หมีขั้วโลกอ้วนขึ้น! ท่ามกลางอาร์กติกที่กำลังละลาย



ท่ามกลางความกังวลว่าโลกร้อนและการหดหายของน้ำแข็งอาร์กติกจะคุกคามสัตว์ขั้วโลกอย่างหมีขั้วโลก
งานวิจัยชิ้นใหม่จากนอร์เวย์กลับพบข้อมูลที่น่าประหลาดใจ เมื่อหมีขั้วโลกรอบหมู่เกาะสฟาลบาร์ด (Svalbard)
มีสภาพร่างกายอ้วนสมบูรณ์ขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แม้พื้นที่น้ำแข็งทะเลจะลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม
ผลการศึกษานี้สะท้อนภาพความซับซ้อนของระบบนิเวศในยุคโลกรวน ที่ไม่ได้มีเพียง “ข่าวร้าย” เท่านั้น

งานวิจัยซึ่งนำโดย จอน อาร์ส (Jon Aars) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ (Norwegian Polar Institute)
ได้วิเคราะห์ข้อมูลการวัดสัดส่วนร่างกายจำนวน 1,188 ครั้ง จากหมีขั้วโลกโตเต็มวัย 770 ตัว
ที่ถูกจับและติดตามในพื้นที่สฟาลบาร์ด ระหว่างปี ค.ศ. 1992–2019 นักวิจัยนำข้อมูลดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับจำนวน
วันปลอดน้ำแข็ง (ice-free days) ในทะเลแบเรนตส์ ซึ่งเป็นพื้นที่ล่าสำคัญของหมีขั้วโลก
ผลการศึกษาพบว่า ตลอดระยะเวลา 27 ปี จำนวนวันปลอดน้ำแข็งเพิ่มขึ้นราว 100 วัน หรือเฉลี่ยประมาณ 4 วันต่อปี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ สภาพร่างกายโดยเฉลี่ยของหมีขั้วโลกกลับดีขึ้นหลังปี 2000
สะท้อนว่าหมีมีไขมันสะสมมากขึ้น แทนที่จะผอมลงตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์

จอน อาร์ส ระบุว่า “พวกมันมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายของการศึกษา ไม่ใช่ลดลง”
พร้อมอธิบายว่า การมีไขมันสะสมถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอดและการสืบพันธุ์
โดยเฉพาะหมีเพศเมีย หากน้ำหนักตัวต่ำกว่าระดับหนึ่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจไม่สามารถตั้งท้องได้

นักวิจัยเสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ การฟื้นตัวของเหยื่อบนบก
เช่น กวางเรนเดียร์และวอลรัส ซึ่งเคยถูกล่าอย่างหนักในอดีต อีกสมมติฐานหนึ่งคือ เมื่อแผ่นน้ำแข็งทะเลหดตัว
เหยื่อสำคัญอย่างแมวน้ำวงแหวน (ringed seal) อาจกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่น้ำแข็งที่เหลืออยู่ ทำให้หมีขั้วโลกสามารถล่าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยเตือนว่า แนวโน้มเชิงบวกนี้อาจไม่ยั่งยืน หากน้ำแข็งทะเลลดลงมากกว่านี้
หมีขั้วโลกอาจต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อหาแหล่งล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับประชากรหมีขั้วโลกในภูมิภาคอื่นของอาร์กติก
และอาจส่งผลให้พวกมันเริ่มผอมลงในอนาคต

ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า หมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดยังไม่ถึงจุดวิกฤต และในช่วงเวลาที่ผ่านมา
พวกมันกลับมีสภาพร่างกายดีขึ้นสวนทางกับการลดลงของน้ำแข็งทะเล อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่านี่อาจเป็นเพียงช่วงรอยต่อก่อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

“ข่าวดีก็คือ เรายังไม่ถึงจุดนั้น แต่ข่าวร้ายคือ เราเชื่อว่าในอนาคตเราจะไปถึง” จอน อาร์ส กล่าวทิ้งท้าย
งานวิจัยนี้จึงไม่ใช่สัญญาณให้วางใจ แต่เป็นเครื่องเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลซับซ้อน
และอาจซ่อนความเปราะบางที่ยังไม่ปรากฏชัด ซึ่งมนุษย์จำเป็นต้องติดตามและรับมืออย่างจริงจังต่อไป

แหล่งที่มา : TNN Thailand
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่