วิเคราะห์ KOI Thé กับ KAMU KAMU สองตัวตึง ตลาดชานมไข่มุก ที่รายได้ยัง โตเรื่อย ๆ ทุกปี | BrandCase

มีความคล้ายกันมากๆ

https://www.facebook.com/share/p/18Yc8ToR3M/?mibextid=wwXIfr



-รู้ไหมว่าทั้ง KOI Thé และ KAMU KAMU นั้นเป็นแบรนด์ชานมที่ทำตลาดมานานมากกว่า 10 ปี ในไทย แต่ยังสามารถโตได้เรื่อย ๆ ทุกปี

โดยถ้ามาดูผลประกอบการปี 2567 ของทั้งสองแบรนด์

- KOI Thé
บริษัท โคอิ เตะ (ประเทศไทย) จำกัด
ปี 2567 รายได้ 609 ล้านบาท กำไร 32 ล้านบาท

- KAMU KAMU
บริษัท คามุ คามุ จำกัด
ปี 2567 รายได้ 496 ล้านบาท กำไร 25 ล้านบาท

BrandCase ชวนมาลองวิเคราะห์กันว่า สองเจ้านี้ทำอย่างไร ?

1. KOI Thé

เป็นแบรนด์ชานมพรีเมียมจากไต้หวัน ก่อตั้งในปี 2549
ก่อนที่จะนำเข้ามาในประเทศไทยในปี 2559 โดยตระกูล เอกแสงกุล

ซึ่งจุดเด่นหลัก ๆ ของ KOI Thé

- ความนิ่งของรสชาติ

รสชาติของ KOI Thé นั้น อาจจะไม่ได้ล้ำลึกหรือพรีเมียมเท่ากับร้านชานมหลักหลายร้อยบาท
แต่ก็เป็นแบรนด์ชานมพรีเมียม ที่หอมกำลังดี ไม่หวานไปไม่จืดไป

และก็มั่นใจได้ถึงความนิ่งของรสชาติในแต่ละสาขาที่ค่อนข้างเสถียร

โดยแบรนด์จะไม่เน้นจำนวนเมนูที่มาก มีกำลังพอดี เพื่อให้สามารถคุมคุณภาพได้อย่างดีที่สุด ง่ายต่อการคุมคุณภาพ และง่ายต่อการเทรนพนักงานด้วย

- คุณภาพกับราคา อยู่ในระดับที่โอเค ราคาตัวเริ่มต้นไม่แพง

ราคาอาจจะไม่ได้ถูกระดับหลักสิบต้น ๆ หรือเท่าชานมระดับแมสอื่น ๆ
แต่ก็อาจจะไม่ได้แพงเท่ากับร้านชานม Specialty พรีเมียม

คืออยู่ในโซนที่ทำให้คนรู้สึกว่า ได้ชานมพรีเมียม ในราคาที่เข้าถึงได้อยู่

โดยราคาของ KOI Thé จะเริ่มต้นอยู่ที่ 55 บาท

ตัวอย่างเมนู เช่น
KOI Thai Tea  ราคา 95 บาท
Golden Bubble Milk Tea ราคา 85 บาท
Black Tea Macchiato ราคา 75 บาท

- การขยายสาขาที่ตรงกับ Target ลูกค้า

ถ้าใครที่เป็นแฟนของร้านนี้ น่าจะรู้เลยว่า ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เหมือนว่า KOI Thé นั้นจะตามเราไปทุกที่

ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า หรือคอมมิวนิตีมอลล์ต่าง ๆ ก็จะเห็น KOI Thé นั้นตั้งอยู่เสมอ เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ไม่ว่าลูกค้าของพวกเขาอยู่ที่ไหน KOI Thé ก็น่าจะตามไปที่นั่น  

- การออกเมนูใหม่ ๆ ตามเทรนด์ ตามกระแส KOI Thé จะออกเมนูใหม่ ๆ อยู่ตลอด
เช่น Biscuit Fresh Milk, Orh Nee Series และ Uji Matcha Macchiato

