ในฐานะคนทั่วไป ขอแสดงความเห็นเท่าที่ทราบ ถ้าขาด ผิดพลาดหรือมีข้อเสนอแนะจะขอบคุณมาก เนื่องจากอัดอั้นตันใจมากเลยยาว ต้องแบ่งเป็นส่วนในความเห็น ถ้าอยากดูรวดเดียวไปที่
Blogspot นะคะ
เส้นเวลา
ในการจัดสวัสดิการในไทย บำนาญและสวัสดิการข้าราชการมาเป็นกลุ่มแรก เป็นระบบตั้งแต่ก่อนปี 2500 ออกแบบบนสมมติฐานว่าประชากรวัยทำงานเยอะ ผู้สูงอายุน้อย ค่ารักษาพยาบาลไม่มีเพดานรวมรายปีและครอบคลุมถึงบิดามารดาและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และมีบำเหน็จเป็นเงินก้อนหรือเงินบำนาญตลอดชีวิตสำหรับผู้เวลาราชการ 25 ปีขึ้นไปที่จ่ายจากงบประมาณแผ่นดิน
แนวคิดประกันสังคมมีตั้งแต่ พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2497 ที่ให้จัดตั้งกองทุนประกันสังคม มีการสมทบทุนจากผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลเพื่อประโยชน์สงเคราะห์ในด้านคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร เจ็บป่วย พิการหรือทุพลภาพ ชราภาพ และการฌาปนกิจ แต่กฏหมายนี้ไม่ได้ถูกบังคับใช้
ต่อมามีการก่อตั้งสำนักงานประกันสังคมเมื่อเกิดการขยายตัวภารอุตสาหกรรม ตั้งต้นจากโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้แรงงานนอกระบบราชการมีหลักประกันโดยไม่ทำให้รัฐล้มในระยะยาว พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533ได้วางกรอบระบบประกันสำหรับลูกจ้างนอกภาครัฐ แนวคิดหลักคือ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐ ร่วมสมทบเพื่อแชร์ความเสี่ยงในแบบประกัน เงินถูกนำไปใช้ทั้งจ่ายสิทธิวันนี้และสะสมสำหรับอนาคต ดำเนินงานโดย สำนักงานประกันสังคม (สปส.)ที่เป็นหน่วยงานของรัฐในสังกัดกระทรวงแรงงาน
สำนักงานประกันสังคมเริ่มเก็บเงินสมทบในปี 2534 อัตราเงินสมทบระยะแรกคือ ลูกจ้าง 1.5% นายจ้าง 1.5% และ รัฐ 1.5% ให้คุ้มครองเฉพาะความเสี่ยงระยะสั้น ได้แก่ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย และคลอดบุตร ในปี 2538 ผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้างหรือพนักงานประจำ)มีฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท สูงสุด 15,000 บาท ผู้ประกันตนมาตรา 39 (เคยเป็นมาตรา 33 สมัครใจสมทบต่อ)มีฐานค่าจ้าง 4,800 บาท เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มีการลดอัตราเงินสมทบชั่วคราวเป็น ลูกจ้าง 1% นายจ้าง 1% และ รัฐ 1% มีการเสนอเพิ่มสิทธิว่างงานในปี 2542
ในขณะเดียวกันด้านสวัสดิการข้าราชการ งบค่าบำนาญและรักษาพยาบาลเพิ่มเร็วกว่า GDP ต่อเนื่อง ภาระงบประมาณเป็นภาระผูกพันระยะยาว งบสวัสดิการและบำนาญจ่ายจากงบประมาณปัจจุบันโดยมีภาระเพิ่มทุกปีตามอายุเฉลี่ย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2540 เป้าหมายหลักเพื่อลดภาระบำนาญข้าราชการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากบำนาญล้วนเป็นระบบเงินสะสม ให้ข้าราชการออมร่วมกับรัฐตั้งแต่เริ่มรับราชการ ลดภาระงบประมาณบำนาญในระยะยาว และกระจายความเสี่ยงจากอายุขัยที่ยาวขึ้น
กบข. คือจุดเริ่มต้นที่รัฐยอมรับว่าจ่ายบำนาญแบบเดิมไปต่อไม่ไหวและต้องเปลี่ยนโครงสร้าง นอกจากนี้ มีความชัดเจนขึ้นว่ารัฐไม่สามารถรับภาระสวัสดิการของข้าราชการใหม่ทุกตำแหน่งได้อีก จึงเกิดสถานะพนักงานราชการและพนักงานของรัฐขึ้น เป้าหมายหลักไม่ใช่เพียงเรื่องสมรรถนะและผลงานเท่านั้น แต่เพื่อการควบคุมภาระสวัสดิการระยะยาวด้วย
