ลองคิดว่าถ้าได้มีชีวิตอันเป็นนิรันด์ จะมีอะไรที่เรายอมแลกกับสิ่งนี้อีก
หนังเรื่องนี้ดีเลย หนังเก่ามาก แต่มันน่าสนใจตรงที่เพลง Iris - Goo Goo Dolls ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเอามาใช้ประกอบหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ ใครที่เคยฟังเพลงนี้จะรู้เลยว่ามู้ดของเพลงมันดีมาก เนื้อเพลงมันเศร้านะ แต่มันลอย มันฟังดูเพ้อเจ้อและเหนือจริง แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้จบ มันปลดล็อคทุกคำในเพลงนี้ได้ทั้งหมด
And I'd give up forever to touch you
ผมยอมสละชีวิตอันเป็นนิรันด์นี้ เพียงเพื่อได้สัมผัสคุณ
ใช่ เทวดาหนุ่มคนนี้เค้ายอมสละชีวิตนั้นทิ้งไป เพื่อให้ได้อยู่กับผู้หญิงที่เค้ารัก
นี่คือธีมของหนังเรื่องนี้ City of angels เล่าถึงเรื่องราวของเหล่าเทวดาที่มีหน้าที่รับวิญญาณคนตายส่งขึ้นสวรรค์ พวกเค้าใช้ชีวิตอันเป็นนิรันด์ทำหน้าที่ตัวเองไปเรื่อยอยู่กับมนุษย์โลก แต่ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครสัมผัส หรือรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา วันหนึ่ง “เซธ” เทวดาหนุ่มได้บังเอิญไปสบตากับคุณหมอผ่าตัด “แมกกี้” เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงการถูกมองเห็นโดยใครซักคน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปเรื่อยๆ จนทำให้เขาเริ่มอยากจะรู้ว่าการได้ดมกลิ่น ได้สัมผัส ได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่มีต่อผู้หญิงคนนี้มันจะเป็นอย่างไร และวิธีการเดียวที่เขาจะทำได้ คือการสละชีวิตอันเป็นนิรันดิ์นี้ทิ้งไป เพื่อลงไปกลายเป็นมนุษย์ธรรมดา
ความโรแมนติกของมันถ้าให้มาพูดกันตรงนี้อาจจะยังรู้สึกเอ๊ะๆ นิดนึง คิดว่าเพราะหนังมันสั้นด้วย ทุกอย่างมันเลยกระชับไปหมด เลยรู้สึกว่าหนังมันไม่ทันได้ Groom ความสัมพันธ์ของเซธกับแมกกี้ให้ดีเลย รู้ตัวอีกทีทั้งคู่ก็รักกันไปแล้ว ในแง่ของความโรแมนติกเลยอาจจะยังไม่ได้เราซักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าประโยคไคล์แมกซ์ของหนังมันยังเป็นซีนที่ดี ที่โรแมนติกมากๆ อีกประโยคนึงในโลกของวงการภาพยนตร์ เมื่อเพื่อนเทวดาของเซธถามเขาว่า ถ้ารู้ว่าตอนจบมันจะออกมาแบบนี้ ไม่ได้สวยงามเหมือนที่คิดไว้ เค้ายังจะตัดสินใจแลกชีวิตแบบเดิมอยู่รึเปล่า
“I would rather have had one breath of her hair, one kiss of her mouth, one touch of her hand, than eternity without it. One.”
