อยากเขียนกระทู้นี้เพราะรู้สึกว่าตอนที่ตัวเราเองจะหาข้อมูลไว้เป็นการอ้างอิงช่วงกำลังจะสอบไม่ค่อยเจออันที่อัพเดตเท่าไหร่
โพสนี้จะรีวิวการสมัครในรอบ embassy recommendation หรือการสมัครผ่านสถานฑูต ซึ่งเราสมัครในประเภท research student ในหมวด R2B หรือ natural science ไป เพื่อไปเรียนต่อป.โท หรือ เอก โดย process ใหญ่ๆจะมีประมาณ 3 ขั้นตอนคือ
1. รอบใบสมัคร ที่จะมีการคัดเลือกผ่านโปรไฟล์และการตอบคำถามในใบสมัคร
2. รอบการสอบข้อเขียน จำเป็นจะต้องสอบรายวิชาตามที่เราเลือกไว้ในสาขาที่ต้องการจะไปเรียนต่อซึ่งจะมีกำหนดไว้ไม่เหมือนกันในแต่ละสาขา
3. การสอบสัมภาษณ์ หลังจากสอบผ่านก็จะต้องไปสัมฯกับทางสถานฑูตเพื่อคัดเลือกในรอบสุดท้าย
1.รอบใบสมัคร
เริ่มต้นที่การเขียนใบสมัคร กรอกข้อมูลส่วนตัวตามจริงให้ถูกต้อง มี publication อะไรก็ใส่ไปให้หมด แนบคะแนนภาษา (ได้ทั้งอิ้ง+ญป ก็จะดี) และเอกสารที่กำหนดในเกณฑ์ให้ครบ สิ่งที่สำคัญที่สุดในขั้นนี้คิดว่าเป็นการตอบคำถามภายในใบสมัคร หลักๆเลยคือ ทำไมถึงอยากไปเรียนที่ญี่ปุ่น, ทำไมต้องเป็นประเทศนี้ และ หลังจากเรียนจบจะทำอะไร ต้องคิดคำตอบให้รอบคอบ แล้วก็ดูสอดคล้องกับสิ่งที่จะไปเรียนให้มากที่สุด เราเองรีเชคกับตัวเองและให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดูความถูกต้องเรื่องภาษากับการเรียบเรียงก็นานอยู่เลยคิดว่าควรจะเตรียมไว้ อีกส่วนที่สำคัญคือ อาจารย์ที่ปรึกษา เนื่องจากการที่เราจะไปเรียนต่อในระดับ ป.โท/เอก งานวิจัยที่เราสนใจไปทำจะสำคัญมากๆ ดังนั้นควรที่จะศึกษาแล้วก็เลือกให้ตรงกับงานที่เราสนใจ หรือ ถ้าติดต่อและเริ่มคุยเกี่ยวกับความสนใจในงานวิจัยกับอาจารย์ตั้งแต่เนิ่นๆก็จะดีมาก (process นี้อยู่ช่วง เมษา-พฤษภา)
2.รอบการสอบข้อเขียน
หลังจากที่ส่งแล้วจะมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบข้อเขียนแล้วเราก็จะทำการเตรียมตัวสอบ วิชาที่ต้องสอบสำหรับ สายวิทย์ จะมี คณิต อังกฤษ ญี่ปุ่น และ วิทย์ (เลือก 1 ตัวจาก ฟิสิกส์,เคมี, ชีวะ ตามสายที่เรียน) ในที่นี้เราเลือกฟิสิกส์
ช่วงเช้าจะเป็นการสอบวิชาภาษาคือ
ญี่ปุ่น+อิ้ง
สำหรับ
วิชาภาษาญี่ปุ่น เป็น reference จากเราเองที่เองมีความรู้ภาษาญป จนถึง N4 ก็ไม่ได้ทำได้เยอะมากจะเป็นประมาณนี้
- พาร์ทเติมคำ ไล่ระดับจากง่าย-ยาก ทำได้จนถึงข้อกลางๆที่เหลือเดา
- เลือกคำตามบริบทประโยค เหมือนกับพาร์ทก่อนหน้าเลยแต่รู้สึกว่าสามารถเดาบริบทได้ดีกว่า
- คันจิ ให้คำอ่านมาแล้วหารูปประโยคที่เข้ากัน ส่วนตัวรู้สึกว่ายากเพราะจำคันจิได้ไม่เยอะ แต่ก็พอตอบได้บางข้อ