-รีแบรนด์ รีโลโลใหม่ ปรับลุคให้ดูแปลกไปจากเดิม ไม่แก่ ไม่เก่า

ผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี ของ บริษัท โคอิ เตะ (ประเทศไทย) จำกัด
ปี 2565 รายได้ 486 ล้านบาท กำไร 35 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 584 ล้านบาท กำไร 53 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 609 ล้านบาท กำไร 32 ล้านบาท

ข้อมูลล่าสุด KOI Thé มีสาขาในไทย ทั้งหมด 71 สาขา

2. KAMU KAMU

KAMU KAMU เป็นแบรนด์ไทย ก่อตั้งโดย คุณทินกฤต สินทัตตโสภณ ที่เริ่มต้นจากร้านเล็ก ๆ ย่านอโศก เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2554

แต่ต่อมาก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนไปเข้าตาบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง OR

โดย OR ได้เข้ามาถือหุ้นประมาณ 25% ผ่านบริษัทลูกเพื่อเป็น Strategic Partner
และช่วยขยายสาขาใน PTT Station และ Lifestyle Mall ทั่วประเทศ

ซึ่งจุดเด่นหลัก ๆ ของ KAMU KAMU

- ราคาเข้าถึงง่าย โดยราคาของ KAMU KAMU จะเริ่มต้นอยู่ที่ 55 บาท  

ตัวอย่างเมนู เช่น
Kamu Original Milk Tea ราคา 60 บาท
Kamu Dino ราคา 90 บาท
Old-School Choco ราคา 60 บาท

- ดิไซน์แพ็กเกจจิงสะดุดตา ลูกค้าถ่ายรูปได้ ใช้พลังของโซเชียลมีเดียในการสร้างการรับรู้ของแบรนด์

-ล่าสุดก็เพิ่งรีแบรนด์ใหม่ ปรับภาพลักษณ์ให้ดูเฟรช เฟรนด์ลีขึ้น คุณภาพดีเหมือนเดิม แต่แบรนด์ไม่เก่า

- ความอินเทรนด์ ตามกระแส KAMU KAMU มักจะปรับตัวตามเทรนด์อยู่เสมอ ช่วงไหนไมโลรถโรงเรียนฮิต KAMU KAMU ก็ทำ

ช่วงไหนชาชีสมาแรง KAMU KAMU ก็มี เช่น Matcha Cheese Cream, School Milo Milk

- ยึดทำเล Lifestyle Mall ด้วยพลังของระบบนิเวศที่ดี โดยเฉพาะการมี OR เป็นพาร์ตเนอร์ทำให้ KAMU KAMU ขยายสาขาได้คล่องตัวมากขึ้น ทั้งจุดแวะพักระหว่างเดินทาง และตึกออฟฟิศใจกลางเมือง

ผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี ของ บริษัท คามุ คามุ จำกัด

ปี 2565 รายได้ 355 ล้านบาท กำไร 50 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 409 ล้านบาท กำไร 37 ล้านบาท
ปี 2567 รายได้ 496 ล้านบาท กำไร 25 ล้านบาท

ข้อมูลล่าสุด KAMU KAMU มีสาขาทั้งหมด 190 กว่าสาขา
และตั้งเป้าจะขยายเป็น 300 สาขาในอีก 3 ปีข้างหน้า...

จะเห็นว่า ทั้งสองแบรนด์นี้ ยังทำรายได้เติบโตมาได้ตลอดในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีแบรนด์ชานมใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดตลอดเวลา

แต่อีกเรื่องที่วิเคราะห์ได้ คือกำไรสุทธิของทั้งคู่ มีแนวโน้มลดลง ไม่ได้โตตามรายได้

ซึ่งตรงนี้ น่าจะพอบอกได้ว่า ตลาดนี้ น่าจะแข่งกันดุเดือด ไม่แพ้ตลาดอื่น ๆ เลย..

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่