หลังตรวจพบกลุ่มควันขนาดใหญ่เมื่อวันที่ 27 มกราคม เคลื่อนตัวจากฝั่งตะวันออกของประเทศ โดยเฉพาะจากจังหวัดนครนายก เข้าปกคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นผลจากการเผาขนาดใหญ่ในจังหวัดใกล้เคียงกว่า 13,000 ไร่ ส่งผลให้กลุ่มควันแผ่กระจายครอบคลุมพื้นที่ราว 1,700 ตารางกิโลเมตร จนก่อให้เกิดความกังวลต่อประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาการเผาในภาคการเกษตร
“รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช” อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดฯ ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดจึงเกิดการเผาในนาข้าวจำนวนมากในจังหวัดนครนายก เกษตรกรเป็นผู้ต้องรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ และควรมีแนวทางใดในการลดการเผาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปีในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับผู้กำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาการเผาในนาข้าวจังหวัดนครนายกได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
ทำไมถึงเผานาข้าว
"รศ.ดร.วิษณุ" กล่าวถึงกรณีที่ว่า เหตุใดพื้นที่นาข้าวในจังหวัดนครนายก โดยเฉพาะบริเวณตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จึงมีการเผาแปลงเกษตรเป็นจำนวนมาก โดยใช้ผลสำรวจของทีมวิจัย ที่สอบถามสัมภาษณ์เกษตรกรต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี (พ.ศ. 2567–2568) พบว่า มีปัจจัยสำคัญ 10 ประการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกรในการใช้วิธีเผาเพื่อจัดการแปลงเพาะปลูก
ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์และพันธุ์ข้าว แนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐ รวมถึงระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากฝุ่นพิษ PM2.5 และการเผาในพื้นที่ สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
ปัจจัยที่ 1: พันธุ์ข้าวที่ปลูกเป็นแบบข้าวขึ้นน้ำ (Floating Rice) ซึ่งมีลำต้นยาวและเหนียวมากกว่าข้าวที่ปลูกโดยทั่วไป ทำให้การไถกลบตอซังและการใช้เครื่องอัดก้อนฟางทำได้ยากเพราะเครื่องจักรไม่ได้ออกแบบมาสำหรับข้าวประเภทนี้ เครื่องอัดก้อนฟางสามารถอัดฟางข้าวได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น โดยฟางข้าวอีกครึ่งหนึ่งยังอยู่ในแปลง และด้วยลักษณะฟางข้าวที่ยาวและเหนียวทำให้ไม่นิยมนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ ทำให้ต้องจบด้วยการเผาเพื่อจัดการแปลง
ปัจจัยที่ 2: ไฟลามทุ่งยากที่จะดับ ด้วยลักษณะแปลงนาที่ไม่เหมือนแปลงนาทั่วไปที่มีคันนาแยกแปลง ทำให้การติดไฟจากแปลงหนึ่งสู่แปลงหนึ่งง่ายมาก ประกอบกับแปลงนากับบ้านเกษตรกรอยู่ห่างไกลกัน ทำให้เกษตรกรไม่รู้ว่าแปลงนาของตนเองเกิดไฟไหม้ นอกจากเกษตรกรบางรายที่ลักลอบเผา ยังมีผู้ไม่หวังดี เช่น คนหาหนู หางู และหาปลา มาช่วยเผา เป็นต้น
