รีวิวและแชร์ประสบการณ์การสอบเข้ามหาวิทยาลัยคณะวิศวะเครื่องกลในระดับปริญญาโทที่ญี่ปุ่น - Kyushu university

ย้อนความไปไม่นานกระทู้ที่แล้วเป็นการเล่าถึงการสมัครและสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่นในปี 2024 ซึ่งผมได้รับคัดเลือกเพื่อมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคิวชู จังหวัดฟุกุโอกะ ในระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมพลังงานไฮโดรเจน (Department of Hydrogen Energy System) กระทู้นี้จะมาเล่าถึง process และความรู้สึกในการพยายามสอบเข้าเรียนในระดับปริญญาโท (ยาวหน่อย)

   สำหรับการมาเรียนต่อในระดับปโท-เอกด้วยทุนมงฯ หรือ ทุน MEXT นั้นสามารถทำได้ 2 แบบ คือ 1. University (ช่วง ธ.ค.)  และ 2. Embassy (ช่วง เม.ย. ปีถัดไป) โดยเราพยายามสมัครทั้งสองแบบเลยแต่ล้มเหลวในแบบ Uni Rec. เพราะในตอนนั้นเรามีคะแนนภาษาอังกฤษไม่ตรงกับ criteria ในการคัดเลือกของมหาวิทยาลัย ตรงนี้อยากจะบอกว่าใครที่จะสมัคร (ไม่มั่นใจว่าเหมือนกันทุกมหาลัยไหม) ต้องศึกษาดีๆว่าคะแนนภาษาต้องเป็นแบบไหน เพราะ มอนี้สามารถยื่น TOEIC ได้ *แต่จำเป็นจะต้องครบทั้ง 4 skill (R L W S) คิดว่าในไทยไม่ค่อยจะนิยมเท่าไหร่นัก ซึ่งเราพลาดในตอนนั้นเพราะหาข้อมูลแล้วคิดว่ายื่นแค่ L,R ไดแบบปกติ จึงไม่สามารถสมัครได้ และหลังจากนั้นก็เลยไปเตรียมตัวสอบ IELTS แบบ Academic เพื่อจะได้ไม่พลาดอีกเพราะเป็นคะแนนภาษาที่ใช้เป็นสากลทั่วไปใช้เวลาเตรียมตัว 2 เดือน และสอบ (Overall 7.0 L: 8.0 R:7.5 W:6.0 S:6.5) หลังจากนั้นก็เอาคะแนนไปยื่นรอบ Embassy เลย ต้องบอกว่าการที่ได้รับคัดเลือกจากทุนมงฯไม่ได้แปลว่าเราจะสามารถเข้าศึกษาต่อได้เลย เราจะต้องผ่านการสอบคัดเลือกอีกครั้งตามเกณฑ์ของแต่ละมหาวิทยาลัยบางที่อาจจะเป็นการสัมภาษณ์บางที่อาจจะเป็นการสอบข้อเขียนซึ่งจะไม่เหมือนกันแล้วแต่คณะและมหาวิทยาลัย ซึ่งใครอยากรู้รายละเอียดสำหรับ Embassy หรือ รอบสถานฑูตก็สามารถอ่านกระทู้ที่แล้วได้เลย  (รีวิวการสอบทุนรัฐบาลญึ่ปุ่น Research student-Natural science 2024 - Pantip)