พนักงานไม่ได้รับสวัสดิการ บำนาญ หรือ กบข. ใช้สำนักงานประกันสังคมเป็นหลักด้านบำนาญและการคุ้มครองความเสี่ยง สวัสดิการเปลี่ยนจากสิทธิข้าราชการเป็นระบบทั่วไปของประชาชน ทำให้ภาระงบประมาณด้านบำนาญไม่เพิ่มแบบทบต้นเร็วเท่าเดิม ความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการระหว่างข้าราชการเก่าและพนักงานรุ่นใหม่ชัดขึ้น ประกันสังคมถูกผลักให้เป็นเสาหลักของแรงงานทุกกลุ่มมากกว่าที่ออกแบบไว้ตอนแรก
จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดของประกันสังคมเกิดเมื่อปี 2541 มีการเพิ่มสิทธิชราภาพ (บำเหน็จ/บำนาญ) ที่มีอัตราสมทบเพิ่มสำหรับ ลูกจ้าง 1% นายจ้าง 1% และ รัฐ 1% ในปี 2542 และขยับขึ้นเป็น ลูกจ้าง 3% นายจ้าง 3% และ รัฐ 1% ในปี 2545 และมีการเก็บเงินสมทบการว่างงานจาก ลูกจ้าง 0.5% นายจ้าง 0.5% และ รัฐ 0.25% ในปี 2546 ทำให้เกิดตัวเลขรวมการสมทบเงิน ลูกจ้าง 5% นายจ้าง 5% และ รัฐ 2.75% มีการเปลี่ยนแปลงต่อมาบ้าง
ความสำคัญของสิทธิชราภาพคือการเก็บเงินสมทบที่ไม่ใช่แค่เบี้ยประกันความเสี่ยง แต่เป็นเงินออมภาคบังคับระยะยาว ภาระเงินสมทบเพิ่มถาวรเพราะต้องรองรับสังคมสูงวัยในอนาคต
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ บัตรทองเกิดขึ้นในปี 2545 จากแนวคิดประชานิยมและสิทธิพลเมือง บริบทคือรัฐต้องการทำให้การรักษาพยาบาลเป็นสิทธิของพลเมือง ไม่ใช่สิทธิจากการทำงานหรือฐานะทางอาชีพ ใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นแหล่งเงิน ครอบคลุมประชาชนที่ไม่มีสิทธิข้าราชการและไม่อยู่ในประกันสังคม ลดความเสี่ยงการล้มละลายจากค่ารักษา บริหารงานโดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ที่เป็นองค์การมหาชน
ผลกระทบเชิงโครงสร้างสวัสดิการของบัตรทองคือการรักษาพยาบาลกลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน แต่ในขณะเดียวกัน บัตรทองก็เปลี่ยนภาระด้านสุขภาพให้ตกอยู่กับงบประมาณรัฐและระบบการเงินของโรงพยาบาลโดยตรง
ในปี 2552 กรมกิจการผู้สูงอายุให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สำรหับทุกคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ยกเว้นผู้ที่ได้รับบำนาญหรือสวัสดิการอื่นจากรัฐ มีสิทธิได้รับเงิน 500 บาทต่อเดือนเท่ากันทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องยากจน เบี้ยยังชีพนี้เริ่มจากระบบสงเคราะห์ 200 บาทต่อเดือนเฉพาะผู้สูงอายุที่ยากจน ถูกทอดทิ้ง หรือไม่มีผู้อุปการะดูแลที่เริ่มเมื่อปี 2336 และมีการเปลี่ยนแปลงต่อมา จนเมื่อปี 2554 เริ่มใช้ระบบการจ่ายเงินแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ, 60-69 ปี จำนวน 600 บาท, 70-79 ปี 700 บาท, 80-89 ปี 800 บาท และ 90 ปีขึ้นไป 1,000 บาท
ในปี 2554 ประกันสังคมเริ่มรับผู้ประกันตน มาตรา 40 (ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ)ที่ไม่มีนายจ้างและไม่มีเงินเดือนประจำ เป็นการขยายบทบาทประกันสังคมจากลูกจ้างในระบบไปสู่แรงงานทั้งประเทศ กำหนดเงินสมทบแบบเหมาจ่ายรายเดือนที่ไม่ผูกกับฐานเงินเดือน สิทธิประโยชน์เน้นการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ประโยชน์ด้านชราภาพถูกเพิ่มในปี 2561 โดยผู้ประกันตนออมเองเป็นหลักโดยรัฐช่วยสมทบเพิ่ม เป็นเงินสะสมรายบุคคลที่รับเป็นเงินก้อนเมื่ออายุครบตามเกณฑ์ ปัจจุบันผู้สมทบจ่าย 70, 100 หรือ 300 บาท รัฐสมทบ 30, 50 หรือ 100 บาท คุ้มครองการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต บำเหน็จชราภาพ (100/300 บาท เท่านั้น) และสงเคราะห์บุตร (300 บาท เท่านั้น)
