หากเรามองภาพรวมทั้งประเทศในสภาวะที่โลก "สงบสุข" และการค้าโลกไหลเวียนได้อย่างเต็มที่ เม็ดเงินที่บริษัทอเมริกันสร้างได้จะมหาศาลจนตัวเลขบริษัทอาวุธกลายเป็น "เศษเงิน" ไปเลยครับ
จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุดในปี 2025 หากคำนวณจากรายได้ของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 500 อันดับแรกของอเมริกา (Fortune 500) ตัวเลขความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นต่อปีจะเป็นดังนี้ครับ:
💰 รายได้รวมของยักษ์ใหญ่เมกันใน 1 ปี
(คำนวณจาก Fortune 500 ประจำปี 2025)
| รายการ | มูลค่า (ดอลลาร์สหรัฐ) | มูลค่า (เงินบาทโดยประมาณ) |
|---|---|---|
| รายได้รวม (Total Revenue) | $19.9 ล้านล้าน | ~700 ล้านล้านบาท |
| กำไรสุทธิ (Total Profits) | $1.87 ล้านล้าน | ~65 ล้านล้านบาท |
📊 เจาะลึกความรวย: ใครคือตัวขับเคลื่อนใน "ยามสงบ"?
ในตัวเลข 700 ล้านล้านบาทนี้ มาจากกลุ่มธุรกิจที่ต้องการความสงบสุขเป็นหลัก:
* กลุ่มค้าปลีกและอุปโภค (Retail/Consumer): เฉพาะ Walmart และ Amazon สองบริษัทนี้ก็ทำรายได้รวมกันไปเกือบ 46 ล้านล้านบาท ต่อปีแล้วครับ (ใหญ่กว่า Lockheed Martin เกือบ 20 เท่า)
* กลุ่มเทคโนโลยี (Big Tech): กลุ่ม Apple, Microsoft, Alphabet (Google) ทำรายได้รวมกันมหาศาล เพราะในยามสงบ ผู้คนจะใช้เงินไปกับการอัปเกรดชีวิตดิจิทัลและซอฟต์แวร์
* กลุ่มสุขภาพ (Healthcare): บริษัทอย่าง UnitedHealth หรือ CVS Health รวยเงียบๆ จากการดูแลสุขภาพของคน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนให้ความสำคัญที่สุดเมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องสงคราม
🌍 ทำไมความสงบสุขถึงทำให้เมกันรวยกว่า?
* GDP ทั่วโลกเติบโต: เมื่อโลกไม่มีสงคราม ประเทศต่างๆ จะมีเงินมาซื้อ iPhone, ใช้บริการ Cloud ของ Microsoft และสั่งของผ่าน Amazon มากขึ้น
* ต้นทุนการขนส่งลดลง: สงครามทำให้ค่าระวางเรือและน้ำมันแพง ในยามสงบ บริษัทอย่าง FedEx หรือ UPS จะทำกำไรได้ดีขึ้นมากเพราะส่งของได้ทั่วโลกในราคาถูก
* การท่องเที่ยวไร้พรมแดน: บริษัทบัตรเครดิตอย่าง Visa และ Mastercard จะรวยเละจากค่าธรรมเนียมรูดบัตรของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
บทสรุป: อาวุธ vs ความสงบ
ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ:
> รายได้จาก "ความขัดแย้ง" (บริษัทอาวุธทั้งหมดรวมกัน) คิดเป็นเพียง ประมาณ 2-3% ของรายได้ทั้งหมดที่บริษัทเมกันทำได้ในแต่ละปีครับ
>
ดังนั้น ในเชิงเศรษฐกิจ อเมริกายิ่งรวยขึ้นมหาศาลเมื่อโลกสงบสุข เพราะเขากุม "ไลฟ์สไตล์" ของคนทั้งโลกเอาไว้ ไม่ใช่แค่เครื่องจักรสังหารครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ถ้าพูดถึงบริษัทอเมริกันที่ "รวยจากความสงบสุข" หรือเติบโตได้ดีที่สุดเมื่อโลกไม่มีสงครามและเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ เราต้องมองไปที่กลุ่มที่พึ่งพา การบริโภคทั่วโลก (Global Consumption) และ การเคลื่อนที่ของผู้คน (Global Mobility) ครับ
นี่คือกลุ่มบริษัทอเมริกันที่เป็น "เจ้าโลก" ในสภาวะสงบสุขครับ:
1. กลุ่มระบบชำระเงินและสถาบันการเงิน (Financial & Payments)