   เดือนเมษาปี 2025 หลังจากทำเอกสารตามสถานฑูตเรียบร้อยทุกอย่างก็เดินทางมาถึงฟุกุโอกะและไปที่ Kyushu University เพื่อเริ่มเรียนรู้สิ่งที่ต้องทำในแลปวิจัย, วางแผนหัวข้อวิจัย และเตรียมตัวสำหรับการสอบ เมื่อมาถึงแล้วเราจะมีสถานะเป็น Research student ซึ่งถ้าจะต่อป.โท หรือ เอกก็จะต้องผ่านการสอบข้อเขียนเพื่อเข้าเรียนตาม process  โดยทุนจะสนับสนุนเงินเดือนให้เราทั้งหมด 2 ปี และถ้าสอบเข้าได้แล้วก็จะ extend ต่อตามจำนวนปีที่เรียน ถ้าสอบไม่ได้เลยในสองปีก็ต้องกลับไทย สำหรับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นจะแบ่งภาคเรียนเป็น 2 ภาค คือภาคฤดูใบไม้ผลิ (春 - haru) และ ภาคฤดูใบไม้ร่วง (秋 - Aki) และระยะเวลาในการรับสมัครและวันสอบก็จะขึ้นอยู่กับต่ละมหาลัย สำหรับรอบที่เราจะสอบคือรอบเดือนตุลา การรับสมัครจะอยู่ในช่วงต้นเดือนพฤษภา และวันสอบอยู่ในช่วงต้นเดือนมิถุนา เท่ากับว่าตอนนี้เวลาเตรียมตัวสอบของเราคือ 1 เดือนครึ่ง เกือบๆสองเดือนซึ่งดูเหมือนจะเยอะ แต่เมื่อเทียบกับ Syllabus ของข้อสอบที่ได้แนบมาแล้วเราคิดว่ามันค่อนข้างจะต้องโฟกัสอยู่พอสมควร


สำหรับเราที่มี Background ป.ตรีเป็นวศ.เครื่องกลก็จะคุ้นเคยวิชาพวกนี้เป็นอย่างดีแต่ในขณะเดียวกันก็มีวิชาที่ไม่ได้ถนัดมาก เช่นวิชา Mechanics หรือวิชาที่ลืมไปแล้วบ้างก็มีเหมือนกัน เช่น Cal2-3 (ขำและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน 555) จะเห็นได้ว่าหัวข้อจากวิชาหลักเมื่อดู content แล้วจะแบ่งออกได้เป็นอีก 2 วิชาย่อย นั้นคือ
- Mechanics of material = Static + Strength
- Dynamics of Machinery = Dynamics + Vibration
- Thermal Engineering = Thermodynamic + Heat transfer
- Fluid = Fluid (5555)
- Math = Cal I, II, III

   ถึงเราจะเตรียมตัวมาบ้างโดยการพยายามอ่านเนื้อหาเก่าก่อนที่จะมา แต่ต้องบอกว่าหลักสูตรที่นี่ค่อนข้างที่จะแตกต่างกับไทยอยู่บ้างโดยเฉพาะเรื่องสื่อการสอนโดยปกติเราจะยึด Textbook อังกฤษในการเรียนแต่ content ในการสอนที่นี่จะมาจากหนังสือเขียนเองทางฝั่งญี่ปุ่นเองค่อนข้างเยอะ ลักษณะการ solve หรือจุดที่โฟกัสในการออกข้อสอบจึงมีความแตกต่างไปบ้าง เลยทำให้เราเหมือนต้องเรียนรู้วิธีคิดและแก้โจทย์ผ่านข้อสอบเก่า หนังสือเรียนญี่ปุ่น อยู่พอสมควร ตรงนี้อาจารย์ที่ปรึกษาก็ support เราโดยการพยายามหาข้อสอบเก่าของรุ่นพี่รุ่นก่อนๆที่เฉลยและเก็บไว้ที่แลปมาให้เราใช้ฝึก ซึ่งเราที่ไม่ได้มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นระดับ technical เลยก็แสกน google translate รัวๆ ส่วนวิชาภาษาอังกฤษจะใช้คะแนน IELTS, TOEFL หรือ TOEIC (4-skills) ในการประเมินเป็นคะแนน

ความพยายามครั้งแรก

   ช่วงแรกเราพยายามทำโจทย์สำหรับ international student ก่อนทั้งหมดเพื่อทำความเข้าใจคอนเซปของข้อสอบ ซึ่งตัวข้อสอบของ inter จะมีจำนวนข้อและ ความซับซ้อนน้อยกว่าของทางฝั่งญี่ปุ่นแต่ในขณะเดียวกันก็แลกมากับเวลาในการทำที่น้อยกว่า (แจกพร้อมกัน 2 วิชา ให้เวลา 1.30 ชม. ยกเว้น Math ให้ 1 ชม.) การจัดการเวลาเลยสำคัญมากๆ เราไม่สามารถลังเลข้อไหนนานได้เลยต้องตัดสินใจให้ไว