เซธตอบว่า ขอเพียงแค่ได้กลิ่นผมของเธอ ขอเพียงแค่ได้จูบเธอ ขอเพียงแค่ได้สัมผัสมือของเธอ เพียงแค่ครั้งเดียว นั่นก็คุ้มค่ามากกว่าความเป็นนิรันดร์ที่ไม่เคยได้มีสิ่งเหล่านี้
แต่สิ่งที่ได้เรามากๆ คือมุมมองของการ “มีชีวิต” ในฐานะมนุษย์ ชีวิตของเทวดาอย่างเซธเป็นชีวิตที่แสนยืนยาวและไร้ความเจ็บปวดก็จริง แต่แล้วยังไงต่อ เค้าไม่ได้สัมผัส ไม่ได้ลิ้มรสชาติ ไม่ได้รับกลิ่น ไม่ได้รู้ถึงการรู้สึกรักใครซักคน หรือเสียใจกับอะไรซักอย่าง ต่อให้มันจะยืนยาวและไร้ซึ่งความเจ็บปวด แต่มันจะเรียกว่า “มีชีวิต” จริงๆ แล้วรึเปล่า? หนังตั้งคำถามกับชีวิตได้ดี และทำให้คนดูได้ย้อนมองด้วยว่า “ชีวิต” ที่ตัวเองมีมันวิเศษมากเพียงใด และยังมีใครที่พร้อมจะยอมแลกสิ่งนี้กับทุกอย่างในชีวิตของเขา
นั่นทำให้ตอนจบของหนังเรื่องนี้มันงดงามมากๆ (ใครไม่อยากอ่านสปอยข้ามย่อหน้านี้ไปได้) เซธที่กลายเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ย้อนกลับไปที่ที่เหล่าเทวดามาฟังเพลงร่วมกันในทุกๆ เช้าที่พระอาทิตย์ขึ้นและตก (เทวดาเหล่านี้ไม่ต้องการอะไรเพื่อจะมีชีวิต ไม่หิว ไม่เจ็บปวด พวกเขาเพียงแต่ใช้ชีวิตทำหน้าที่ไปวันๆ และมาร่วมกันทำพิธีกรรมฟังเพลงริมทะเล อาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่บอกว่าชีวิตนี้ของพวกเขาคือใคร) วันนี้เซธกลับมาที่นี่ เขาไม่เห็นเหล่าเทวดา ไม่ได้ยินบทเพลงนั้น เขาไม่ได้มีชีวิตอันเป็นนิรันด์อย่างที่เคย แต่สิ่งที่เขามีวันนี้คือ “ชีวิต” ที่ได้สัมผัส โอบกอด กับแสงแดดและน้ำทะเล กับความรู้สึกสุขและทุกข์ข้างในหัวใจ และสิ่งเหล่านี้มันคุ้มค่าที่จะแลกแล้วสำหรับเขา
7/10
Movie name: City of angels (1998)
Janyourdiary
หากชอบรีวิวนี้ สามารถติดตามแจนได้ที่ JanYourDiary
❤️IG
https://www.instagram.com/janyourdiary_/
❤️Youtube
https://www.youtube.com/channel/UC3DBq3KJkNUiCnnPmTtmvLA
❤️FB fanpage
https://www.facebook.com/janyourdiary/
❤️Tiktok
https://www.tiktok.com/@janyourdiary_
[CR] รีวิวหนัง City of angels : หากมีชีวิตอันเป็นนิรันด์ จะมีอะไรที่เรายอมแลกกับสิ่งนี้อีก
ลองคิดว่าถ้าได้มีชีวิตอันเป็นนิรันด์ จะมีอะไรที่เรายอมแลกกับสิ่งนี้อีก
หนังเรื่องนี้ดีเลย หนังเก่ามาก แต่มันน่าสนใจตรงที่เพลง Iris - Goo Goo Dolls ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเอามาใช้ประกอบหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ ใครที่เคยฟังเพลงนี้จะรู้เลยว่ามู้ดของเพลงมันดีมาก เนื้อเพลงมันเศร้านะ แต่มันลอย มันฟังดูเพ้อเจ้อและเหนือจริง แต่พอได้ดูหนังเรื่องนี้จบ มันปลดล็อคทุกคำในเพลงนี้ได้ทั้งหมด
And I'd give up forever to touch you
ผมยอมสละชีวิตอันเป็นนิรันด์นี้ เพียงเพื่อได้สัมผัสคุณ
ใช่ เทวดาหนุ่มคนนี้เค้ายอมสละชีวิตนั้นทิ้งไป เพื่อให้ได้อยู่กับผู้หญิงที่เค้ารัก
นี่คือธีมของหนังเรื่องนี้ City of angels เล่าถึงเรื่องราวของเหล่าเทวดาที่มีหน้าที่รับวิญญาณคนตายส่งขึ้นสวรรค์ พวกเค้าใช้ชีวิตอันเป็นนิรันด์ทำหน้าที่ตัวเองไปเรื่อยอยู่กับมนุษย์โลก แต่ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครสัมผัส หรือรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา วันหนึ่ง “เซธ” เทวดาหนุ่มได้บังเอิญไปสบตากับคุณหมอผ่าตัด “แมกกี้” เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงการถูกมองเห็นโดยใครซักคน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปเรื่อยๆ จนทำให้เขาเริ่มอยากจะรู้ว่าการได้ดมกลิ่น ได้สัมผัส ได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่มีต่อผู้หญิงคนนี้มันจะเป็นอย่างไร และวิธีการเดียวที่เขาจะทำได้ คือการสละชีวิตอันเป็นนิรันดิ์นี้ทิ้งไป เพื่อลงไปกลายเป็นมนุษย์ธรรมดา
ความโรแมนติกของมันถ้าให้มาพูดกันตรงนี้อาจจะยังรู้สึกเอ๊ะๆ นิดนึง คิดว่าเพราะหนังมันสั้นด้วย ทุกอย่างมันเลยกระชับไปหมด เลยรู้สึกว่าหนังมันไม่ทันได้ Groom ความสัมพันธ์ของเซธกับแมกกี้ให้ดีเลย รู้ตัวอีกทีทั้งคู่ก็รักกันไปแล้ว ในแง่ของความโรแมนติกเลยอาจจะยังไม่ได้เราซักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าประโยคไคล์แมกซ์ของหนังมันยังเป็นซีนที่ดี ที่โรแมนติกมากๆ อีกประโยคนึงในโลกของวงการภาพยนตร์ เมื่อเพื่อนเทวดาของเซธถามเขาว่า ถ้ารู้ว่าตอนจบมันจะออกมาแบบนี้ ไม่ได้สวยงามเหมือนที่คิดไว้ เค้ายังจะตัดสินใจแลกชีวิตแบบเดิมอยู่รึเปล่า
“I would rather have had one breath of her hair, one kiss of her mouth, one touch of her hand, than eternity without it. One.”