- reading passage เป็นพาร์ทที่คิดว่าทำได้เยอะที่สุด คำศัพท์ไม่ได้ยากจนเกินไปคำถามที่ถามก็ตรงไปตรงมา
**เรื่องตลกอย่างนึงคือตอนไปสอบในห้องสอบส่วนใหญ่ฟุบรอเวลา 30 นาทีแล้วลุกออกจากห้องเยอะมากๆ อาจเป็นเพราะเป็นปีแรกๆที่บังคับสอบภาษาญึ่ปุ่น ค่อนข้างตกใจเหมือนกันตอนนั้น หรือเขาอาจจะทำเสร็จภายใน 30 นาที ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ 555
ในส่วนของข้อสอบ
วิชาภาษาอังกฤษ
มี cloze test, vocab, reading และ error เหมือนข้อสอบเก่าทุกอย่างฝึกทำเยอะๆ เชคแกรมม่าให้แม่นๆไม่ยากมาก ถ้าเตรียมตัวสอบ IELTS, TOEIC, etc. มาแล้วก็จับเวลาทำข้อสอบปีเก่าๆเพราะต้องบริหารเวลาแต่ละพาร์ทดีๆ
จบช่วงเช้าพักเที่ยง ต่อช่วงบ่ายเป็นวิชาคำนวณ
วิชาคณิตศาสตร์
ส่วนตัวไม่ชอบวิชานี้ที่สุดเพราะสโคปเนื้อหาค่อนข้างกว้าง หลายๆปีจะมีเรื่องที่คล้ายกันอยู่แต่จะไม่เหมือนกันหมด ปีที่สอบออก ทฤษฎีจำนวน, สมบัติ logarithm, ตรีโกณ, ภาคตัดกรวย, แคล กับลำดับอนุกรม นอกจากนี้ตัวคำตอบจะเป็นแบบเติมคำไม่มีตัวเลือก เลยไม่มั่นใจสุดๆ คิดว่าทำได้ไม่เกินครึ่ง ข้อแนะนำคือพยายามจับคอนเซปหรือสูตรที่จะใช้ในข้อนั้นๆให้ได้ก็จะพอไปต่อได้บ้าง
วิชาฟิสิกส์
วิชานี้จะเป็นแนวๆเดียวกับอิ้งคือ ข้อสอบเก่า กับ ข้อสอบสอวน. เข้าค่าย 1 ช่วยได้เยอะมาก แนวโจทย์จะเน้นไปที่การเข้าใจหลักการในแต่ละบทไม่ต้องคิดเลขเยอะมาก โดยตัวข้อสอบจะเป็นหัวข้อใหญ่แล้วก็แบ่งเป็นโจทย์ข้อย่อย ปีนี้เจอเรื่อง กลศาสตร์พื้นฐาน เช่น กฏนิวตัน, โมเมนตัม, งานพลังงาน, การเคลื่อนที่แบบวงกลม แล้วก็จะเป็น สนามไฟฟ้าแม่เหล็ก, thermo, gas dynamic, และ optic ก็เป็นวิชาที่มั่นใจพอๆกับอิ้งเลย
ทั้งหมดทั้งมวลคือถ้าเตรียมตัวทำข้อสอบเก่าจนหมดแล้วอยากทำโจทย์อีกเพื่อความมั่นใจ ก็เอาแนวข้อสอบ EJU มาทำเสริมด้วยเพราะเป็นแนวที่คล้ายๆกัน ปีนี้มีผู้มีสิทธิ์เข้าสอบทั้งประเทศในสายวิทย์ทั้งหมดประมาณ 80 คน ซึ่งโดยปกติจะผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์ประมาณ 30 คน
3.การสอบสัมภาษณ์
สอบข้อเขียนแล้วได้ผลว่าผ่าน แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็ยังดีใจได้ไม่เต็มที่ เพราะต้องผ่านรอบนี้ไปให้ได้อีกรอบนึง ในการเตรียมตัวมีเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากรู้ผล สถานฑูตจะส่ง guide line ของการสัมภาษณ์มาให้เรา เราจะต้องเริ่มด้วยการแนะนำตัว+background ของเรา+งานวิจัยที่เราสนใจจะทำต่อที่ญป ภายในเวลา 3 นาที ในส่วนนี้พยายามพูดสิ่งที่เราอยากจะพูดมากที่สุด หรือสิ่งที่แสดงความเกี่ยวข้องและส่งเสริมการไปเรียนต่อของเรา นอกจากนี้เรายังมีการเก็งคำถามที่กรรมการจะมีโอกาสถาม เพื่อคิดคำตอบที่ดีและสอดคล้องกับเรามากที่สุด เช่น ทำไมถึงต้องเป็นม.