แค่เวลาอ่านและทำโจทย์ของ inter ให้ชัวร์เราใช้เวลาไปเกือบๆ 6-7 week ทำให้แทบไม่มีเวลาไปทวนของญี่ปุ่นเลย และต้องยอมรับว่ามีความประมาทเล็กน้อยเนื่องจากข้อสอบ 5-10 ปีย้อนหลังออกคล้ายกันแทบจะทั้งหมดเลยมีความคิดเล็กๆว่าแค่นี้ก็น่าจะพอไหวแล้ว แต่ไม่เลยครับ เป็นความคิดที่พลาดมากๆ

   ในวันสอบที่มาถึงจริงๆ บรรยากาศห้องสอบดูสบายๆมีผู้เข้าสอบทั้งสาขา เครื่องกล และ ไฮโดรเจน รวมแล้วประมาณ 7-8 คน แต่คนไม่สบายอย่างมาก เพราะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดช่วงสอบที่เป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายฤดูทำให้เราเป็นหวัดไม่สบายอีกครับ (หนังชีวิตจริงๆ) ตื่นเช้ามากินยาแก้ปวดก่อนไปสอบ สภาพคือยมสุดๆ ตามกำหนดการช่วงเช้าเป็นวิชา Mechanics เปิดมาคือ Vibration ยังพอทำได้เพราะออกคล้ายๆข้อสอบที่ทำมา แต่ strength เป็นแนวโจทย์ที่ไม่ได้ซ้อมมาก่อนเลยใช้เวลาไปกับการนั่งคิดนานมาก ยิ่งมองเวลายิ่งกดดัน แถมยิ่งคิดยิ่งปวดหัว เลยจบไปกับการที่แทบไม่ได้เขียนอะไรลงไปเลยในวิชานี้

   แต่ก็ไม่ได้มีเวลาให้ตั้งสติมาก เพราะอีกแค่ 15 นาทีก็จะแจกข้อสอบ Thermo, Fluid แล้ว ได้แต่บอกตัวเองว่าชุดวิชาหน้าเราจะทำได้แน่นอน แต่แล้วก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวังเหมือนกันครับ ข้อสอบเปลี่ยนแนวจากที่ฝึกมาทั้งในพาร์ท Thermo และ Heat transfer ทำให้หนึ่งในวิชาที่มั่นใจที่สุดแทบจะทำได้แค่นิดเดียว ส่วน Fluid ถึงแม้จะทำได้ทั้งหมดแต่ถ้ามองถึงภาพรวมตอนนี้แถบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่านเลย จิตตกมากๆครับหลังจากออกมาจากห้องสอบ ไข้ก็ขึ้นมึนไปหมด ยังดีที่มีน้องคนไทยที่เรียนปตรี ม.นี้ มาสอบด้วยหนึ่งคนเลยได้นั่งเม้าข้อสอบกัน ลดความตึงเครียดไปได้บ้าง (ความเห็นตรงกัน ยากชห 55555) พักกินข้าวช่วงเที่ยงที่กินอะไรไม่ค่อยลง หลังจากนั้นก็มาต่อที่รอบบ่าย วิชาสุดท้ายเราสามารถทำ diff eq. ได้แต่หัวข้ออื่นคือไม่ไหวด้วยสโคปที่กว้างมากประกอบกับใจที่ท้อไปแล้วเลยทำไม่ได้เลยในส่วนหลัง

