“คำสารภาพและยุทธศาสตร์การเมือง” โดย อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ #ผู้ว่ากทม

อ.ชัชชาติเน้นย้ำความสำคัญของการแก้ปัญหา "เส้นเลือดฝอย" ควบคู่ไปกับ "เส้นเลือดใหญ่" โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง Traffy Fondue เข้ามาเปลี่ยนระบบราชการให้เป็นแพลตฟอร์มที่ประชาชนมีส่วนร่วมได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่อง "พันธสัญญาทางสังคม (Social Contract)" ที่ทั้ง กทม. และประชาชนต้องร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนเมืองอย่างยั่งยืน

________________

1. ความฝันที่ทำให้ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก

อ.ชัชชาติยอมรับว่ามีไม่กี่โครงการที่ทำให้คนเป็นผู้ว่าฯ ต้องนอนไม่หลับ หนึ่งในนั้นคือโครงการที่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมคนครั้งใหญ่อย่างการแยกขยะ โดยยึดคติว่า "ถ้าความฝันของเรายังไม่ทำให้เรากลัว แสดงว่าเรายังฝันไม่ไกลพอ" การทำงานจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของการบริหารความกลัวและความคาดหวังของประชาชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงให้สำเร็จ แม้จะเป็นงานที่ยากและกดดันจนใจสั่นในบางครั้งก็ตาม

2. ยุทธศาสตร์เส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอย

การมองเมืองเหมือนร่างกายมนุษย์คือหัวใจหลัก กรุงเทพฯ มี "เส้นเลือดใหญ่" อย่างรถไฟฟ้าและอุโมงค์ยักษ์ที่ดีในระดับโลก แต่กลับมี "เส้นเลือดฝอย" ที่อ่อนแอ เช่น ทางเท้าที่ไม่ดีหรือท่อระบายน้ำที่อุดตัน อ.ชัชชาติเน้นว่าต้องทำทั้งสองอย่างขนานกันไป เพราะ "โซ่จะขาดตรงข้อที่อ่อนที่สุด" หากเส้นเลือดฝอยพัง คุณภาพชีวิตคนเมืองก็ไม่ดีขึ้น การโฟกัสที่เส้นเลือดฝอยจึงเป็นการแก้ Pain Point ที่อยู่ใกล้ตัวประชาชนมากที่สุดโดยใช้ความใส่ใจมากกว่างบประมาณ

3. เปลี่ยนระบบราชการจาก "ท่อ" เป็น "แพลตฟอร์ม"

การใช้เทคโนโลยีอย่าง Traffy Fondue คือการปฏิวัติระบบราชการโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย จากเดิมที่การสั่งงานเป็น "ระบบท่อ" ตามลำดับชั้นที่ล่าช้า เปลี่ยนมาเป็น "แพลตฟอร์ม" ที่ทุกคนแย่งกันให้บริการประชาชน เหมือนแอปฯ สั่งอาหารที่เมื่อมีปัญหาปุ๊บ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามารถเห็นและแก้ไขได้ทันที เป็นการดึงอำนาจการตรวจสอบมาไว้ที่มือประชาชน ทำให้การทำงานโปร่งใสและเห็นชัดว่าปัญหาค้างอยู่ที่ใคร มีการให้ดาวและเรตติ้งเพื่อวัดประสิทธิภาพจริง

4. พลังแห่งความไว้ใจและการมีส่วนร่วม

จากสถิติการแจ้งเหตุผ่าน Traffy Fondue กว่า 1.3 ล้านเรื่อง อ.ชัชชาติไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องที่ถูกด่า แต่คือ "ความไว้ใจ" ที่ประชาชนมีให้กทม. และกทม. ก็ต้องไว้ใจประชาชนเช่นกัน การที่ชาวบ้านยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปแจ้งปัญหา หมายความว่าเขาเชื่อว่าแจ้งแล้วจะได้รับการแก้ไข เป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์จากคนแปลกหน้ามาเป็นพันธมิตรที่ช่วยกันดูแลเมือง ทำให้เกิดการกระจายอำนาจที่แท้จริงที่เกิดขึ้นได้ทุกวินาทีผ่านปลายนิ้ว

5. การบริหารจัดการ "ฤดูฝุ่น" และ "ฤดูฝน"

สภาพอากาศเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้แต่ "พยากรณ์ได้" กทม. จึงหันมาเน้นการใช้ข้อมูลเพื่อเตือนภัยล่วงหน้าให้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 ที่ซับซ้อน อ.ชัชชาติใช้วิธีหาความร่วมมือข้ามหน่วยงานแทนการโทษกัน เช่น การคุยกับกรมควบคุมมลพิษเพื่อปรับเกณฑ์ควันดำให้เข้มงวดขึ้น หรือการทำโครงการร่วมกับเอกชนลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองในช่วงหน้าฝุ่น เพื่อลดต้นเหตุของมลพิษจากต้นทางอย่างเป็นรูปธรรม

6. ทางออกของการเผา: ไม่ใช่แค่สั่งห้ามแต่ต้องหา Solution

ปัญหาการเผาในภาคเกษตรเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ อ.ชัชชาติย้ำว่า "เราจะไปโทษเกษตรกรอย่างเดียวไม่ได้ เพราะมันคือวิธีที่ถูกที่สุดสำหรับเขา" กทม. จึงเริ่มจากการแก้ปัญหาในพื้นที่ตัวเองด้วยการแจกเครื่องอัดฟางให้ชาวนาเพื่อลดการเผาจนเป็นศูนย์ และยังลามไปช่วยประสานงานกับจังหวัดข้างเคียงโดยการส่งจุลินทรีย์ไปฉีดเพื่อสลายตอซังทดแทนการเผา เป็นการทำงานเชิงรุกที่มุ่งเน้นการมอบ "ทางเลือก" แทนการใช้เพียง "กฎหมาย" บังคับ

