ระวังเสียค่าโง่แบบอดีต
บอร์ดการรถไฟ ยังไม่เคาะเลิกสัญญา”อิตาเลียนไทย” เหตุเครนไฮสปีดถล่ม ชี้ต้องรอบคอบ เร่งหารืออัยการสูงสุดหาช่อง เผยประมูลหารายใหม่ ต้องใช้เวลา 14 เดือน
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)ร.ฟ.ท. วันที่ 29 มกราคม ได้รายงานถึงเหตุการณ์เครนก่อสร้างสัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ตกทับขบวนรถไฟ เพื่อพิจารณาบอกเลิกสัญญากับ บริษัท อิตาเลียนไทย ดิเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้าง หลังพบว่าไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขสัญญาด้านความปลอดภัย จนเกิดเหตุ ซึ่งเป็นมูลเหตุที่จะพิจารณาบอกเลิกสัญญาได้
โดยเมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการกฎหมายของ ร.ฟ.ท. ได้ประชุมและมีความเห็นว่า การบอกยกเลิกสัญญาจะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ และต้องหารือสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้มีความถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงแนวทางที่ชัดเจน รวมถึงระเบียบพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 103 ซึ่งเกี่ยวข้องในการกรณียกเลิกสัญญา กับประโยชน์ของรัฐและสาธารณะ
ขณะที่ผลการสอบสวนของคณะกรรมการกลางพิจารณาเหตุอันตรายของร.ฟ.ท.ได้สรุปผลการสอบสวน พบว่าผู้รับจ้างไม่ได้ปฎิบัติการรักษาความปลอดภัยตามเงื่อนไขสัญญาที่กำหนด โดยไม่ได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลและเฝ้าระวังความปลอดภัยไปดำเนินการประสานงาน
ส่วนกรณีเครื่องจักรอุปกรณ์ ที่ทำให้หล่นลงมา สันนิษฐานสาเหตุเกิดจาก “การสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับด้านหน้าของเครนเอียงล้ม อาจจะเป็นผลมาจากสลักเกลียวกำลังสูงใช้ในการยึดฐานรองเครน ขาด ขณะที่อยู่ระหว่างการเคลื่อนเครน (Launching) โดยร.ฟ.ท.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย นายกสภาวิศวกร เพื่อตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้สลักเกลียวกำลังสูงขาดต่อไป
“ภายในสัปดาห์นี้ จะเร่งสรุปข้อมูลเสนอไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด ขณะที่การสอบสวนทางอาญา ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง คาดว่าสัปดาห์หน้าจะครบถ้วน ต้องรอว่าจะมีการดำเนินคดีส่งฟ้องใครบ้าง ทั้งเรื่องอาญาและทางปกครอง โดยหารือสำนักงานอัยการสูงสุด จะต้องสอดคล้องกัน เพื่อนำไปสู่การบอกเลิกสัญญาต่อไป” นายอนันต์กล่าว
พร้อมยอมรับว่าการบอกเลิกสัญญา ต้องพิจารณา ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลายส่วน ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน สัญญา 3-4 เหลืองานประมาณ 5% เป็นงานโครงสร้างยกระดับ 18 ช่วง ทางวิ่งระดับดินอีก 900 เมตร โดยประเมินเบื้องต้นหากยกเลิกสัญญาแล้ว การประมูลหาผู้รับจ้างรายใหม่ ต้องใช้เวลาประมาณ 14 เดือน ขณะที่ตามสัญญา อิตาเลียนไทย ก่อสร้างจะสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2569 นี้
“หลังเกิดเหตุสั่งหยุดก่อสร้างรถไฟไทย-จีนทุกสัญญา เพื่อให้มีการตรวจสอบ ยืนยัความปลอดภัย ทั้งเครื่องมือ เครื่องจักรและขั้นตอนการปฎิบัติงาน หากไม่มีปัญหาจะเริ่มทำงานต่อได้ ส่วนสัญญา 3-4 ต้องตรวจสอบด้านวิศวกรรมเพิ่มเติม เพราะเครนที่หล่นมีน้ำหนัก 400 ตัน จะกระทบต่อโครงสร้างที่เกี่ยวเนื่องหรือไม่ รวมถึงต้องรอกระบวนการสอบสวนและการบอกเลิกสัญญาที่ต้องชัดเจนด้วย และจากเหตุดังกล่าวอาจจะกระทบต่อการก่อสร้างโดยรวมของโครงการล่าช้าไปบ้าง จะมีการประเมินหลังจากนี้”นายอนันต์กล่าว...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/property/news-1957456
