปราศ
กฎแห่งการค้ำจุนและการคงอยู่
ปัจจัยโดยความไม่พรากจากไป คือการยังยึดเหนี่ยวและโอบอุ้มกันไว้ เพื่อให้ระบบยังคงรูปทรงและสถานะปัจจุบันอยู่ได้จนกว่าปัจจัยอื่นจะเปลี่ยนแปลง
อวิคตปัจจัย คืออำนาจของสภาวะที่ยังไม่ปราศไปหรือการที่องค์ประกอบต่างๆ ยังยืนหยัดทำหน้าที่ของตนอยู่ ไม่ยอมทอดทิ้งระบบไปง่ายๆ
เปรียบเสมือนสะพานที่ทนทาน ตราบใดที่ตอม่อและคานเหล็กยังไม่พังลง รถยนต์ก็ยังวิ่งข้ามฝั่งได้ ความไม่ปราศไปของโครงสร้างคือแรงค้ำจุนที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อได้อย่างปลอดภัย
ในร่างกายมนุษย์ คือกลไกการรักษาดุลยภาพ ตราบใดที่อุณหภูมิ เลือด และออกซิเจน ยังคงดำรงอยู่และไม่ขาดหายไป ระบบชีวิตทั้งหมดจะถูกค้ำจุนไว้ให้ทำงานสอดประสานกัน
อวิคตปัจจัยสอนให้เรามองเห็นสิ่งที่เรายังมีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจ สุขภาพที่เหลืออยู่ หรือกัลยาณมิตร สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่ประคองเราไว้ไม่ให้ล้มลงท่ามกลางพายุของการเปลี่ยนแปลง
หากอนันตรปัจจัยคือความเร็วในการส่งต่อ อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย ก็คือ แรงยึดเหนี่ยว ที่ทำให้ระบบไม่สลายตัวไปในระหว่างการส่งต่อนั้น มันคือสภาวะการดำรงอยู่ขนานไปกับการเปลี่ยนแปลง เหมือน แรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม ที่ยึดเหนี่ยวควาร์กเอาไว้ให้เป็นโปรตอน แม้ภายในจะมีการแลกเปลี่ยนพลังงาน (อนันตระ) ตลอดเวลา แต่ตัวโปรตอนต้องยังอยู่ (อัตถิ) และ ไม่หายไป (อวิคต) เพื่อให้ธาตุนั้นคงสมบัติความเป็นสสารไว้ได้
ในระบบมหาปัฏฐาน 24 ปัจจัยสุดท้ายสองประการนี้คือวิคตปัจจัยและอวิคตปัจจัย เปรียบเสมือนผู้ปิดทองหลังพระ ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ ความสมดุลของจักรวาล คือสมดุลระหว่าง”การไป”และ”การอยู่” สิ่งหนึ่งต้องสลายไปเพื่อให้อีกสิ่งหนึ่งได้ไปต่อ และในขณะเดียวกัน สิ่งที่ยังอยู่ก็ต้องเข้มแข็งพอที่จะค้ำจุนระบบไว้ ทำให้เกิดสันตติหรือการสืบต่อไปของระบบต่างๆ
จักรวาลทำงานด้วยความมหัศจรรย์ของปัจจัยคู่ขนานนี้เสมอ ถ้ามีแต่ “วิคตะ” (การเสื่อมสลาย) โลกจะว่างเปล่าและพังทลายอย่างรวดเร็วเกินไปจนไม่มีอะไรตั้งมั่นได้ ถ้ามีแต่ “อวิคตะ” (การค้ำจุน) โลกจะหยุดนิ่ง แข็งทื่อ และไม่มีวิวัฒนาการใดๆ เกิดขึ้น จึงต้องมีทั้ง ความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดการเติบโต และมี การค้ำจุน เพื่อให้การเติบโตนั้นมีความหมายและมั่นคง
จักรวาลดำรงอยู่ได้ด้วยสมดุลของ “การหลีกทาง” (วิคตะ) เพื่อไม่ให้ระบบอุดตัน และ “การยึดเหนี่ยว” (อวิคตะ) เพื่อไม่ให้ระบบแตกสลายเร็วเกินไป มันคือกฎที่ควบคุมโครงสร้างอะตอมจนถึงกาแล็กซี
อวิคตะ (การยังอยู่) คือแรงยึดเหนี่ยวที่ทำให้สสารคงรูป ไม่แตกสลายกระจัดกระจายไปทันที วิคตะ (การปราศจากไป) คือการเปิดพื้นที่ว่าง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการ หากจักรวาลมีแต่อวิคตะ ทุกอย่างจะแข็งทื่อ หากมีแต่วิคตะ ทุกอย่างจะระเบิดหายไป สมดุลของ 24 ปัจจัยนี้เองที่ทำให้ “ชีวิต” ดำรงอยู่ได้ในกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง
อัตถิปัจจัยและนัตถิปัจจัยเปรียบได้กับพื้นที่ห้องที่ว่างหรือไม่ว่าง วิคตปัจจัยเปรียบได้กับคนที่เดินออกมาจากห้อง อวิคตปัจจัยเปรียบได้กับคนที่ยังอยู่ในห้อง อนันตรปัจจัยเปรียบได้กับคนเดินเข้าไปในห้อง