ปัจจัยที่ 3: เครื่องจักรโดยเฉพาะเครื่องอัดก้อนฟางและรถไถกลบตอซังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ความต้องการจัดการแปลงของเกษตรกรมักเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันซึ่งเกี่ยวข้องกับการปล่อยน้ำจากระบบชลประทาน และฤดูทำนาตามธรรมชาติ ทำให้ผู้ให้บริการเครื่องอัดก้อนฟางนิยมเลือกแปลงนาที่อยู่ติดถนนและสามารถเข้าถึงได้ง่ายเพราะต้นทุนให้บริการต่ำสุด ส่วนแปลงนาที่เข้าถึงยาก มีแปลงขนาดเล็ก และไกลจากถนนต้องจบด้วยการเผาเพื่อจัดการแปลง เพื่อให้สามารถไถจัดการแปลงได้ง่าย
ปัจจัยที่ 4: ไม่มีตลาดรับซื้อฟางข้าวที่เพียงพอกับปริมาณฟางข้าวที่มีเยอะมาก ๆ เมื่อขายฟางข้าวไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหนนอกแปลงนา ก็ต้องจบด้วยการเผา จากงานวิจัยพบว่ามีเกษตรกรเพียง 5% ของกลุ่มตัวอย่างที่สามารถขายฟางข้าวและมีรายได้จากการขายฟางข้าว
ปัจจัยที่ 5: นโยบายภาครัฐที่เน้นการสั่งห้ามเผา นโยบายภาครัฐที่เน้นการสั่งห้ามเผาพร้อมค่าปรับที่สูงทำให้เกษตรกรหลายรายขาดรายได้จากการขายก้อนฟางข้าวที่อัด เกษตรกรกลัวค่าปรับที่สูงเลยไม่เผากัน ทุกคนต้องการอัดก้อนฟาง ทำให้ปริมาณก้อนฟางมีมากกว่าปริมาณความต้องการรับซื้ออย่างมากมาย ด้วยความกลัวค่าปรับและโทษจากภาครัฐ เกษตรกรหลายคนจึงให้ฟางข้าวฟรี ๆ กับผู้ให้บริการอัดก้อนฟาง เกษตรกรบางรายต้องจ่ายเงินให้ผู้ให้บริกาเพื่อให้มาอัดก้อนฟางในแปลงของตน พร้อมเลี้ยงน้ำและรับรองอย่างดี
ปัจจัยที่ 6: การช่วยเหลือที่เข้าถึงเกษตรกรมีน้อยมาก นอกจากคำสั่งห้ามเผาแล้ว ภาครัฐยังช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการเผาไปสู่การไม่เผาน้อยมาก เช่น การอบรม การจัดหาจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง จากการสำรวจเกษตรกรที่ ต.ท่าเรือ มีเกษตรกรถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างที่รายงานว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ จากภาครัฐเพื่อให้ตนเองสามารถลดการเผาเพื่อจัดการแปลง
ปัจจัยที่ 7: ไม่สามารถเข้าถึงน้ำชลประทานหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง แม้พื้นที่เพาะปลูกข้าวใน ต.ท่าเรือ จะอยู่ในเขตชลประทาน แต่พื้นที่นี้ไม่สามารถเข้าถึงน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพราะเป็นพื้นที่ท้ายน้ำ ทำให้น้ำที่ส่งจากระบบชลประทานมาไม่ถึง เนื่องจากพื้นที่เกษตรที่อยู่ต้นน้ำ ดึงน้ำไปใช้จนหมด
ปัจจัยที่ 8: ขาดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มีเกษตรกรถึง 43.88% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสิ่งแวดล้อม มีเกษตรกรถึง 57.14% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพของตนเองและครอบครัว และมีเกษตรกรถึง 55.10% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพของคนในหมู่บ้าน
ปัจจัยที่ 9: ขาดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน เกษตรกรเพียง 34.69% ของกลุ่มตัวอย่างที่รู้ว่าการเผาเพื่อจัดการแปลงทำให้ดินเสื่อมโทรม ขณะที่เกษตรกร 15.31% ยังเชื่อว่าการเผาทำให้ดินมีคุณภาพที่ดีขึ้น และเกษตรกร 50% ยังไม่ทราบผลกระทบของการเผาเพื่อจัดการแปลงว่าทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ
ปัจจัยที่ 10: ความเชื่อเรื่องการเผาเป็นเรื่องปกติของคนในพื้นที่ ใครๆ ก็เผากัน งานศึกษาวิจัยค้นพบว่าปัจจัยนี้สำคัญมาก ๆ ที่ส่งผลต่อการเผาเพื่อจัดการแปลง
