จากผลตัดสินล่าสุดที่ออกมาว่ามินฮีจินชนะคดี Put Option ได้เงิน 2.5 หมื่นล้านวอน และศาลชี้ชัดว่าเธอไม่ได้ผิดสัญญาร้ายแรง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความสะใจ แต่คือการประกาศชัยชนะทางข้อกฎหมายที่ส่งผลกระทบตามมาแบบโดมิโน่ต่อ HYBE ดังนี้ค่ะ
>> อำนาจต่อรองเปลี่ยนมือ: HYBE ไม่ได้คุมเกมฝ่ายเดียวอีกต่อไป
การที่มินฮีจินได้เงินก้อนโตมาอยู่ในมือเกือบ 700 ล้านบาท คือ "กระสุน" ชั้นดี เธอมีทุนหนาพอที่จะปั้นค่ายใหม่ (OOAK Records) ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบเดิม และชัยชนะทางกฎหมายครั้งนี้จะทำให้นักลงทุนกล้าเข้าหาเธอมากขึ้น เพราะ "มลทิน" เรื่องข้อหากบฏถูกล้างออกไปหมดแล้วด้วยคำสั่งศาล เป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ในฐานะคนบริหาร
>> ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยค้ำประกัน NewJeans
แม้สมาชิกวงจะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์และยอมกลับไปทำงานกับ ADOR เพื่อรักษาอนาคตและเลี่ยงค่าปรับมหาศาล แต่ชัยชนะเรื่องหุ้นของมินฮีจินคือการพิสูจน์ว่า "สิ่งที่เธอทำมาทั้งหมดคือความถูกต้อง" สิ่งนี้จะเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่ทำให้ HYBE ไม่กล้าบีบคั้นหรือปฏิบัติกับ NewJeans อย่างไม่เป็นธรรมเหมือนเมื่อก่อน เพราะตอนนี้มินฮีจินมีทั้งเงินทุนและเครดิตความถูกต้องในมืออย่างเต็มที่
>> สงครามหมิ่นประมาทจะลดความรุนแรงลง
คดีที่เหลือกับค่ายย่อยจะดูอ่อนแรงลงทันที เพราะถ้าศาลใหญ่ตัดสินแล้วว่ามินฮีจินทำหน้าที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของศิลปิน การวิจารณ์เรื่อง "การลอกเลียนแบบ" ก็จะถูกมองว่าเป็นความเห็นเชิงวิชาชีพของผู้ผลิต ไม่ใช่การจงใจใส่ร้าย คดีพวกนี้มีแนวโน้มจะจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยหรือค่าเสียหายที่ไม่สูงจนเกินไป
>> ระบบ System-centric ของ HYBE เริ่มสั่นคลอน
เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การใช้ "ระบบโรงงานผลิตไอดอล" มากดทับ "บุคลากรเชิงสร้างสรรค์" (Creatives) ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป ต่อไปค่ายใหญ่จะไม่สามารถกดขี่โปรดิวเซอร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ตามใจชอบ เพราะคดีนี้กลายเป็นบรรทัดฐานแล้วว่า หากคนทำงานมีความสามารถและพิสูจน์ความถูกต้องได้ กฎหมายจะให้ความคุ้มครองเสมอ
>> ความผูกพันที่ตัดไม่ขาด (The Bond remains)
ไม่ว่าในทางกฎหมาย NewJeans จะสังกัดค่ายไหน แต่ในมุมมองของสาธารณชน "แบรนด์มินฮีจิน + NewJeans" คือสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ ยิ่งมีการพยายามแทรกแซงเท่าไหร่ กระแสความเห็นใจยิ่งไหลไปทางมินฮีจินมากขึ้นเท่านั้น ความสัมพันธ์นี้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้สร้างขึ้นด้วยสัญญาเพียงอย่างเดียว แต่สร้างด้วยวิสัยทัศน์และการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง
>> กรณีดาเนียลและการปิดฉากสงคราม (แนวโน้มเชิงบวก)
สำหรับคดีที่ดาเนียลถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 4.3 หมื่นล้านวอน แนวโน้มตอนนี้เริ่มเป็นบวกสำหรับเธอมากขึ้น เพราะเมื่อศาลตัดสินว่ามินฮีจินซึ่งเป็นตัวหลักไม่ได้ผิดสัญญาร้ายแรง คดีที่ฟ้องดาเนียลเรื่องการร่วมมือเพื่อแยกตัวก็จะขาดน้ำหนักตามไปด้วย ตัวเลขค่าเสียหายมหาศาลที่ดูเหมือนการกลั่นแกล้งมีโอกาสถูกศาลปัดตกได้สูงมาก ชัยชนะของมินฮีจินในวันนี้คือทางออกที่สำคัญของดาเนียลเช่นกัน
ชัยชนะครั้งนี้คือการคืนศักดิ์ศรีให้มินฮีจิน และเป็นการย้ำกับ HYBE ว่าเงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะ "วิสัยทัศน์" และ "ความคิดสร้างสรรค์" หลังจากนี้มินฮีจินจะก้าวสู่การเป็นโปรดิวเซอร์อิสระที่ทรงอิทธิพลที่สุด ส่วน HYBE คงต้องหาทางลงที่เจ็บตัวน้อยที่สุดจากสงครามที่ตัวเองเป็นฝ่ายเริ่ม
… รักแม่ ดีใจกับเจ๊มิน ที่มีลูกๆรักและบูชาขนาดนี้
อันนี้พูดจริงนะไม่ได้ประชด ยากมากที่จะมีผู้บริหารมีคนที่จงรักภักดีขนาดนี้ น่าจะเหลือชื่อแฟนด้อมและแท่งไฟ อิอิ
[วิเคราะห์] "หญิงบ้า" ตอกหน้า "HYBE" จนหงายหลัง -- ชัยชนะของมินฮีจินจะเปลี่ยนเกมนี้ไปยังไง?