ไม่ง่าย! บอร์ดรถไฟ ยังไม่เคาะเลิกสัญญา ITD ปมเครนไฮสปีดถล่ม โยนอัยการสูงสุดชี้ขาด
บอร์ดการรถไฟ ยังไม่เคาะเลิกสัญญา”อิตาเลียนไทย” เหตุเครนไฮสปีดถล่ม ชี้ต้องรอบคอบ เร่งหารืออัยการสูงสุดหาช่อง เผยประมูลหารายใหม่ ต้องใช้เวลา 14 เดือน
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)ร.ฟ.ท. วันที่ 29 มกราคม ได้รายงานถึงเหตุการณ์เครนก่อสร้างสัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ตกทับขบวนรถไฟ เพื่อพิจารณาบอกเลิกสัญญากับ บริษัท อิตาเลียนไทย ดิเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้าง หลังพบว่าไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขสัญญาด้านความปลอดภัย จนเกิดเหตุ ซึ่งเป็นมูลเหตุที่จะพิจารณาบอกเลิกสัญญาได้
โดยเมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการกฎหมายของ ร.ฟ.ท. ได้ประชุมและมีความเห็นว่า การบอกยกเลิกสัญญาจะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ และต้องหารือสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้มีความถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงแนวทางที่ชัดเจน รวมถึงระเบียบพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 103 ซึ่งเกี่ยวข้องในการกรณียกเลิกสัญญา กับประโยชน์ของรัฐและสาธารณะ
ขณะที่ผลการสอบสวนของคณะกรรมการกลางพิจารณาเหตุอันตรายของร.ฟ.ท.ได้สรุปผลการสอบสวน พบว่าผู้รับจ้างไม่ได้ปฎิบัติการรักษาความปลอดภัยตามเงื่อนไขสัญญาที่กำหนด โดยไม่ได้จัดเจ้าหน้าที่ดูแลและเฝ้าระวังความปลอดภัยไปดำเนินการประสานงาน
ส่วนกรณีเครื่องจักรอุปกรณ์ ที่ทำให้หล่นลงมา สันนิษฐานสาเหตุเกิดจาก “การสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับด้านหน้าของเครนเอียงล้ม อาจจะเป็นผลมาจากสลักเกลียวกำลังสูงใช้ในการยึดฐานรองเครน ขาด ขณะที่อยู่ระหว่างการเคลื่อนเครน (Launching) โดยร.ฟ.ท.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ร่วมกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย นายกสภาวิศวกร เพื่อตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้สลักเกลียวกำลังสูงขาดต่อไป
“ภายในสัปดาห์นี้ จะเร่งสรุปข้อมูลเสนอไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด ขณะที่การสอบสวนทางอาญา ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง คาดว่าสัปดาห์หน้าจะครบถ้วน ต้องรอว่าจะมีการดำเนินคดีส่งฟ้องใครบ้าง ทั้งเรื่องอาญาและทางปกครอง โดยหารือสำนักงานอัยการสูงสุด จะต้องสอดคล้องกัน เพื่อนำไปสู่การบอกเลิกสัญญาต่อไป” นายอนันต์กล่าว
พร้อมยอมรับว่าการบอกเลิกสัญญา ต้องพิจารณา ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลายส่วน ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน สัญญา 3-4 เหลืองานประมาณ 5% เป็นงานโครงสร้างยกระดับ 18 ช่วง ทางวิ่งระดับดินอีก 900 เมตร โดยประเมินเบื้องต้นหากยกเลิกสัญญาแล้ว การประมูลหาผู้รับจ้างรายใหม่ ต้องใช้เวลาประมาณ 14 เดือน ขณะที่ตามสัญญา อิตาเลียนไทย ก่อสร้างจะสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2569 นี้
“หลังเกิดเหตุสั่งหยุดก่อสร้างรถไฟไทย-จีนทุกสัญญา เพื่อให้มีการตรวจสอบ ยืนยัความปลอดภัย ทั้งเครื่องมือ เครื่องจักรและขั้นตอนการปฎิบัติงาน หากไม่มีปัญหาจะเริ่มทำงานต่อได้ ส่วนสัญญา 3-4 ต้องตรวจสอบด้านวิศวกรรมเพิ่มเติม เพราะเครนที่หล่นมีน้ำหนัก 400 ตัน จะกระทบต่อโครงสร้างที่เกี่ยวเนื่องหรือไม่ รวมถึงต้องรอกระบวนการสอบสวนและการบอกเลิกสัญญาที่ต้องชัดเจนด้วย และจากเหตุดังกล่าวอาจจะกระทบต่อการก่อสร้างโดยรวมของโครงการล่าช้าไปบ้าง จะมีการประเมินหลังจากนี้”นายอนันต์กล่าว...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/property/news-1957456