ความต่อเนื่องแห่งการดับไปและการเกิดขึ้นต่อทันที สะท้อนถึง "สายธารแห่งเวลา" ใน "ทะเลแห่งปัจจัย" ของมหาปัฏฐาน
มหาปัฏฐานทำให้เห็นว่าเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยใน 24 ข้อนี้ ส่งผลพร้อมกัน โดยครอบคลุมทั้งจักรวาล
ไม่ว่าจะเป็นดวงดาว สสาร พลังงาน หรือแม้แต่ความคิดที่แวบขึ้นมา ทั้งหมดล้วนตกอยู่ภายใต้ระบบ "ปัจจัย" เหล่านี้ไม่มีข้อยกเว้น
แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างสอดประสานกันเป็นโครงข่ายขนาดมหึมาที่สลับซับซ้อน (Matrix) จนไม่มี "ตัวตน" (Self) หนึ่งเดียวที่แยกออกมาอิสระได้จริงๆ คือความเป็นเหตุเป็นผลที่ไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นแรงขับเคลื่อนทุกทิศทางที่ทำให้เส้นทางนั้นขยับ เหมือนดูแรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก และแรงนิวเคลียร์ที่กระทำต่อวัตถุพร้อมๆ กัน หาก "ปฏิจจสมุปบาท" คือการบอกว่า "สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" แบบเป็นสายโซ่เส้นตรง มหาปัฏฐาน จะบอกเราว่า มันมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างไรในเชิงโครงสร้าง 3 มิติ
ทุกสรรพสิ่งคือ กระแส ไม่ใช่ก้อนวัตถุที่อยู่นิ่งๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยหนุนเนื่องกัน ทุกอย่างคือ "สภาวธรรม" ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่สิ่งของ (Objects) แต่เป็นกระบวนการ (Processes) ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง (Non-self-causation) ทุกปรากฏการณ์ต้องอาศัยเงื่อนไขประกอบกันอย่างน้อย 2 อย่างขึ้นไปเสมอ
มหาปัฏฐานไม่ใช่ "ลัทธิพรหมลิขิต" (Determinism) เพราะปัจจัยมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ใช่ "ความบังเอิญ" (Randomness) เพราะทุกอย่างมีเงื่อนไขรองรับ ความว่างเปล่า (สุญญตา)
ไม่ได้หมายถึงความไม่มีอะไรเลย แต่หมายถึง "ความว่างจากตัวตนที่เป็นอิสระ" เพราะทุกอย่างถูกร้อยเรียงด้วยปัจจัย 24
ไม่มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องไหนในโลกที่คำนวณความสัมพันธ์เหล่านี้ได้ แต่พระพุทธองค์ทรงค้นพบด้วยพระญาณ สิ่งนี้ยืนยันว่าการตรัสรู้คือเรื่องจริงและเป็นวิทยาศาสตร์ขั้นสูงสุด
มหาปัฏฐาน คือ แผนที่แสดงเส้นทางเดินของจิตและสสาร ที่บอกเราว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในจักรวาล ทุกสิ่งล้วนเกื้อกูลและสัมพันธ์กัน การเข้าใจสิ่งนี้คือการเข้าใจกฎธรรมชาติ และนำไปสู่ความเป็นอิสระจากความทุกข์อย่างสมบูรณ์
มหาปัฏฐานไม่ใช่เพียงคัมภีร์ที่บันทึกความซับซ้อนของธรรมะ แต่มันคือ พิมพ์เขียวของความจริง ที่บอกเราว่า ‘ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยโดดเดี่ยว’ ทุกขณะของความคิดและการกระทำ คือการถักทอของเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องกันอย่างเป็นระบบ เมื่อเราเข้าใจโลกแบบ ‘โครงข่าย’ เราจะเลิกมองหาผู้บงการ และเริ่มหันมาตระหนักถึง ‘เหตุ’ ที่เรากำลังสร้างขึ้นในปัจจุบัน