[ขอแสดงและรับฟังความเห็น] ประกันสังคมควรอยู่ต่อ แต่ต้องปฏิรูป
เส้นเวลา
ในการจัดสวัสดิการในไทย บำนาญและสวัสดิการข้าราชการมาเป็นกลุ่มแรก เป็นระบบตั้งแต่ก่อนปี 2500 ออกแบบบนสมมติฐานว่าประชากรวัยทำงานเยอะ ผู้สูงอายุน้อย ค่ารักษาพยาบาลไม่มีเพดานรวมรายปีและครอบคลุมถึงบิดามารดาและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และมีบำเหน็จเป็นเงินก้อนหรือเงินบำนาญตลอดชีวิตสำหรับผู้เวลาราชการ 25 ปีขึ้นไปที่จ่ายจากงบประมาณแผ่นดิน
แนวคิดประกันสังคมมีตั้งแต่ พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2497 ที่ให้จัดตั้งกองทุนประกันสังคม มีการสมทบทุนจากผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลเพื่อประโยชน์สงเคราะห์ในด้านคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร เจ็บป่วย พิการหรือทุพลภาพ ชราภาพ และการฌาปนกิจ แต่กฏหมายนี้ไม่ได้ถูกบังคับใช้
ต่อมามีการก่อตั้งสำนักงานประกันสังคมเมื่อเกิดการขยายตัวภารอุตสาหกรรม ตั้งต้นจากโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้แรงงานนอกระบบราชการมีหลักประกันโดยไม่ทำให้รัฐล้มในระยะยาว พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533ได้วางกรอบระบบประกันสำหรับลูกจ้างนอกภาครัฐ แนวคิดหลักคือ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐ ร่วมสมทบเพื่อแชร์ความเสี่ยงในแบบประกัน เงินถูกนำไปใช้ทั้งจ่ายสิทธิวันนี้และสะสมสำหรับอนาคต ดำเนินงานโดย สำนักงานประกันสังคม (สปส.)ที่เป็นหน่วยงานของรัฐในสังกัดกระทรวงแรงงาน
สำนักงานประกันสังคมเริ่มเก็บเงินสมทบในปี 2534 อัตราเงินสมทบระยะแรกคือ ลูกจ้าง 1.5% นายจ้าง 1.5% และ รัฐ 1.5% ให้คุ้มครองเฉพาะความเสี่ยงระยะสั้น ได้แก่ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย และคลอดบุตร ในปี 2538 ผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้างหรือพนักงานประจำ)มีฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท สูงสุด 15,000 บาท ผู้ประกันตนมาตรา 39 (เคยเป็นมาตรา 33 สมัครใจสมทบต่อ)มีฐานค่าจ้าง 4,800 บาท เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มีการลดอัตราเงินสมทบชั่วคราวเป็น ลูกจ้าง 1% นายจ้าง 1% และ รัฐ 1% มีการเสนอเพิ่มสิทธิว่างงานในปี 2542
ในขณะเดียวกันด้านสวัสดิการข้าราชการ งบค่าบำนาญและรักษาพยาบาลเพิ่มเร็วกว่า GDP ต่อเนื่อง ภาระงบประมาณเป็นภาระผูกพันระยะยาว งบสวัสดิการและบำนาญจ่ายจากงบประมาณปัจจุบันโดยมีภาระเพิ่มทุกปีตามอายุเฉลี่ย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2540 เป้าหมายหลักเพื่อลดภาระบำนาญข้าราชการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากบำนาญล้วนเป็นระบบเงินสะสม ให้ข้าราชการออมร่วมกับรัฐตั้งแต่เริ่มรับราชการ ลดภาระงบประมาณบำนาญในระยะยาว และกระจายความเสี่ยงจากอายุขัยที่ยาวขึ้น
กบข. คือจุดเริ่มต้นที่รัฐยอมรับว่าจ่ายบำนาญแบบเดิมไปต่อไม่ไหวและต้องเปลี่ยนโครงสร้าง นอกจากนี้ มีความชัดเจนขึ้นว่ารัฐไม่สามารถรับภาระสวัสดิการของข้าราชการใหม่ทุกตำแหน่งได้อีก จึงเกิดสถานะพนักงานราชการและพนักงานของรัฐขึ้น เป้าหมายหลักไม่ใช่เพียงเรื่องสมรรถนะและผลงานเท่านั้น แต่เพื่อการควบคุมภาระสวัสดิการระยะยาวด้วย