นี้, ทำไมต้องญป จะทำอะไรต่อหลังจากเรียนจบ รายละเอียดหัวข้อวิจัยของเรา บรรยากาศค่อนข้างที่จะไม่กดดันมาก เราสามารถเตรียมพอร์ตของเราซึ่งรวมโปรไฟล์ งานวิจัยที่เราได้ตีพิมพ์ การเข้าร่วม conference หรือผลงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้กรรมการพิจารณาระหว่างสัมฯได้ นี่เตรียมไปเลย 5 ชุด ซึ่งคำถามส่วนใหญ่ที่โดนถามก็เกี่ยวกับงานวิจัยของเรา และสิ่งที่อยากไปทำต่อจริงๆ และส่วนมากคำถามที่เก็งมาค่อนข้างตรงเลยไม่ประหม่ามากในการสัมฯมาก
หลังจากสัมฯใช้เวลาไม่นานในการประกาศผล จนสุดท้ายก็ผ่านการคัดเลือกมาได้ เมื่อผ่านการคัดเลือกก็จะต้องรอผลอย่างเป็นทางการจากฝั่งสถานฑูตฯที่ญึ่ปุ่น (ประมาณเดือน ธค-มค) และเมื่อผ่านแล้วเราจะได้จดหมายยืนยันส่งตรงถึงบ้านเพื่อไปทำเอกสาร ขอใบรับรองจากทางมหาลัยที่จะไปเรียนต่อ ทำวีซ่า เลือกช่วงเวลาในการเดินทางไปญึ่ปุ่นต่อไป (step นี้ทางสถานฑูตฯจะเป็นคนแนะนำขั้นตอนผ่านอีเมล)
หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับใครที่อยากสอบทุนมงฯ เพื่อมาเรียนที่ญี่ปุ่น แล้วขอให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านทำได้ตามที่ตั้งใจไว้ครับ
รีวิวการสอบทุนรัฐบาลญึ่ปุ่น Research student-Natural science 2024
โพสนี้จะรีวิวการสมัครในรอบ embassy recommendation หรือการสมัครผ่านสถานฑูต ซึ่งเราสมัครในประเภท research student ในหมวด R2B หรือ natural science ไป เพื่อไปเรียนต่อป.โท หรือ เอก โดย process ใหญ่ๆจะมีประมาณ 3 ขั้นตอนคือ
1. รอบใบสมัคร ที่จะมีการคัดเลือกผ่านโปรไฟล์และการตอบคำถามในใบสมัคร
2. รอบการสอบข้อเขียน จำเป็นจะต้องสอบรายวิชาตามที่เราเลือกไว้ในสาขาที่ต้องการจะไปเรียนต่อซึ่งจะมีกำหนดไว้ไม่เหมือนกันในแต่ละสาขา
3. การสอบสัมภาษณ์ หลังจากสอบผ่านก็จะต้องไปสัมฯกับทางสถานฑูตเพื่อคัดเลือกในรอบสุดท้าย
1.รอบใบสมัคร
เริ่มต้นที่การเขียนใบสมัคร กรอกข้อมูลส่วนตัวตามจริงให้ถูกต้อง มี publication อะไรก็ใส่ไปให้หมด แนบคะแนนภาษา (ได้ทั้งอิ้ง+ญป ก็จะดี) และเอกสารที่กำหนดในเกณฑ์ให้ครบ สิ่งที่สำคัญที่สุดในขั้นนี้คิดว่าเป็นการตอบคำถามภายในใบสมัคร หลักๆเลยคือ ทำไมถึงอยากไปเรียนที่ญี่ปุ่น, ทำไมต้องเป็นประเทศนี้ และ หลังจากเรียนจบจะทำอะไร ต้องคิดคำตอบให้รอบคอบ แล้วก็ดูสอดคล้องกับสิ่งที่จะไปเรียนให้มากที่สุด เราเองรีเชคกับตัวเองและให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดูความถูกต้องเรื่องภาษากับการเรียบเรียงก็นานอยู่เลยคิดว่าควรจะเตรียมไว้ อีกส่วนที่สำคัญคือ อาจารย์ที่ปรึกษา เนื่องจากการที่เราจะไปเรียนต่อในระดับ ป.