กลุ่มนี้คือ "กระดูกสันหลังของการค้าโลก" ยิ่งคนออกไปเที่ยว ยิ่งคนช้อปปิ้งออนไลน์ข้ามประเทศ บริษัทเหล่านี้ยิ่งรวยขึ้นจากค่าธรรมเนียม
* Visa & Mastercard: สองยักษ์ใหญ่นี้แทบจะผูกขาดการชำระเงินโลก ในยามสงบที่การท่องเที่ยวเฟื่องฟู รายได้จากค่าธรรมเนียมรูดบัตรข้ามประเทศคือบ่อเงินบ่อทองมหาศาล
* JPMorgan Chase: ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา รายได้จะพุ่งสูงเมื่อตลาดหุ้นมีเสถียรภาพและมีการลงทุนใหม่ๆ จากภาคธุรกิจ
2. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods & Retail)
บริษัทเหล่านี้ต้องการ "Supply Chain" ที่ราบรื่นและการเปิดเสรีทางการค้าเพื่อให้ส่งของไปขายได้ทุกหัวระแหง
* Walmart: บริษัทที่มี รายได้สูงที่สุดในโลก (ประมาณ 22-23 ล้านล้านบาทต่อปี) ความรวยของ Walmart มาจากการที่คนอเมริกันและคนทั่วโลกมีกำลังซื้อและมีความมั่นใจในการใช้ชีวิต
* Coca-Cola & PepsiCo: สัญลักษณ์ของวัฒนธรรมอเมริกันที่ขายได้ทุกที่ในโลก ยามสงบสุขคือเวลาที่พวกเขาสามารถขยายการกระจายสินค้าไปได้แม้แต่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลที่สุด
* Costco: เน้นขายของปริมาณมากให้ครอบครัวชนชั้นกลาง ซึ่งจะเติบโตได้ดีที่สุดเมื่อเศรษฐกิจมั่นคง
3. กลุ่มการเดินทางและท่องเที่ยว (Travel & Hospitality)
กลุ่มนี้คือกลุ่มแรกที่จะ "เจ๊ง" เมื่อมีสงคราม และจะ "รวยเละ" เมื่อโลกสงบสุข
* Booking Holdings (เจ้าของ Booking.com, Agoda): บริษัทสัญชาติอเมริกันที่ครองตลาดจองโรงแรมโลก รายได้ขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยวโดยตรง
* Marriott International & Hilton: ยักษ์ใหญ่โรงแรมที่มีสาขาทั่วโลก
* Delta & United Airlines: สายการบินที่เน้นเส้นทางระหว่างประเทศ
4. กลุ่มยานยนต์และพลังงานสะอาด (Automotive & EV)
* Tesla: การซื้อรถยนต์ไฟฟ้าราคาสูงเป็นเรื่องของ "ความเชื่อมั่นในอนาคต" ในยามที่ผู้คนรู้สึกปลอดภัยเกี่ยวกับงานและรายได้ Tesla จะมียอดขายที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
สรุปเปรียบเทียบรายต่อปี (โดยประมาณ)
| บริษัท | รายได้ (ล้านล้านบาท) | แหล่งที่มาของความรวยในยามสงบ |
|---|---|---|
| Walmart | ~22.7 | การบริโภคในครัวเรือนและการขนส่งที่ราบรื่น |
| JPMorgan Chase | ~5.5 | การลงทุน, เงินกู้ และเสถียรภาพทางการเงิน |
| Coca-Cola | ~1.6 | การกระจายสินค้าไปทั่วโลก (Global Reach) |
| Visa | ~1.1 | การรูดบัตรช้อปปิ้งและท่องเที่ยวทั่วโลก |
| Marriott | ~0.8 | การเข้าพักของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ |
ข้อสังเกตที่น่าสนใจ:
ถ้าคุณเอา Walmart (22.7 ล้านล้าน) มาเทียบกับ Lockheed Martin (2.5 ล้านล้าน) คุณจะเห็นว่า "ความต้องการกินดีอยู่ดี" ของมนุษย์ สร้างเม็ดเงินได้มากกว่า "ความต้องการอาวุธ" ถึงเกือบ 10 เท่าครับ
อเมริกาจึงเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากโลกที่สงบสุข เพราะเขามีบริษัทที่ครองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไว้หมดแล้ว ทั้งการกิน (Walmart/Coke), การใช้เงิน (Visa), การสื่อสาร (Google/Meta) และการเดินทาง (Boeing/Marriott) ครับ
มีกลุ่มธุรกิจประเภทไหนที่คุณอยากให้เปรียบเทียบเพิ่มไหมครับ? เช่น กลุ่มพลังงาน (ExxonMobil) หรือกลุ่มยา (Pfizer)?