   จบจากพาร์ทข้อสอบข้อเขียนก็จะมีการสัมภาษณ์จะเป็นการสัมฯกลุ่ม ระหว่างรอไม่ได้คิดถึงการเตรียมตัวถึงคำถามสัมฯเลย เพราะรู้ตัวเองอยู่แล้วว่าไม่น่าจะรอด ในห้องสัมฯจะมีกรรมการนั่งล้อมรอบเราเป็นตัว U และผู้เข้าสอบก็จะนั่งเรียนเป็นหน้ากระดานตามเลขที่สอบ คำถามที่เจอคือ
    1.ขอ feedback ข้อสอบหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง ยากง่ายไปยังไงไหม และเตรียมตัวกันมายังไง - ทุกคนพร้อมใจกันตอบว่ายากมากๆ
    2.อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นใคร และทำไมถึงอยากเรียนที่นี่ ทำไมต้องเป็นที่นี่ - เรามองว่า facility ด้านhydrogen และความ global ของที่นี่คือที่สุดในญป
    3.จะเรียนปริญญาเอกต่อไหม – ตอบไปกลางๆ ยังopen ในการเรียนต่อ

   จบไปแล้วคร่าวๆสำหรับการสอบในครั้งแรก หลังสอบเราโทรไปบอกครอบครัวเลยว่าน่าจะต้องสอบใหม่อีกครั้งเพราะสภาพทั้งก่อนสอบและหลังสอบคือยมจริงๆ จากนั้นก็รอประกาศผลประมาณ 1 เดือน ระหว่างนั้นเป็นช่วงเวลาที่ซึมๆหม่นๆเพราะค่อนข้างผิดหวังใน performance ของตัวเองพอสมควร แล้วก็เป็นไปตามที่คาดไว้วันประกาศผลเข้าไปดูผลทางเว็บก็รู้ว่าสาขาที่เราสอบ “ไม่มีผู้ผ่านการคัดเลือกเลย - None” ซึ่งก็พอที่จะคาดเดาได้ แต่ไม่ค่อยเสียใจแล้วเพราะซึมมาทั้งเดือนแล้ว 5555

เริ่มใหม่อีกรอบ
   ในเมื่อเป็นอย่างงี้แล้วเราได้เริ่มเปลี่ยนการอ่านหนังสือของเราเลยเพราะรอบถัดไปเป็นเดือน มกราคม ปี2026 ซึ่งหลังประกาศผลมีเวลาอีก 6 เดือน ไม่มีข้ออ้าง ไม่มีความประมาท สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือตั้งสติ อ่านทุกอย่างที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด และสำคัญมากๆคือดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีตลอดเวลา เราเริ่มปริ้นข้อสอบทุกๆชุดของภาคญี่ปุ่นมานั้งแปลและทำประมาณปี 2009-2024 ในทุกวิชา (ราวๆ 15 ปี) รวมถึงหาข้อมูลเพิ่มเติมกับ textbook ของฝั่งญี่ปุ่นเพิ่ม ข้อไหนไม่เข้าใจก็ทำซ้ำไปเรื่อยๆพร้อมกับวนไปทำของ inter ด้วยกันลืม หลังจากทำข้อสอบหมดแล้วเราทำสรุปเนื้อหาที่ออกสอบทั้งหมด (ใช้สมุดไป 4-5 เล่มได้) คัดแนวข้อสอบที่ไม่เข้าใจและคิดว่ามีแนวโน้มที่จะออกมาทำซ้ำ รวมถึงให้พยายามพูดสิ่งที่ตัวเองอ่านแล้วทำให้ตัวเองฟังแล้วเข้าใจ (เหมือนสอนตัวเองอีกที) สำหรับเราการทำแบบนี้ช่วยได้เยอะมากในการ recall เนื้อหาเยอะๆ ในขณะเดียวกันช่วงกลางวันก็จะต้องทำงานวิจัยที่แลปด้วย เลยจำเป็นต้องแบ่งเวลาอ่านอยู่บ้าง ชีวิตช่วง 6 เดือนนี้ก็จะวนลูปมากๆ ไปแลป ทำวิจัย อ่านหนังสือ กลับบ้านวนไป แต่ก็ต้องท่องไว้ในใจว่าถ้ารอบนี้สอบไม่ผ่านอาจจะต้องย้ายมอ หรือ กลับบ้าน(ไทย)เลยก็ได้ มันเลยเป็นแรงกระตุ้นได้ค่อนข้างดีแต่ก็กดดันมากในเวลาเดียวกัน และก็ต้องบอกว่าท้อมากๆเวลาอ่านเพราะชอบไปคิดถึงความรู้สึกตอนสอบครั้งแรกกลัวมันจะซ้ำรอยอีกรอบ