สุดท้ายแล้ว การศึกษามหาปัฏฐานอาจไม่ได้หมายถึงการจำชื่อปัจจัยทั้ง 24 ให้ครบ แต่คือการมีดวงตาที่มองเห็นว่า ‘ทุกสิ่งอาศัยสิ่งอื่นจึงเกิดขึ้น’ เมื่อเห็นเช่นนี้ อัตตาที่เคยพองโตจะเล็กลง ความเข้าใจในความต่างจะเพิ่มขึ้น และเราจะเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง เพราะรู้ดีว่าทุกปัจจัยที่เรารับเข้ามาในวันนี้ คือพลังงานที่จะส่งผลต่อตัวเราในวันหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
มหาปัฏฐาน 24 ปัจจัย ( ภาค 9 )
ความต่อเนื่องแห่งการดับไปและการเกิดขึ้นต่อทันที สะท้อนถึง "สายธารแห่งเวลา" ใน "ทะเลแห่งปัจจัย" ของมหาปัฏฐาน
มหาปัฏฐานทำให้เห็นว่าเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยใน 24 ข้อนี้ ส่งผลพร้อมกัน โดยครอบคลุมทั้งจักรวาล
ไม่ว่าจะเป็นดวงดาว สสาร พลังงาน หรือแม้แต่ความคิดที่แวบขึ้นมา ทั้งหมดล้วนตกอยู่ภายใต้ระบบ "ปัจจัย" เหล่านี้ไม่มีข้อยกเว้น
แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างสอดประสานกันเป็นโครงข่ายขนาดมหึมาที่สลับซับซ้อน (Matrix) จนไม่มี "ตัวตน" (Self) หนึ่งเดียวที่แยกออกมาอิสระได้จริงๆ คือความเป็นเหตุเป็นผลที่ไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นแรงขับเคลื่อนทุกทิศทางที่ทำให้เส้นทางนั้นขยับ เหมือนดูแรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก และแรงนิวเคลียร์ที่กระทำต่อวัตถุพร้อมๆ กัน หาก "ปฏิจจสมุปบาท" คือการบอกว่า "สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" แบบเป็นสายโซ่เส้นตรง มหาปัฏฐาน จะบอกเราว่า มันมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างไรในเชิงโครงสร้าง 3 มิติ
ทุกสรรพสิ่งคือ กระแส ไม่ใช่ก้อนวัตถุที่อยู่นิ่งๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยหนุนเนื่องกัน ทุกอย่างคือ "สภาวธรรม" ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ใช่สิ่งของ (Objects) แต่เป็นกระบวนการ (Processes) ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง (Non-self-causation) ทุกปรากฏการณ์ต้องอาศัยเงื่อนไขประกอบกันอย่างน้อย 2 อย่างขึ้นไปเสมอ
มหาปัฏฐานไม่ใช่ "ลัทธิพรหมลิขิต" (Determinism) เพราะปัจจัยมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ใช่ "ความบังเอิญ" (Randomness) เพราะทุกอย่างมีเงื่อนไขรองรับ ความว่างเปล่า (สุญญตา) ไม่ได้หมายถึงความไม่มีอะไรเลย แต่หมายถึง "ความว่างจากตัวตนที่เป็นอิสระ" เพราะทุกอย่างถูกร้อยเรียงด้วยปัจจัย 24
มหาปัฏฐานไม่ใช่เพียงคัมภีร์ที่บันทึกความซับซ้อนของธรรมะ แต่มันคือ พิมพ์เขียวของความจริง ที่บอกเราว่า ‘ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยโดดเดี่ยว’ ทุกขณะของความคิดและการกระทำ คือการถักทอของเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องกันอย่างเป็นระบบ เมื่อเราเข้าใจโลกแบบ ‘โครงข่าย’ เราจะเลิกมองหาผู้บงการ และเริ่มหันมาตระหนักถึง ‘เหตุ’ ที่เรากำลังสร้างขึ้นในปัจจุบัน
สุดท้ายแล้ว การศึกษามหาปัฏฐานอาจไม่ได้หมายถึงการจำชื่อปัจจัยทั้ง 24 ให้ครบ แต่คือการมีดวงตาที่มองเห็นว่า ‘ทุกสิ่งอาศัยสิ่งอื่นจึงเกิดขึ้น’ เมื่อเห็นเช่นนี้ อัตตาที่เคยพองโตจะเล็กลง ความเข้าใจในความต่างจะเพิ่มขึ้น และเราจะเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง เพราะรู้ดีว่าทุกปัจจัยที่เรารับเข้ามาในวันนี้ คือพลังงานที่จะส่งผลต่อตัวเราในวันหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้