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้หากเปรียบเทียบกับบริษัทอาวุธ (Defense Tech) ที่คุณเห็นว่าทำรายได้ปีละ 2 ล้านล้านบาท ต้องบอกว่า "ยักษ์ใหญ่ Big Tech" และ "ความบันเทิง" ของอเมริกานั้นทำรายได้ทิ้งห่างไปหลายเท่าตัวครับ โดยเฉพาะใน "สภาวะโลกปกติหรือสงบสุข" ที่การบริโภคและการโฆษณาเติบโตได้เต็มที่
นี่คือข้อมูลรายได้โดยประมาณต่อปี (อ้างอิงปี 2024-2025) เมื่อแปลงเป็นเงินบาทเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนครับ:
ตารางเปรียบเทียบรายได้: Big Tech vs Entertainment vs Defense
(คำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 35 บาท/ดอลลาร์)
| กลุ่มอุตสาหกรรม | บริษัท | รายได้ต่อปี (ประมาณการ) | เทียบเท่ากับ Lockheed Martin |
|---|---|---|---|
| Big Tech / Commerce | Amazon | ~22.3 ล้านล้านบาท | ~9 เท่า |
| Big Tech / Gadget | Apple | ~13.7 ล้านล้านบาท | ~5.5 เท่า |
| Big Tech / Search & Ads | Alphabet (Google) | ~12.2 ล้านล้านบาท | ~5 เท่า |
| Entertainment | Disney | ~3.2 ล้านล้านบาท | ~1.3 เท่า |
| Defense (อาวุธ) | Lockheed Martin | ~2.5 ล้านล้านบาท | 1 เท่า (ฐานเปรียบเทียบ) |
| Streaming | Netflix | ~1.3 ล้านล้านบาท | ~0.5 เท่า |
วิเคราะห์: ทำไม "ยามสงบ" บริษัทเทคและบันเทิงถึงรวยกว่าอาวุธ?
1. พลังของการบริโภคทั่วโลก (Global Consumption)
ในยามที่โลกสงบสุข เส้นทางการค้าจะเปิดกว้าง Amazon และ Apple สามารถส่งสินค้าไปขายได้ทั่วโลกโดยไม่มีอุปสรรคด้านโลจิสติกส์หรือการคว่ำบาตร รายได้ของบริษัทเหล่านี้มาจากคนหลายพันล้านคนซื้อของชิ้นเล็กๆ แต่สม่ำเสมอ ซึ่งรวมกันแล้วมหาศาลกว่างบประมาณซื้ออาวุธของรัฐบาลหลายเท่า
2. เม็ดเงินโฆษณา (Digital Advertising)
Google (Alphabet) และ Meta (Facebook/IG) ขับเคลื่อนด้วยค่าโฆษณา ซึ่งจะพุ่งสูงขึ้นเมื่อเศรษฐกิจดีและผู้คนออกมาใช้ชีวิตปกติ ในทางกลับกัน หากเกิดสงครามใหญ่ แบรนด์ต่างๆ มักจะลดงบโฆษณาลงเพราะคนไม่มีอารมณ์จับจ่าย
3. ความบันเทิงคือ "ความสุข" ยามสงบ
Disney มีรายได้มหาศาลจาก "สวนสนุก" และ "ภาพยนตร์" ซึ่งต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวและการเข้าโรงหนังในสภาวะที่ผู้คนรู้สึกปลอดภัย รายได้ส่วนนี้จะหายไปทันทีหากเกิดความไม่สงบ ดังนั้นสำหรับ Disney แล้ว "โลกที่สงบสุขคือทำเลทอง" อย่างแท้จริง
สรุปมุมมอง
แม้บริษัทอาวุธจะดูเหมือนได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง แต่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอเมริกา Big Tech คือเครื่องยนต์หลัก ที่ขับเคลื่อน GDP ของประเทศครับ
* บริษัทอาวุธ: รายได้มั่นคงจากภาษีรัฐบาล มี Backlog ยาวนาน
* บริษัทเทค/บันเทิง: รายได้เติบโตแบบก้าวกระโดดจากเงินในกระเป๋าของคนทั้งโลก
> เกร็ดน่าสนใจ: รายได้ของ Amazon เพียงบริษัทเดียว มากกว่าบริษัทอาวุธยักษ์ใหญ่ของอเมริกา 5 อันดับแรกรวมกันเสียอีกครับ
>
คุณสนใจอยากให้ผมเจาะลึกไปที่รายได้ของบริษัทไหนเป็นพิเศษไหมครับ? เช่น อยากรู้ว่า Nvidia ที่ทำชิป AI ตอนนี้รวยแซงหน้าบริษัทเหล่านี้ไปหรือยัง?