   ถึงช่วงเวลาที่ต้องสอบ เดือนมกรา เราค่อนข้างเครียดมากเพราะไม่มั่นใจในตัวเอง ฟุ้งซ่านว่าข้อสอบจะออกอะไรบ้าง เพราะต่อให้อ่านมาครบแต่ scope มันก็ยังกว้างมากๆอยู่ดี ในวันสอบตอนเช้าเครียดจนรู้สึกพะอืดพะอมตลอดเวลา แต่พอไปถึงมหาลัยก็ดีขึ้น (ยาดมช่วยชีวิต) กำหนดการในการสอบก็เหมือนเดิมทุกอย่าง หลังจากเข้าห้องสอบไป รอบนี้แตกต่างตรงที่คนสอบมีประมาณ 20-24 คน ซึ่งค่อนข้างเยอะถ้าเทียบกับรอบ ตค แต่บรรยากาศก็ไม่ได้กดดันมาก (มีแต่เรากดดันตัวเอง 555)

   แต่หลังจากได้ข้อสอบ ทุกอย่างในหัวเราเปลี่ยนไปเลยเรารู้สึกโล่งใจมากๆเพราะมันตรงกับที่เราอ่านมาก่อนหน้านี้เกือบทั้งหมด ทำให้ช่วงเช้าทั้ง 2 ชุดวิชา เราทำได้ทั้งหมดมีแค่ Fluid กับ Heat transfer ที่ไม่มั่นใจบ้างแต่ค่อนข้างจะ Minor มากๆและรอบนี้เนื่องจากฝังใจกับวิชา Mechanics of material (材料力学) มากๆ เราจึงเน้นสุดๆตอนเตรียมตัว (*เด็กญี่ปุ่นม.คิวชูรู้กัน 555) ทำให้วิชานี้ไม่ใช่ปัญหาอีกแล้ว หลังจากนั้นความประหม่าความกังวลที่เคยมี หายไปทั้งหมดเลย สามารถโฟกัส วิชาต่อวิชาได้แบบไม่มีปัญหาและรู้สึกว่านี่คือการเตรียมตัวและได้ทำข้อสอบที่เต็มที่จริงๆ  ทำให้ Math ในช่วงบ่ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี หลังจากนั้นก็จะเป็นการสัมภาษณ์ซึ่งชุดคำถามก็เหมือนเดิมเลย ประกอบกับเราเคยผ่านมาแล้วเลยลดความตื่นเต้นไปได้เยอะมากๆ

   หลังจากสอบรอบนี้แค่ 2 สัปดาห์ก็จะได้รู้ผลแล้วเพราะเปิดเทอมเดือนเมษา เลยต้องมีการลงทะเบียนตั้งแต่เดือน มีนา วันประกาศ (2 ก.พ.) มันเป็นความรู้สึกประมาณว่า ถ้าไม่ได้อีกก็มีรู้จะทำให้ดีกว่านี้ยังไงแล้วนะ55555 ดังนั้นก็ไม่รอช้าครับเปิดผลทางเว็บเดิมแบบไม่ลุ้นเลยในตอนเช้าและปรากฏว่าก็ทำได้จริงๆครับ สาขาที่จะเข้ามีผู้ผ่านการคัดเลือกคนเดียวคือ “เลขประจำตัวสอบของเรา” โคตรจะดีใจเลยครับ แต่ความรู้สึกโล่งใจมันมากกว่ามากๆ เพราะเรากลัวการที่ต้องกลับไปโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยซักอย่างจริงๆ หลังจากนี้ก็จะเป็นการเริ่มเรียนปโทจริงๆแล้ว (เริ่ม April 2026) และก็เสร็จสิ้นไปสำหรับหนึ่งปีเต็มในการเป็น Research Student


มีต่อในคอมเม้นส่งท้าย..
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่