โท/เอก งานวิจัยที่เราสนใจไปทำจะสำคัญมากๆ ดังนั้นควรที่จะศึกษาแล้วก็เลือกให้ตรงกับงานที่เราสนใจ หรือ ถ้าติดต่อและเริ่มคุยเกี่ยวกับความสนใจในงานวิจัยกับอาจารย์ตั้งแต่เนิ่นๆก็จะดีมาก (process นี้อยู่ช่วง เมษา-พฤษภา)
2.รอบการสอบข้อเขียน
หลังจากที่ส่งแล้วจะมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบข้อเขียนแล้วเราก็จะทำการเตรียมตัวสอบ วิชาที่ต้องสอบสำหรับ สายวิทย์ จะมี คณิต อังกฤษ ญี่ปุ่น และ วิทย์ (เลือก 1 ตัวจาก ฟิสิกส์,เคมี, ชีวะ ตามสายที่เรียน) ในที่นี้เราเลือกฟิสิกส์
ช่วงเช้าจะเป็นการสอบวิชาภาษาคือ ญี่ปุ่น+อิ้ง
สำหรับ วิชาภาษาญี่ปุ่น เป็น reference จากเราเองที่เองมีความรู้ภาษาญป จนถึง N4 ก็ไม่ได้ทำได้เยอะมากจะเป็นประมาณนี้
- พาร์ทเติมคำ ไล่ระดับจากง่าย-ยาก ทำได้จนถึงข้อกลางๆที่เหลือเดา
- เลือกคำตามบริบทประโยค เหมือนกับพาร์ทก่อนหน้าเลยแต่รู้สึกว่าสามารถเดาบริบทได้ดีกว่า
- คันจิ ให้คำอ่านมาแล้วหารูปประโยคที่เข้ากัน ส่วนตัวรู้สึกว่ายากเพราะจำคันจิได้ไม่เยอะ แต่ก็พอตอบได้บางข้อ
- reading passage เป็นพาร์ทที่คิดว่าทำได้เยอะที่สุด คำศัพท์ไม่ได้ยากจนเกินไปคำถามที่ถามก็ตรงไปตรงมา
**เรื่องตลกอย่างนึงคือตอนไปสอบในห้องสอบส่วนใหญ่ฟุบรอเวลา 30 นาทีแล้วลุกออกจากห้องเยอะมากๆ อาจเป็นเพราะเป็นปีแรกๆที่บังคับสอบภาษาญึ่ปุ่น ค่อนข้างตกใจเหมือนกันตอนนั้น หรือเขาอาจจะทำเสร็จภายใน 30 นาที ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ 555
ในส่วนของข้อสอบ วิชาภาษาอังกฤษ
มี cloze test, vocab, reading และ error เหมือนข้อสอบเก่าทุกอย่างฝึกทำเยอะๆ เชคแกรมม่าให้แม่นๆไม่ยากมาก ถ้าเตรียมตัวสอบ IELTS, TOEIC, etc. มาแล้วก็จับเวลาทำข้อสอบปีเก่าๆเพราะต้องบริหารเวลาแต่ละพาร์ทดีๆ
จบช่วงเช้าพักเที่ยง ต่อช่วงบ่ายเป็นวิชาคำนวณ
วิชาคณิตศาสตร์
ส่วนตัวไม่ชอบวิชานี้ที่สุดเพราะสโคปเนื้อหาค่อนข้างกว้าง หลายๆปีจะมีเรื่องที่คล้ายกันอยู่แต่จะไม่เหมือนกันหมด ปีที่สอบออก ทฤษฎีจำนวน, สมบัติ logarithm, ตรีโกณ, ภาคตัดกรวย, แคล กับลำดับอนุกรม นอกจากนี้ตัวคำตอบจะเป็นแบบเติมคำไม่มีตัวเลือก เลยไม่มั่นใจสุดๆ คิดว่าทำได้ไม่เกินครึ่ง ข้อแนะนำคือพยายามจับคอนเซปหรือสูตรที่จะใช้ในข้อนั้นๆให้ได้ก็จะพอไปต่อได้บ้าง
วิชาฟิสิกส์
