อดีตซีอีโอ ADOR มินฮีจิน ซึ่งปัจจุบันเป็นตัวแทนของ OK Records ได้จัดแถลงข่าวครั้งที่ 3 ขึ้น ท่ามกลางกระแสคาดเดาถึงจุดประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ที่ยังคงดำเนินต่อไป
ยูทูบเบอร์ อีจินโฮ ได้จัดไลฟ์สดผ่านช่องยูทูบของตนเมื่อวันที่ 28 มกราคม ในหัวข้อ
“แผนของมินฮีจินที่ถูกวางไว้หรือเปล่า? ไม่เคยมีงานแถลงข่าวแบบนี้มาก่อน”
อีจินโฮกล่าวว่า
“มินฮีจินจัดแถลงข่าวมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ต่างจากครั้งที่ 1 และ 2 ตรงที่ครั้งที่ 3 เธอไม่ได้ออกมาปรากฏตัวด้วยตัวเอง การแถลงครั้งที่ 1 ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ครั้งที่ 2 ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง และครั้งที่ 3 ก็ยาวราว 4 ชั่วโมง รวมแล้วกินเวลายาวนานกว่า 10 ชั่วโมง ถือเป็นมหกรรมยาวนานทีเดียว”
พร้อมกล่าวเปิดประเด็นว่า
“แม้จะเข้าใจความรู้สึกอัดอั้นของเธอ แต่ความจริงนั้นก็ยังโหดร้าย”
“ทำไมการแถลงครั้งนี้ถึงถูกเรียกว่าเป็นระดับประวัติการณ์ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการแถลงข่าวแบบนี้มาก่อน ถึงขั้นที่นักข่าวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ จนกลายเป็นการแถลงข่าวที่แปลกประหลาดที่สุด มีเหตุการณ์ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือมีนักข่าวที่ไม่ได้ประกาศล่วงหน้าว่าจะมาปรากฏตัว อยู่ ๆ ก็โผล่มาแล้วไปตำหนินักข่าวคนอื่นที่มาทำข่าว บอกว่าเรียกนักข่าวมาแถลง แต่กลับพูดใส่ว่า ‘นักข่าวอย่าทำตัวเป็นหุ่นเชิด’ เสียอย่างนั้น”
“ดูเหมือนว่านักข่าวจากสื่อ The Gate จะมีการเตรียมงานอย่างละเอียด ทั้งเรื่องกำหนดการ ช่วงเวลา เนื้อหาพรีเซนต์ รวมถึงการถามตอบและคำอธิบายต่าง ๆ ถูกเตรียมมาอย่างรัดกุม”
ตามคำกล่าวของอีจินโฮ ระบุว่า ทนายความคิมซอนอุง เป็นอดีตเลขาธิการสมาคมนักกีฬาอาชีพ อีกทั้งหลังจบการแถลงข่าว ก็มีรายงานว่าบรรดานักข่าวในสถานที่ต่างแสดงปฏิกิริยาที่เย็นชาและวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
อีจินโฮยังกล่าวว่า
“แล้วมินฮีจินจัดแถลงข่าวไปเพื่ออะไรกันแน่? วันที่ 27 ตอนบ่ายถึงเพิ่งแจ้งว่าจะจัดแถลงข่าวในวันถัดไปตอนบ่ายโมง ช่วงเวลานั้นถือว่าละเอียดอ่อนมาก เพราะคดีตัดสินเกี่ยวกับสิทธิ์พุชออปชันมูลค่า 26,000 ล้านวอนของมินฮีจินจะมีขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เธอเคยบอกว่าไม่ใช่เรื่องเงิน แต่ทำเพื่อปกป้องเด็ก ๆ (สมาชิก NewJeans) และเพื่อสมาชิกวง แต่สุดท้าย สาระสำคัญของการแถลงข่าวกลับกลายเป็นการยืนยันว่าไม่ใช่การแทรกแซงสัญญา (tempering) แบบนี้ก็เท่ากับว่าเธอต้องการเงิน 26,000 ล้านวอนไม่ใช่หรือ”
“เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา การไต่สวนได้สิ้นสุดลง ก่อนการพิจารณาคดีเกี่ยวกับพุชออปชันมูลค่า 26,000 ล้านวอน ซึ่งก่อนปิดการไต่สวน ทาง Kim & Chang (สำนักงานกฎหมายตัวแทนของ HYBE) ได้ยื่นเอกสารสำคัญมากในช่วงท้ายอย่างกระชั้นชิด เอกสารเหล่านั้นเป็นหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสมาชิกวง แต่จริง ๆ แล้ว Kim & Chang ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง หากเปิดเผยเอกสารทันที สื่อคงให้ความสนใจอย่างมาก แต่แม้จะเป็นข้อมูลสำคัญ ก็ถูกยื่นในช่วงใกล้ปิดการไต่สวนเพื่อไม่ให้ถูกเปิดเผยต่อสื่อ”
“แบบนั้น นักข่าวที่เข้าฟังการพิจารณาคดีจะไม่ได้เห็นเอกสาร แต่ผู้พิพากษาสามารถดูได้ และมินฮีจินในฐานะคู่ความในคดี ก็อยู่ในตำแหน่งที่สามารถตรวจสอบได้ว่า Kim & Chang ยื่นเอกสารอะไรเข้าไป น่าแปลกตรงที่เอกสารสำคัญเหล่านี้มาจากสมาชิกคนหนึ่งที่ประกาศจะกลับมาทำกิจกรรม และดูเหมือนจะเป็นหลักฐานชี้ขาดในประเด็นการแทรกแซงสัญญา (tempering) การแถลงข่าวครั้งนี้ของมินฮีจินจึงออกมาในลักษณะที่ดูเหมือนพุ่งเป้าไปยังสมาชิกบางคนและครอบครัวของสมาชิกเหล่านั้น เป็นเรื่องที่ดูบังเอิญมาก”
“แน่นอนว่าไม่ได้เป็นการโจมตีโดยตรง เพียงแต่เมื่อดูจากเนื้อหาแล้ว มันออกมาในลักษณะนั้น”
ก่อนหน้านี้ ในวันเดียวกัน ทนายคิมซอนอุง จากสำนักงานกฎหมายจีอัม ซึ่งเป็นตัวแทนทางกฎหมายของมินฮีจิน ได้จัดงานแถลงข่าวที่สถานที่แห่งหนึ่งในเขตจงโน กรุงโซล โดยมินฮีจินไม่ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวในวันนั้น
มินฮีจินระบุผ่านตัวแทนทางกฎหมายว่า
“ข้อกล่าวหาเรื่องที่มินฮีจินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงสัญญา (tempering) ของ NewJeans ซึ่งถูกจุดกระแสจากรายงานข่าวในเดือนธันวาคม 2024 และมกราคม 2025 แท้จริงแล้วไม่เกี่ยวข้องกับมินฮีจิน แต่เป็นการหลอกลวงต่อสาธารณชนที่เกิดจากครอบครัวของสมาชิก NewJeans คนหนึ่ง และนักธุรกิจบางราย ซึ่งพยายามผลักดันราคาหุ้นหรือบิดเบือนราคาตลาดของบริษัทหนึ่ง”
โดยสมาชิกและครอบครัวที่ถูกกล่าวถึงนั้น มีรายงานว่าเป็นฮเยอิน สมาชิกที่อายุน้อยที่สุดของ NewJeans และลุงของเธอ.