พนักงานไม่ได้รับสวัสดิการ บำนาญ หรือ กบข. ใช้สำนักงานประกันสังคมเป็นหลักด้านบำนาญและการคุ้มครองความเสี่ยง สวัสดิการเปลี่ยนจากสิทธิข้าราชการเป็นระบบทั่วไปของประชาชน ทำให้ภาระงบประมาณด้านบำนาญไม่เพิ่มแบบทบต้นเร็วเท่าเดิม ความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการระหว่างข้าราชการเก่าและพนักงานรุ่นใหม่ชัดขึ้น ประกันสังคมถูกผลักให้เป็นเสาหลักของแรงงานทุกกลุ่มมากกว่าที่ออกแบบไว้ตอนแรก
จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดของประกันสังคมเกิดเมื่อปี 2541 มีการเพิ่มสิทธิชราภาพ (บำเหน็จ/บำนาญ) ที่มีอัตราสมทบเพิ่มสำหรับ ลูกจ้าง 1% นายจ้าง 1% และ รัฐ 1% ในปี 2542 และขยับขึ้นเป็น ลูกจ้าง 3% นายจ้าง 3% และ รัฐ 1% ในปี 2545 และมีการเก็บเงินสมทบการว่างงานจาก ลูกจ้าง 0.5% นายจ้าง 0.5% และ รัฐ 0.25% ในปี 2546 ทำให้เกิดตัวเลขรวมการสมทบเงิน ลูกจ้าง 5% นายจ้าง 5% และ รัฐ 2.75% มีการเปลี่ยนแปลงต่อมาบ้าง
ความสำคัญของสิทธิชราภาพคือการเก็บเงินสมทบที่ไม่ใช่แค่เบี้ยประกันความเสี่ยง แต่เป็นเงินออมภาคบังคับระยะยาว ภาระเงินสมทบเพิ่มถาวรเพราะต้องรองรับสังคมสูงวัยในอนาคต
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ บัตรทองเกิดขึ้นในปี 2545 จากแนวคิดประชานิยมและสิทธิพลเมือง บริบทคือรัฐต้องการทำให้การรักษาพยาบาลเป็นสิทธิของพลเมือง ไม่ใช่สิทธิจากการทำงานหรือฐานะทางอาชีพ ใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นแหล่งเงิน ครอบคลุมประชาชนที่ไม่มีสิทธิข้าราชการและไม่อยู่ในประกันสังคม ลดความเสี่ยงการล้มละลายจากค่ารักษา บริหารงานโดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ที่เป็นองค์การมหาชน
ผลกระทบเชิงโครงสร้างสวัสดิการของบัตรทองคือการรักษาพยาบาลกลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน แต่ในขณะเดียวกัน บัตรทองก็เปลี่ยนภาระด้านสุขภาพให้ตกอยู่กับงบประมาณรัฐและระบบการเงินของโรงพยาบาลโดยตรง
ในปี 2552 กรมกิจการผู้สูงอายุให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สำรหับทุกคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ยกเว้นผู้ที่ได้รับบำนาญหรือสวัสดิการอื่นจากรัฐ มีสิทธิได้รับเงิน 500 บาทต่อเดือนเท่ากันทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องยากจน เบี้ยยังชีพนี้เริ่มจากระบบสงเคราะห์ 200 บาทต่อเดือนเฉพาะผู้สูงอายุที่ยากจน ถูกทอดทิ้ง หรือไม่มีผู้อุปการะดูแลที่เริ่มเมื่อปี 2336 และมีการเปลี่ยนแปลงต่อมา จนเมื่อปี 2554 เริ่มใช้ระบบการจ่ายเงินแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ, 60-69 ปี จำนวน 600 บาท, 70-79 ปี 700 บาท, 80-89 ปี 800 บาท และ 90 ปีขึ้นไป 1,000 บาท
ในปี 2554 ประกันสังคมเริ่มรับผู้ประกันตน มาตรา 40 (ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ)ที่ไม่มีนายจ้างและไม่มีเงินเดือนประจำ เป็นการขยายบทบาทประกันสังคมจากลูกจ้างในระบบไปสู่แรงงานทั้งประเทศ กำหนดเงินสมทบแบบเหมาจ่ายรายเดือนที่ไม่ผูกกับฐานเงินเดือน สิทธิประโยชน์เน้นการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ประโยชน์ด้านชราภาพถูกเพิ่มในปี 2561 โดยผู้ประกันตนออมเองเป็นหลักโดยรัฐช่วยสมทบเพิ่ม เป็นเงินสะสมรายบุคคลที่รับเป็นเงินก้อนเมื่ออายุครบตามเกณฑ์ ปัจจุบันผู้สมทบจ่าย 70, 100 หรือ 300 บาท รัฐสมทบ 30, 50 หรือ 100 บาท คุ้มครองการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต บำเหน็จชราภาพ (100/300 บาท เท่านั้น) และสงเคราะห์บุตร (300 บาท เท่านั้น)