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1219181
งานวิจัยเผย 10 เหตุผล เกษตรกรนครนายกยัง 'เผานา' ท้าทายนโยบายแก้ PM2.5
“รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช” อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดฯ ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดจึงเกิดการเผาในนาข้าวจำนวนมากในจังหวัดนครนายก เกษตรกรเป็นผู้ต้องรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ และควรมีแนวทางใดในการลดการเผาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอข้อมูลจากงานวิจัยที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปีในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับผู้กำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาการเผาในนาข้าวจังหวัดนครนายกได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
ทำไมถึงเผานาข้าว
"รศ.ดร.วิษณุ" กล่าวถึงกรณีที่ว่า เหตุใดพื้นที่นาข้าวในจังหวัดนครนายก โดยเฉพาะบริเวณตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จึงมีการเผาแปลงเกษตรเป็นจำนวนมาก โดยใช้ผลสำรวจของทีมวิจัย ที่สอบถามสัมภาษณ์เกษตรกรต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี (พ.ศ. 2567–2568) พบว่า มีปัจจัยสำคัญ 10 ประการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกรในการใช้วิธีเผาเพื่อจัดการแปลงเพาะปลูก
ซึ่งครอบคลุมทั้งข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์และพันธุ์ข้าว แนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐ รวมถึงระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากฝุ่นพิษ PM2.5 และการเผาในพื้นที่ สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
ปัจจัยที่ 1: พันธุ์ข้าวที่ปลูกเป็นแบบข้าวขึ้นน้ำ (Floating Rice) ซึ่งมีลำต้นยาวและเหนียวมากกว่าข้าวที่ปลูกโดยทั่วไป ทำให้การไถกลบตอซังและการใช้เครื่องอัดก้อนฟางทำได้ยากเพราะเครื่องจักรไม่ได้ออกแบบมาสำหรับข้าวประเภทนี้ เครื่องอัดก้อนฟางสามารถอัดฟางข้าวได้เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น โดยฟางข้าวอีกครึ่งหนึ่งยังอยู่ในแปลง และด้วยลักษณะฟางข้าวที่ยาวและเหนียวทำให้ไม่นิยมนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ ทำให้ต้องจบด้วยการเผาเพื่อจัดการแปลง
ปัจจัยที่ 2: ไฟลามทุ่งยากที่จะดับ ด้วยลักษณะแปลงนาที่ไม่เหมือนแปลงนาทั่วไปที่มีคันนาแยกแปลง ทำให้การติดไฟจากแปลงหนึ่งสู่แปลงหนึ่งง่ายมาก ประกอบกับแปลงนากับบ้านเกษตรกรอยู่ห่างไกลกัน ทำให้เกษตรกรไม่รู้ว่าแปลงนาของตนเองเกิดไฟไหม้ นอกจากเกษตรกรบางรายที่ลักลอบเผา ยังมีผู้ไม่หวังดี เช่น คนหาหนู หางู และหาปลา มาช่วยเผา เป็นต้น
ปัจจัยที่ 3: เครื่องจักรโดยเฉพาะเครื่องอัดก้อนฟางและรถไถกลบตอซังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ความต้องการจัดการแปลงของเกษตรกรมักเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันซึ่งเกี่ยวข้องกับการปล่อยน้ำจากระบบชลประทาน และฤดูทำนาตามธรรมชาติ ทำให้ผู้ให้บริการเครื่องอัดก้อนฟางนิยมเลือกแปลงนาที่อยู่ติดถนนและสามารถเข้าถึงได้ง่ายเพราะต้นทุนให้บริการต่ำสุด ส่วนแปลงนาที่เข้าถึงยาก มีแปลงขนาดเล็ก และไกลจากถนนต้องจบด้วยการเผาเพื่อจัดการแปลง เพื่อให้สามารถไถจัดการแปลงได้ง่าย