พร้อมกันนั้นยังระบุเพิ่มเติมว่า
“ในช่วงที่ข้อกล่าวหาถูกหยิบยกขึ้นมา อดีตซีอีโอ ADOR มินฮีจิน พยายามบรรลุข้อตกลงกับ HYBE เพื่อให้ NewJeans สามารถกลับมาทำกิจกรรมได้อีกครั้ง แม้จะต้องยอมสละสิทธิ์ทั้งหมดตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นก็ตาม แต่ในกระบวนการนี้ ครอบครัวของสมาชิกคนหนึ่งซึ่งมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูงของ HYBE ได้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ของมินฮีจิน วางแผนการแทรกแซงสัญญา (tempering) ของ NewJeans และดึงกลุ่มที่ก่อความปั่นป่วนในตลาดหุ้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนั่นคือแก่นแท้ของเรื่องนี้”
ในช่วงถาม-ตอบต่อมา มีคำถามว่า “เหตุผลที่จัดแถลงข่าวครั้งนี้คืออะไร” โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า หากฝ่ายของอดีตซีอีโอมินฮีจินมีหลักฐานชัดเจนว่าไม่ได้มีการแทรกแซงสัญญาจริง ก็ควรไปต่อสู้กันในศาลที่กำลังพิจารณาคดีอยู่ในขณะนี้ จึงทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าการจัดแถลงข่าวอาจเป็นความพยายามในการสร้างกระแสหรือชี้นำความคิดเห็นของสังคมมากกว่า
ทนายคิมซอนอุงกล่าวว่า
“ข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงสัญญา (tempering) ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2024 ถึงต้นปี 2025 ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่สังคมเชื่อว่าเป็นความจริง ไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ในคดีสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังถูกเผยแพร่ผ่านสื่อด้วย”
พร้อมอธิบายว่า
“เมื่อคำนึงถึงความสัมพันธ์กับสมาชิก NewJeans ทั้งหมด จึงเพิ่งออกมาพูดในตอนนี้ อีกทั้งเพิ่งทราบชัดเจนมากขึ้นว่ากลุ่มที่อยู่เบื้องหลังข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงสัญญา แท้จริงแล้วเป็นกลุ่มที่ก่อความปั่นป่วนในตลาดหุ้น จึงออกมาชี้แจงในตอนนี้”
ขณะเดียวกัน ตัวแทนสื่อเชิงสืบสวนที่ร่วมจัดแถลงข่าวกับทนายคิมซอนอุงในวันนั้นกล่าวว่า
“ผมเคยถามมินฮีจินระหว่างการสัมภาษณ์ ว่าทำไมเธอถึงเงียบมาตลอดกว่าหนึ่งปี คำตอบของเธอเหมือนเดิมเสมอ คือกลัวว่าสมาชิกจะได้รับผลกระทบ เธอบอกว่าตัวเองต้องทนทุกข์กับอาการเครียดรุนแรงนานกว่าหนึ่งปี ถึงขั้นเฉียดตาย แต่ก็ยังเลือกเงียบ เพราะกลัวว่าสมาชิกและครอบครัวของสมาชิกจะต้องลำบาก”
ขณะเดียวกัน ฝั่งค่าย ADOR ต้นสังกัดของ NewJeans ให้สัมภาษณ์กับ Newsen เมื่อวันที่ 28 เกี่ยวกับการแถลงข่าวของมินฮีจินในวันนั้นว่า
“หากมีข้อกล่าวอ้างใด ๆ ก็สามารถไปพูดกันในศาลได้”
ขณะเดียวกัน มินฮีจินได้ลาออกจาก ADOR ในเดือนพฤศจิกายน 2024 และก่อตั้งบริษัท OK Records ขึ้น หลังจากนั้นข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างเธอกับ HYBE และค่ายในเครืออย่าง ADOR ก็ยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน
เมื่อปีที่ผ่านมา ADOR ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อมินฮีจินและดาเนียล อดีตสมาชิกในสังกัด ADOR เป็นมูลค่าราว 43,000 ล้านวอน ขณะที่มินฮีจิน หลังออกจาก ADOR ได้เริ่มดำเนินคดีต่อ HYBE เพื่อเรียกร้องเงินจากการใช้สิทธิ์พุขออปชัน มูลค่าประมาณ 26,000 ล้านวอน โดยการพิจารณาคดีในประเด็นพุชออปชันมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์
นอกจากนี้ มินฮีจินยังถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากค่าย Belift Lab ต้นสังกัดของวง ILLIT เป็นเงินราว 2,000 ล้านวอน และจาก Source Music ต้นสังกัดของ LE SSERAFIM อีกประมาณ 500 ล้านวอน ซึ่งขณะนี้คดีกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลเช่นกัน.