>> อำนาจต่อรองเปลี่ยนมือ: HYBE ไม่ได้คุมเกมฝ่ายเดียวอีกต่อไป
การที่มินฮีจินได้เงินก้อนโตมาอยู่ในมือเกือบ 700 ล้านบาท คือ "กระสุน" ชั้นดี เธอมีทุนหนาพอที่จะปั้นค่ายใหม่ (OOAK Records) ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบเดิม และชัยชนะทางกฎหมายครั้งนี้จะทำให้นักลงทุนกล้าเข้าหาเธอมากขึ้น เพราะ "มลทิน" เรื่องข้อหากบฏถูกล้างออกไปหมดแล้วด้วยคำสั่งศาล เป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ในฐานะคนบริหาร
>> ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ที่ช่วยค้ำประกัน NewJeans
แม้สมาชิกวงจะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์และยอมกลับไปทำงานกับ ADOR เพื่อรักษาอนาคตและเลี่ยงค่าปรับมหาศาล แต่ชัยชนะเรื่องหุ้นของมินฮีจินคือการพิสูจน์ว่า "สิ่งที่เธอทำมาทั้งหมดคือความถูกต้อง" สิ่งนี้จะเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญที่ทำให้ HYBE ไม่กล้าบีบคั้นหรือปฏิบัติกับ NewJeans อย่างไม่เป็นธรรมเหมือนเมื่อก่อน เพราะตอนนี้มินฮีจินมีทั้งเงินทุนและเครดิตความถูกต้องในมืออย่างเต็มที่
>> สงครามหมิ่นประมาทจะลดความรุนแรงลง
คดีที่เหลือกับค่ายย่อยจะดูอ่อนแรงลงทันที เพราะถ้าศาลใหญ่ตัดสินแล้วว่ามินฮีจินทำหน้าที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของศิลปิน การวิจารณ์เรื่อง "การลอกเลียนแบบ" ก็จะถูกมองว่าเป็นความเห็นเชิงวิชาชีพของผู้ผลิต ไม่ใช่การจงใจใส่ร้าย คดีพวกนี้มีแนวโน้มจะจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยหรือค่าเสียหายที่ไม่สูงจนเกินไป
>> ระบบ System-centric ของ HYBE เริ่มสั่นคลอน
เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การใช้ "ระบบโรงงานผลิตไอดอล" มากดทับ "บุคลากรเชิงสร้างสรรค์" (Creatives) ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป ต่อไปค่ายใหญ่จะไม่สามารถกดขี่โปรดิวเซอร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ตามใจชอบ เพราะคดีนี้กลายเป็นบรรทัดฐานแล้วว่า หากคนทำงานมีความสามารถและพิสูจน์ความถูกต้องได้ กฎหมายจะให้ความคุ้มครองเสมอ
>> ความผูกพันที่ตัดไม่ขาด (The Bond remains)
ไม่ว่าในทางกฎหมาย NewJeans จะสังกัดค่ายไหน แต่ในมุมมองของสาธารณชน "แบรนด์มินฮีจิน + NewJeans" คือสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ ยิ่งมีการพยายามแทรกแซงเท่าไหร่ กระแสความเห็นใจยิ่งไหลไปทางมินฮีจินมากขึ้นเท่านั้น ความสัมพันธ์นี้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้สร้างขึ้นด้วยสัญญาเพียงอย่างเดียว แต่สร้างด้วยวิสัยทัศน์และการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง
>> กรณีดาเนียลและการปิดฉากสงคราม (แนวโน้มเชิงบวก)
สำหรับคดีที่ดาเนียลถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 4.3 หมื่นล้านวอน แนวโน้มตอนนี้เริ่มเป็นบวกสำหรับเธอมากขึ้น เพราะเมื่อศาลตัดสินว่ามินฮีจินซึ่งเป็นตัวหลักไม่ได้ผิดสัญญาร้ายแรง คดีที่ฟ้องดาเนียลเรื่องการร่วมมือเพื่อแยกตัวก็จะขาดน้ำหนักตามไปด้วย ตัวเลขค่าเสียหายมหาศาลที่ดูเหมือนการกลั่นแกล้งมีโอกาสถูกศาลปัดตกได้สูงมาก ชัยชนะของมินฮีจินในวันนี้คือทางออกที่สำคัญของดาเนียลเช่นกัน
ชัยชนะครั้งนี้คือการคืนศักดิ์ศรีให้มินฮีจิน และเป็นการย้ำกับ HYBE ว่าเงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะ "วิสัยทัศน์" และ "ความคิดสร้างสรรค์" หลังจากนี้มินฮีจินจะก้าวสู่การเป็นโปรดิวเซอร์อิสระที่ทรงอิทธิพลที่สุด ส่วน HYBE คงต้องหาทางลงที่เจ็บตัวน้อยที่สุดจากสงครามที่ตัวเองเป็นฝ่ายเริ่ม
… รักแม่ ดีใจกับเจ๊มิน ที่มีลูกๆรักและบูชาขนาดนี้
อันนี้พูดจริงนะไม่ได้ประชด ยากมากที่จะมีผู้บริหารมีคนที่จงรักภักดีขนาดนี้ น่าจะเหลือชื่อแฟนด้อมและแท่งไฟ อิอิ