7. คำสารภาพเรื่องการแยกขยะ: ขุมทรัพย์ที่ถูกละเลย

กทม. ใช้เงินจัดการขยะปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท แต่เก็บรายได้คืนได้เพียง 600 ล้านบาท อ.ชัชชาติอยากเปลี่ยนมายเซตว่าขยะไม่ใช่ภาระแต่คือ "สมบัติ" โดยมีนโยบาย "ไม่แยกไม่เลิก" ที่พยายามกระตุ้นให้คนแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง หากประชาชนจัดการตัวเองได้ ขยะรีไซเคิลและเศษอาหารก็จะกลายเป็นรายได้ของครัวเรือน และช่วยลดต้นทุนมหาศาลของเมืองที่สามารถนำไปพัฒนาด้านอื่น เช่น การศึกษาหรือสาธารณสุขได้อีกมาก

8. อย่าสร้างภาระให้ผู้ปฏิบัติงานหน้างาน

อ.ชัชชาติให้เกียรติพนักงานเก็บขยะและกวาดถนนว่าเป็น "Expert ด้านการแยกขยะ" ที่เก่งที่สุด และเน้นย้ำกับทีมงานเสมอว่า "ห้ามไปสร้างงานเพิ่มให้เขา" การขอให้ประชาชนแยกขยะไม่ใช่แค่เรื่องความสะอาด แต่คือการช่วยลดภาระงานหนักของเจ้าหน้าที่หน้างาน หากเราแยกขยะเศษอาหารออกไปได้ ขยะที่เหลือจะจัดการง่ายขึ้นมาก กทม. จึงพยายามสนับสนุนอุปกรณ์และภาชนะที่เหมาะสมเพื่อรองรับการแยกขยะจากบ้านเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ

9. การจัดระเบียบสัตว์เลี้ยง: ป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุ

นโยบายการขึ้นทะเบียนและฝังชิปสัตว์เลี้ยง (หมา-แมว) ไม่ใช่การรังแกเจ้าของ แต่เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในชุมชนและการทิ้งสัตว์ในระยะยาว การมีข้อกำหนดเรื่องจำนวนการเลี้ยงในแต่ละพื้นที่ช่วยให้มีบรรทัดฐานทางกฎหมายเวลาเกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ อ.ชัชชาติเน้นการทำงานเชิงรุกโดยการฝังชิปไปแล้วกว่า 5-6 หมื่นตัว ซึ่งเป็นการนำสัตว์เข้าสู่ระบบเพื่อให้เมืองบริหารจัดการปัญหาสุขอนามัยและสวัสดิภาพสัตว์ได้ดีขึ้น

10. Social Contract: พันธสัญญาทางสังคมเพื่อเมืองที่ดี

เมืองไม่ได้อยู่ได้ด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ด้วย "หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน" กทม. มีหน้าที่เก็บขยะและดูแลทางเท้าให้ดี ในขณะที่ประชาชนก็ต้องมีสัญญาใจร่วมกัน เช่น ไม่ทิ้งขยะเรี่ยราด ไม่ขับมอเตอร์ไซค์บนทางเท้า "ถ้าเราต่างคนต่างทำหน้าที่และมีพันธสัญญาระหว่างกัน เมืองจะดีขึ้นแน่นอน" การสร้างจิตสำนึกนี้ต้องปลูกฝังตั้งแต่ในโรงเรียนจนถึงครอบครัว เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

11. ทีมงานและเครือข่าย: คนเก่งอยู่นอกศาลาว่าการ

อ.ชัชชาติเชื่อว่า "คนเก่งไม่ได้อยู่ใน กทม. แต่อยู่ข้างนอก" หัวใจของความสำเร็จคือการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่เข้มแข็ง กทม. มีพนักงานแค่ 8 หมื่นคน แต่มีประชากรรวมประชากรแฝงกว่า 10 ล้านคน หากดึงคนเก่งและอาสาสมัครจากหลากหลายสาขามาช่วยกันดูคุณภาพงานและตั้งตัวชี้วัดที่ชัดเจน พลังในการเปลี่ยนเมืองจะมหาศาลกว่าการทำงานโดยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ทีมงานที่หลากหลายจึงเป็นคำตอบของการแก้ปัญหาที่ครอบคลุมทุกมิติ

12. ประชาธิปไตยที่กินได้และมีอำนาจทุกวินาที

มุมมองต่อการเลือกตั้งของอ.ชัชชาติคือ "การเลือกตั้งเกิดขึ้นทุก 4 ปีครั้ง แต่การแจ้งปัญหาผ่านแอปฯ คือการมีอำนาจทุกวินาที" ประชาชนมีสิทธิกำหนดความเป็นไปของเมืองได้ตลอดเวลาผ่านการแจ้งเหตุและตรวจสอบ การที่ผู้บริหารเปลี่ยนจากการ "จ้องหน้ากันเอง" มาเป็น "หันหน้าหาประชาชน" โดยมีผู้ว่าฯ คอย "ดันหลัง" ให้เจ้าหน้าที่ทำงาน คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การบริหารเมืองก้าวไปสู่ความเป็นสากลและมีความรับผิดชอบต่อพลเมืองอย่างแท้จริง

นักลงทุนอัลฟ่า Alpha Investor
Cr⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่