บันทึกธรรมฉบับตัวแม่: "จังหวะนี้ฉันก็เป็นงี้แหละแก" (เวอร์ชันคุยกันเล่นๆ) (สร้างกับ เอไอ)

วันจดบันทึก: บ่ายวันเสาร์ที่จิบม็อกค่าไป คุยธรรมะไปแบบจอยๆ

๑. เริ่มเลอ: อยู่กับปัจจุบันแบบคนเทสดี (วิเวก)
เปิดมาด้วยประโยคจึ้งๆ จาก มุจจลินทสูตร เรื่องความสุขแบบสงบๆ และการเห็นความจริง (ปสฺสโต) ที่เป็นพื้นฐานของการภาวนาเลยนะแก
อิทานิ อหํ เอวํ โหมิ (ตอนนี้ฉันก็เป็นเงี้ยแหละ): คือการประกาศให้โลกรู้ว่า "อยู่กับปัจจุบันนะจ๊ะ" ไม่ต้องไปนอยด์เรื่องอดีตหรือเพ้อถึงอนาคต คำว่า "ตอนนี้" คือการตัดจบทุกอย่างให้เหลือแค่ "ขณะเดียว" เพื่อแยก "รูป" กับ "นาม" ให้ออกจากกันแบบ 4K
เม้าท์มอย: รูป (อย่างรสชาติม็อกค่าหรือถ้วยอุ่นๆ) คือของนอกกายที่สัมผัสได้ปกติ แต่ "นาม" (ความฟินหรือใจที่รู้) มันละเอียดเว่อร์ เห็นยากสุดๆ การเห็นแบบ "ปสฺสโต" เลยไม่ใช่แค่เอาตาดู แต่ใช้ "ตาใน" ส่องเข้าไปให้ถึงความจริงว่า "ไม่มีเรา" อยู่ในนั้นเลยแก!
วิเวก ๓ สเต็ป: ความสงัดไม่ได้แปลว่าต้องหนีไปอยู่ป่าอย่างเดียวนะ
กายวิเวก: อยู่คนเดียวบ้าง ชิลๆ
จิตตวิเวก: ใจนิ่งๆ แบบเข้าโหมด Do Not Disturb (สมาธิ)
อุปธิวิเวก: สงบจากกิเลส เลิกทำร้ายตัวเองด้วยความคิมาก (วิชชา) และเลิกเบียดเบียนคนอื่น (สังวร) แบบคนมีจริต

๒. มัคคสังคี: ทีมเวิร์คของมรรค ๘
มาดูการทำงานแบบ "มัคคสามัคคี" หรือการที่มรรคทั้ง ๘ องค์มาจอยกันเป็นหนึ่งเดียวในจังหวะสว่างวาบ (เอกจิปปขณิกมรรค)
อชฺฌตฺตํ วา (ข้างใน) ต้องมาก่อน: จะพูดดีทำดี (สัมมาวาจา/สัมมากัมมันตะ) มันจะขลังก็ต่อเมื่อ "ใจข้างใน" มันว่างและเย็นจริงนะแก ถ้าใจไม่นิ่งแต่แรก การกระทำข้างนอกก็แค่ละครลิงที่แสร้งทำตามกฎเฉยๆ
จัดทัพกองทัพธรรม:
สัมมาทิฏฐิ: ตัวแม่ทัพหน้า (ปัญญา) คอยส่องไฟนำทางให้เห็นของจริง
สัมมาสมาธิ: ทัพหลวงสายบวก (วิริยะ สติ สมาธิ) ที่สตรองและตั้งมั่นสุดๆ
พอทั้ง ๘ มรรคทำงานเข้าขากันเป้าหมายคือพระนิพพาน อีโก้หรือความถือตัว (อัสมิมานะ) ก็โดนถอนรากถอนโคนไปเลอออ