เซธตอบว่า ขอเพียงแค่ได้กลิ่นผมของเธอ ขอเพียงแค่ได้จูบเธอ ขอเพียงแค่ได้สัมผัสมือของเธอ เพียงแค่ครั้งเดียว นั่นก็คุ้มค่ามากกว่าความเป็นนิรันดร์ที่ไม่เคยได้มีสิ่งเหล่านี้
แต่สิ่งที่ได้เรามากๆ คือมุมมองของการ “มีชีวิต” ในฐานะมนุษย์ ชีวิตของเทวดาอย่างเซธเป็นชีวิตที่แสนยืนยาวและไร้ความเจ็บปวดก็จริง แต่แล้วยังไงต่อ เค้าไม่ได้สัมผัส ไม่ได้ลิ้มรสชาติ ไม่ได้รับกลิ่น ไม่ได้รู้ถึงการรู้สึกรักใครซักคน หรือเสียใจกับอะไรซักอย่าง ต่อให้มันจะยืนยาวและไร้ซึ่งความเจ็บปวด แต่มันจะเรียกว่า “มีชีวิต” จริงๆ แล้วรึเปล่า? หนังตั้งคำถามกับชีวิตได้ดี และทำให้คนดูได้ย้อนมองด้วยว่า “ชีวิต” ที่ตัวเองมีมันวิเศษมากเพียงใด และยังมีใครที่พร้อมจะยอมแลกสิ่งนี้กับทุกอย่างในชีวิตของเขา
นั่นทำให้ตอนจบของหนังเรื่องนี้มันงดงามมากๆ (ใครไม่อยากอ่านสปอยข้ามย่อหน้านี้ไปได้) เซธที่กลายเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ย้อนกลับไปที่ที่เหล่าเทวดามาฟังเพลงร่วมกันในทุกๆ เช้าที่พระอาทิตย์ขึ้นและตก (เทวดาเหล่านี้ไม่ต้องการอะไรเพื่อจะมีชีวิต ไม่หิว ไม่เจ็บปวด พวกเขาเพียงแต่ใช้ชีวิตทำหน้าที่ไปวันๆ และมาร่วมกันทำพิธีกรรมฟังเพลงริมทะเล อาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่บอกว่าชีวิตนี้ของพวกเขาคือใคร) วันนี้เซธกลับมาที่นี่ เขาไม่เห็นเหล่าเทวดา ไม่ได้ยินบทเพลงนั้น เขาไม่ได้มีชีวิตอันเป็นนิรันด์อย่างที่เคย แต่สิ่งที่เขามีวันนี้คือ “ชีวิต” ที่ได้สัมผัส โอบกอด กับแสงแดดและน้ำทะเล กับความรู้สึกสุขและทุกข์ข้างในหัวใจ และสิ่งเหล่านี้มันคุ้มค่าที่จะแลกแล้วสำหรับเขา
7/10
Movie name: City of angels (1998)
Janyourdiary
หากชอบรีวิวนี้ สามารถติดตามแจนได้ที่ JanYourDiary
❤️IG https://www.instagram.com/janyourdiary_/
❤️Youtube https://www.youtube.com/channel/UC3DBq3KJkNUiCnnPmTtmvLA
❤️FB fanpage https://www.facebook.com/janyourdiary/
❤️Tiktok https://www.tiktok.com/@janyourdiary_
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้