https://m.entertain.naver.com/home/article/609/0001086347
จุดประสงค์ที่แท้จริงของมินฮีจิน ในการแถลงข่าวเมื่อวานนี้คือพุ่งเป้าไปที่ “ฮเยอิน NewJeans” ?
“มินฮีจินจัดแถลงข่าวมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ต่างจากครั้งที่ 1 และ 2 ตรงที่ครั้งที่ 3 เธอไม่ได้ออกมาปรากฏตัวด้วยตัวเอง การแถลงครั้งที่ 1 ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ครั้งที่ 2 ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง และครั้งที่ 3 ก็ยาวราว 4 ชั่วโมง รวมแล้วกินเวลายาวนานกว่า 10 ชั่วโมง ถือเป็นมหกรรมยาวนานทีเดียว”
“แล้วมินฮีจินจัดแถลงข่าวไปเพื่ออะไรกันแน่? วันที่ 27 ตอนบ่ายถึงเพิ่งแจ้งว่าจะจัดแถลงข่าวในวันถัดไปตอนบ่ายโมง ช่วงเวลานั้นถือว่าละเอียดอ่อนมาก เพราะคดีตัดสินเกี่ยวกับสิทธิ์พุชออปชันมูลค่า 26,000 ล้านวอนของมินฮีจินจะมีขึ้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เธอเคยบอกว่าไม่ใช่เรื่องเงิน แต่ทำเพื่อปกป้องเด็ก ๆ (สมาชิก NewJeans) และเพื่อสมาชิกวง แต่สุดท้าย สาระสำคัญของการแถลงข่าวกลับกลายเป็นการยืนยันว่าไม่ใช่การแทรกแซงสัญญา (tempering) แบบนี้ก็เท่ากับว่าเธอต้องการเงิน 26,000 ล้านวอนไม่ใช่หรือ”
“ในช่วงที่ข้อกล่าวหาถูกหยิบยกขึ้นมา อดีตซีอีโอ ADOR มินฮีจิน พยายามบรรลุข้อตกลงกับ HYBE เพื่อให้ NewJeans สามารถกลับมาทำกิจกรรมได้อีกครั้ง แม้จะต้องยอมสละสิทธิ์ทั้งหมดตามสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นก็ตาม แต่ในกระบวนการนี้ ครอบครัวของสมาชิกคนหนึ่งซึ่งมีความใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูงของ HYBE ได้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์ของมินฮีจิน วางแผนการแทรกแซงสัญญา (tempering) ของ NewJeans และดึงกลุ่มที่ก่อความปั่นป่วนในตลาดหุ้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งนั่นคือแก่นแท้ของเรื่องนี้”
“ข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงสัญญา (tempering) ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2024 ถึงต้นปี 2025 ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่สังคมเชื่อว่าเป็นความจริง ไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ในคดีสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังถูกเผยแพร่ผ่านสื่อด้วย”
“ผมเคยถามมินฮีจินระหว่างการสัมภาษณ์ ว่าทำไมเธอถึงเงียบมาตลอดกว่าหนึ่งปี คำตอบของเธอเหมือนเดิมเสมอ คือกลัวว่าสมาชิกจะได้รับผลกระทบ เธอบอกว่าตัวเองต้องทนทุกข์กับอาการเครียดรุนแรงนานกว่าหนึ่งปี ถึงขั้นเฉียดตาย แต่ก็ยังเลือกเงียบ เพราะกลัวว่าสมาชิกและครอบครัวของสมาชิกจะต้องลำบาก”
“หากมีข้อกล่าวอ้างใด ๆ ก็สามารถไปพูดกันในศาลได้”