700 ล้านล้านบาท! รายได้ยักษ์ใหญ่เมกันยามโลก "สงบสุข"
หากเรามองภาพรวมทั้งประเทศในสภาวะที่โลก "สงบสุข" และการค้าโลกไหลเวียนได้อย่างเต็มที่ เม็ดเงินที่บริษัทอเมริกันสร้างได้จะมหาศาลจนตัวเลขบริษัทอาวุธกลายเป็น "เศษเงิน" ไปเลยครับ
จากการรวบรวมข้อมูลล่าสุดในปี 2025 หากคำนวณจากรายได้ของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 500 อันดับแรกของอเมริกา (Fortune 500) ตัวเลขความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นต่อปีจะเป็นดังนี้ครับ:
💰 รายได้รวมของยักษ์ใหญ่เมกันใน 1 ปี
(คำนวณจาก Fortune 500 ประจำปี 2025)
| รายการ | มูลค่า (ดอลลาร์สหรัฐ) | มูลค่า (เงินบาทโดยประมาณ) |
|---|---|---|
| รายได้รวม (Total Revenue) | $19.9 ล้านล้าน | ~700 ล้านล้านบาท |
| กำไรสุทธิ (Total Profits) | $1.87 ล้านล้าน | ~65 ล้านล้านบาท |
📊 เจาะลึกความรวย: ใครคือตัวขับเคลื่อนใน "ยามสงบ"?
ในตัวเลข 700 ล้านล้านบาทนี้ มาจากกลุ่มธุรกิจที่ต้องการความสงบสุขเป็นหลัก:
* กลุ่มค้าปลีกและอุปโภค (Retail/Consumer): เฉพาะ Walmart และ Amazon สองบริษัทนี้ก็ทำรายได้รวมกันไปเกือบ 46 ล้านล้านบาท ต่อปีแล้วครับ (ใหญ่กว่า Lockheed Martin เกือบ 20 เท่า)
* กลุ่มเทคโนโลยี (Big Tech): กลุ่ม Apple, Microsoft, Alphabet (Google) ทำรายได้รวมกันมหาศาล เพราะในยามสงบ ผู้คนจะใช้เงินไปกับการอัปเกรดชีวิตดิจิทัลและซอฟต์แวร์
* กลุ่มสุขภาพ (Healthcare): บริษัทอย่าง UnitedHealth หรือ CVS Health รวยเงียบๆ จากการดูแลสุขภาพของคน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนให้ความสำคัญที่สุดเมื่อไม่ต้องกังวลเรื่องสงคราม
🌍 ทำไมความสงบสุขถึงทำให้เมกันรวยกว่า?
* GDP ทั่วโลกเติบโต: เมื่อโลกไม่มีสงคราม ประเทศต่างๆ จะมีเงินมาซื้อ iPhone, ใช้บริการ Cloud ของ Microsoft และสั่งของผ่าน Amazon มากขึ้น
* ต้นทุนการขนส่งลดลง: สงครามทำให้ค่าระวางเรือและน้ำมันแพง ในยามสงบ บริษัทอย่าง FedEx หรือ UPS จะทำกำไรได้ดีขึ้นมากเพราะส่งของได้ทั่วโลกในราคาถูก
* การท่องเที่ยวไร้พรมแดน: บริษัทบัตรเครดิตอย่าง Visa และ Mastercard จะรวยเละจากค่าธรรมเนียมรูดบัตรของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
บทสรุป: อาวุธ vs ความสงบ
ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ:
> รายได้จาก "ความขัดแย้ง" (บริษัทอาวุธทั้งหมดรวมกัน) คิดเป็นเพียง ประมาณ 2-3% ของรายได้ทั้งหมดที่บริษัทเมกันทำได้ในแต่ละปีครับ
>
ดังนั้น ในเชิงเศรษฐกิจ อเมริกายิ่งรวยขึ้นมหาศาลเมื่อโลกสงบสุข เพราะเขากุม "ไลฟ์สไตล์" ของคนทั้งโลกเอาไว้ ไม่ใช่แค่เครื่องจักรสังหารครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้