วิชานี้จะเป็นแนวๆเดียวกับอิ้งคือ ข้อสอบเก่า กับ ข้อสอบสอวน. เข้าค่าย 1 ช่วยได้เยอะมาก แนวโจทย์จะเน้นไปที่การเข้าใจหลักการในแต่ละบทไม่ต้องคิดเลขเยอะมาก โดยตัวข้อสอบจะเป็นหัวข้อใหญ่แล้วก็แบ่งเป็นโจทย์ข้อย่อย ปีนี้เจอเรื่อง กลศาสตร์พื้นฐาน เช่น กฏนิวตัน, โมเมนตัม, งานพลังงาน, การเคลื่อนที่แบบวงกลม แล้วก็จะเป็น สนามไฟฟ้าแม่เหล็ก, thermo, gas dynamic, และ optic ก็เป็นวิชาที่มั่นใจพอๆกับอิ้งเลย
ทั้งหมดทั้งมวลคือถ้าเตรียมตัวทำข้อสอบเก่าจนหมดแล้วอยากทำโจทย์อีกเพื่อความมั่นใจ ก็เอาแนวข้อสอบ EJU มาทำเสริมด้วยเพราะเป็นแนวที่คล้ายๆกัน ปีนี้มีผู้มีสิทธิ์เข้าสอบทั้งประเทศในสายวิทย์ทั้งหมดประมาณ 80 คน ซึ่งโดยปกติจะผ่านเข้ารอบสัมภาษณ์ประมาณ 30 คน
3.การสอบสัมภาษณ์
สอบข้อเขียนแล้วได้ผลว่าผ่าน แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็ยังดีใจได้ไม่เต็มที่ เพราะต้องผ่านรอบนี้ไปให้ได้อีกรอบนึง ในการเตรียมตัวมีเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากรู้ผล สถานฑูตจะส่ง guide line ของการสัมภาษณ์มาให้เรา เราจะต้องเริ่มด้วยการแนะนำตัว+background ของเรา+งานวิจัยที่เราสนใจจะทำต่อที่ญป ภายในเวลา 3 นาที ในส่วนนี้พยายามพูดสิ่งที่เราอยากจะพูดมากที่สุด หรือสิ่งที่แสดงความเกี่ยวข้องและส่งเสริมการไปเรียนต่อของเรา นอกจากนี้เรายังมีการเก็งคำถามที่กรรมการจะมีโอกาสถาม เพื่อคิดคำตอบที่ดีและสอดคล้องกับเรามากที่สุด เช่น ทำไมถึงต้องเป็นม.นี้, ทำไมต้องญป จะทำอะไรต่อหลังจากเรียนจบ รายละเอียดหัวข้อวิจัยของเรา บรรยากาศค่อนข้างที่จะไม่กดดันมาก เราสามารถเตรียมพอร์ตของเราซึ่งรวมโปรไฟล์ งานวิจัยที่เราได้ตีพิมพ์ การเข้าร่วม conference หรือผลงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้กรรมการพิจารณาระหว่างสัมฯได้ นี่เตรียมไปเลย 5 ชุด ซึ่งคำถามส่วนใหญ่ที่โดนถามก็เกี่ยวกับงานวิจัยของเรา และสิ่งที่อยากไปทำต่อจริงๆ และส่วนมากคำถามที่เก็งมาค่อนข้างตรงเลยไม่ประหม่ามากในการสัมฯมาก
หลังจากสัมฯใช้เวลาไม่นานในการประกาศผล จนสุดท้ายก็ผ่านการคัดเลือกมาได้ เมื่อผ่านการคัดเลือกก็จะต้องรอผลอย่างเป็นทางการจากฝั่งสถานฑูตฯที่ญึ่ปุ่น (ประมาณเดือน ธค-มค) และเมื่อผ่านแล้วเราจะได้จดหมายยืนยันส่งตรงถึงบ้านเพื่อไปทำเอกสาร ขอใบรับรองจากทางมหาลัยที่จะไปเรียนต่อ ทำวีซ่า เลือกช่วงเวลาในการเดินทางไปญึ่ปุ่นต่อไป (step นี้ทางสถานฑูตฯจะเป็นคนแนะนำขั้นตอนผ่านอีเมล)
หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับใครที่อยากสอบทุนมงฯ เพื่อมาเรียนที่ญี่ปุ่น แล้วขอให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านทำได้ตามที่ตั้งใจไว้ครับ