ปัจจัยที่ 4: ไม่มีตลาดรับซื้อฟางข้าวที่เพียงพอกับปริมาณฟางข้าวที่มีเยอะมาก ๆ เมื่อขายฟางข้าวไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะเอาไปไว้ที่ไหนนอกแปลงนา ก็ต้องจบด้วยการเผา จากงานวิจัยพบว่ามีเกษตรกรเพียง 5% ของกลุ่มตัวอย่างที่สามารถขายฟางข้าวและมีรายได้จากการขายฟางข้าว
ปัจจัยที่ 5: นโยบายภาครัฐที่เน้นการสั่งห้ามเผา นโยบายภาครัฐที่เน้นการสั่งห้ามเผาพร้อมค่าปรับที่สูงทำให้เกษตรกรหลายรายขาดรายได้จากการขายก้อนฟางข้าวที่อัด เกษตรกรกลัวค่าปรับที่สูงเลยไม่เผากัน ทุกคนต้องการอัดก้อนฟาง ทำให้ปริมาณก้อนฟางมีมากกว่าปริมาณความต้องการรับซื้ออย่างมากมาย ด้วยความกลัวค่าปรับและโทษจากภาครัฐ เกษตรกรหลายคนจึงให้ฟางข้าวฟรี ๆ กับผู้ให้บริการอัดก้อนฟาง เกษตรกรบางรายต้องจ่ายเงินให้ผู้ให้บริกาเพื่อให้มาอัดก้อนฟางในแปลงของตน พร้อมเลี้ยงน้ำและรับรองอย่างดี
ปัจจัยที่ 6: การช่วยเหลือที่เข้าถึงเกษตรกรมีน้อยมาก นอกจากคำสั่งห้ามเผาแล้ว ภาครัฐยังช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการเผาไปสู่การไม่เผาน้อยมาก เช่น การอบรม การจัดหาจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง จากการสำรวจเกษตรกรที่ ต.ท่าเรือ มีเกษตรกรถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างที่รายงานว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ จากภาครัฐเพื่อให้ตนเองสามารถลดการเผาเพื่อจัดการแปลง
ปัจจัยที่ 7: ไม่สามารถเข้าถึงน้ำชลประทานหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง แม้พื้นที่เพาะปลูกข้าวใน ต.ท่าเรือ จะอยู่ในเขตชลประทาน แต่พื้นที่นี้ไม่สามารถเข้าถึงน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพราะเป็นพื้นที่ท้ายน้ำ ทำให้น้ำที่ส่งจากระบบชลประทานมาไม่ถึง เนื่องจากพื้นที่เกษตรที่อยู่ต้นน้ำ ดึงน้ำไปใช้จนหมด
ปัจจัยที่ 8: ขาดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มีเกษตรกรถึง 43.88% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสิ่งแวดล้อม มีเกษตรกรถึง 57.14% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพของตนเองและครอบครัว และมีเกษตรกรถึง 55.10% ของกลุ่มตัวอย่างไม่ทราบหรือทราบน้อยถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อสุขภาพของคนในหมู่บ้าน
ปัจจัยที่ 9: ขาดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ PM2.5 ต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน เกษตรกรเพียง 34.69% ของกลุ่มตัวอย่างที่รู้ว่าการเผาเพื่อจัดการแปลงทำให้ดินเสื่อมโทรม ขณะที่เกษตรกร 15.31% ยังเชื่อว่าการเผาทำให้ดินมีคุณภาพที่ดีขึ้น และเกษตรกร 50% ยังไม่ทราบผลกระทบของการเผาเพื่อจัดการแปลงว่าทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ
ปัจจัยที่ 10: ความเชื่อเรื่องการเผาเป็นเรื่องปกติของคนในพื้นที่ ใครๆ ก็เผากัน งานศึกษาวิจัยค้นพบว่าปัจจัยนี้สำคัญมาก ๆ ที่ส่งผลต่อการเผาเพื่อจัดการแปลง
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1219181