๓. ปฏิสัมภิทา ๔: สกิลเทพของผู้รู้แจ้ง
สำหรับสาย "สุกฺขวิปสฺสก" (สายปัญญาล้วน ไม่เน้นอิทธิฤทธิ์) สกิล "ปฏิสัมภิทา ๔" จะทำงานประสานกันเพื่อตบกิเลสให้ร่วง:
ธัมมปฏิสัมภิทา: เก็ทเหตุผลว่า "ไอ้ที่ปรุงแต่งเนี่ย...มันมาจากไหน"
อัตถปฏิสัมภิทา: เห็นผลลัพธ์ว่า "พอไม่ยึด...แล้วมันหายทุกข์ยังไง"
นิรุตติปฏิสัมภิทา: ฉลาดใช้คำเท่ๆ มา "สอนใจตัวเอง" หรือคุยกับคนอื่นแบบไม่ติดสมมติ
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา: ไหวพริบดีเว่อร์ เชื่อมโยงธรรมะได้ไวเพื่อดัดหลังความอยากเป็นเรา (อัสมิมานะ)
ไฮไลท์: จังหวะที่ใจถึงธรรมล้วนๆ สกิลทั้ง ๔ จะรวมกันเป็นเนื้อเดียว เรียกว่า "สมรสกับพระนิพพาน" ไปเลยแกรรร อยู่เหนือภาษาและชื่อเรียกทั้งปวง

๔. หัวใจสำคัญ: การรู้ที่ไม่มี "คนรู้" (วิญญาณธาตุใสๆ)
จังหวะที่จิต "สว่างวาบ" ขึ้นมา มันจะพาไปเจอความจริงของวิญญาณธาตุที่จึ้งมาก
ไร้ตัวตน (อนัตตา): พอปัญญาถอนความหลงออกได้ จะรู้เลยว่า "ไม่มีตัวคนรู้ มีแค่การรู้ล้วนๆ" (No Knower, Only Knowing) พอแยก "กริยา" ออกจาก "ประธาน" ได้ ภาระที่เคยแบกมาทั้งชีวิตก็หายวับไปเลย ไม่ต้องกลัวตาย ไม่ต้องกลัวเสื่อม เพราะไม่มี "เรา" ตั้งแต่แรก!
จิตเงียบโหมดทุติยฌาน: ฝึกใจให้เงียบกริบแบบไม่นึกไม่เพ้อ (อวิตกฺก อวิจาร) โดยใช้:
วิชชาสัมผัส: กระทบอะไรก็รู้ทันด้วยปัญญา
ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์: คัดกรองธรรมะแบบเรียลไทม์ว่าควรพูดหรือควรเงียบ เพื่อรักษาความใสของใจไม่ให้ขุ่นมัวเพราะการปรุงแต่งเยอะสิ่ง

๕. สรุปจบปิ๊ง: เอวํ โหมิ - สภาวะธรรมแบบมันเป็นของมันงี้แหละ
จบโหมดการศึกษาด้วยการยอมรับความจริง (ตถตา) ว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ (ธัมมฐีติ/ธัมมนิยาม)
หน้าที่ของโยคี: ไม่ต้องไปพยายามแก้สภาวะธรรมให้วุ่นวาย แต่ให้ “ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ” (เห็นแจ้งในสิ่งที่เกิดตรงหน้า)
ไม่ไหลตามใจไป
ไม่ต้องไปชอบหรือเกลียดสิ่งที่มากระทบ
รักษาใจให้เป็นแค่ "ผู้สังเกตการณ์" (สักแต่ว่า)

เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้: พอกดสูตรสำเร็จว่าทุกอย่างทำงานของมันเอง อวิชชาที่สร้าง "ตัวเรา" มาแบกโลกก็ดับสลาย การยอมรับว่า "ตอนนี้เป็นเงี้ย" (เอวํ โหมิ) คือการจบความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ที่วุ่นวายที่สุดในสามโลก

สรุปสั้นๆ: การรักษาโหมด "การรู้ที่ไม่มีคนรู้" คือการพักผ่อนที่แท้จริง และเป็นทางเดียวที่จะสลัดอีโก้ออกไปได้แบบถาวร จบนะแก!
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่