บรรพชิตกับยุคแห่งเทคโนโลยี

สวัสดีเพื่อนสมาชิกชาวพันทิปและผู้สนใจในพุทธศาสนาทุกท่านครับ
   ผมเขียนกระทู้นี้ขึ้นมาด้วยจุดประสงค์เพื่ออยากชวนคุยในประเด็นหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในยุคปัจจุบัน ประเด็นดังกล่าวคือ บรรพชิตกับยุคเทคโนโลยีปัจจุบัน ก่อนที่ผมจะพาทุกท่านเข้าสู่เนื้อหา ผมขอออกตัวและทำความเข้าใจต่อเจตนารมณ์ของกระทู้นี้ให้ชัดเจนว่า เนื้อหาต่อไปนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะตำหนิ ติเตียน หรือจ้องจับผิดบรรพชิตรูปใดรูปหนึ่งหรือบ่อนทำลายซึ่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชน
   ในทางกลับกัน ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ธรรมและวินัยจะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการอภิปรายเพื่อหาความสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิงเมื่อบริบทของโลกได้หมุนเวียนและปรับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การตั้งประเด็นคำถามเพื่อการถกปัญหาและแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันจึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยให้เกิดการเข้าใจว่า บรรพชิตควรใช้ชีวิตอย่างไรในยุคที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิง AI กำลังจะมีบทบาทต่อวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของมนุษย์ทุกคน
   หากลองนึกย้อนกลับไปยังอดีต ซึ่งไม่ต้องย้อนกลับไปนานถึงพุทธกาลก็ได้ ย้อนไปแค่ช่วงที่ยังไม่มีการจดจารึกหรือมีน้อยอยู่ การรักษาและส่งต่อพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจะอยู่ในรูปแบบของการท่องบ่นหรือท่องจำ ซึ่งขอให้ตัดภาพมาอยู่ในยุคปัจจุบัน โลกแห่งองค์ความรู้ต่าง ๆ ล้วนแล้วถูกย่อลงไปในสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวและยิ่งไปกว่านั้นคือ การมาเยือนของ Artificial Intelligence หรือ AI ด้วยที่มี AI ภิกษุสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งสามารถที่จะพิมพ์คำสั่งให้ AI ช่วยเขียนบทความใดบทความหนึ่ง ภายในเวลาไม่ถึง ๕ วินาที บทความที่มีตัวอักษรสละสลวย มีคุณภาพและมีความลึกซึ้งก็ถูกประมวลออกมาให้แล้วเสร็จได้ทันที
    หากบทความหรือแม้แต่พระธรรมเทศนาที่ประมวลโดย AI ทำให้พุทธศาสนิกชนเกิดปัญญา ซึ่งได้ผลลัพธ์เหมือนกับการเทศนาของพระสาวกในยุคพุทธกาลหรือหลังพุทธกาล ดังนั้น บทธรรมเทศนานั้น ๆ ยังจะถือว่า มาจากผลแห่งการฝึกจิตหรือเป็นผลมาจากอัลกอริทึม และในยุคของ AI นี้เอง ขอบเขตของการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อย่อเวลาในการหาข้อมูล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ควรอยู่ตรงจุดใด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงสารัตถธรรมด้วยการบำเพ็ญเพียรทางจิตของบรรพชิตจนกลายเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงสารัตถธรรมไปโดยปริยาย
   ความวิเวกเป็นเรื่องสำคัญต่อการขัดเกลากิเลสของบรรพชิต ซึ่งในบริบทของสังคมยุคก่อนรวมถึงยุคพุทธกาลเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติแบบวิเวกเพราะสังคมยังอิงอาศัยอยู่กับธรรมชาติมากกว่าวัตถุ สิ่งบำรุงบำเรอยังไม่มากและเย้ายวนมากกว่าสมัยนี้ และการจะปลีกตัวออกไปบำเพ็ญเพียรทางจิตย่อมทำได้โดยง่ายด้วยว่า ยุคนั้นยังมีป่า ภูเขา เรือนว่าง แต่ในยุคปัจจุบัน ป่า ภูเขาที่เคยเป็นสถานที่อันสงบ อาจไม่ได้ตอบโจทย์ในบริบทยุคนี้เสมอไป พร้อมกันนั้นกุฏิที่เป็นสถานที่ส่วนบุคคลเพื่อให้เป็นที่ที่เหมาะสมต่อการบำเพ็ญเพียร ปลีกตัวอยู่คนเดียวได้ง่าย ก็อาจไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมต่อการปลีกตัวอยู่คนเดียว ถ้าในมือหรือในห้องของบรรพชิตยังมีเทคโนโลยี เช่น iPad MacBook iPhone เป็นต้น บรรพชิตสามารถนั่งอยู่ในกุฏิและวุ่นวายอยู่กับสื่อสังคมออนไลน์
   ผมจึงจะถามว่า ความสำรวมอินทรีย์ในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริง การที่บรรพชิตเสพข่าวสารหรือเรื่องราวต่าง ๆ บนโซเชียลกับการหลงระเริงไปกับโลกเสมือนจริง มีเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน การปิดการแจ้งเตือนเพื่อหลีกเลี่ยงสื่อโซเชียลแล้วหันมาปฏิบัติแทน บริบทที่เปลี่ยนไป ควรถูกกำหนดขอบเขตไว้เพื่อให้บรรพชิตปฏิบัติศาสนกิจหรือปฏิบัติธรรมเพื่อขัดเกลากิเลสอย่างไร
   พระวินัยบัญญัติเรื่องอัฏฐบริขารหรือบริขาร ๘ อย่าง สำหรับบรรพชิต เพื่อให้บรรพชิตเลี้ยงชีพง่ายที่สุด แต่บริบทโลกยุคปัจจุบันได้เพิ่มความจำเป็นทางเทคโนโลยีเข้ามาด้วย คำถามที่สำคัญคือ บรรพชิตควรมีเทคโนโลยีไว้ใช้หรือไม่ ถ้ามี ควรกำหนดขอบเขตที่ตรงไหน ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์สำหรับการพิมพ์งาน แต่จำเป็นต้องเป็นรุ่นท็อปสุดหรือไม่ โทรศัพท์มือถือสำหรับการติดต่อสื่อสาร แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกครั้งที่มีรุ่นใหม่ออกมาหรือไม่ เพราะเทคโนโลยีสามารถเอื้ออำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ได้ แต่ผมมองว่า การใช้เทคโนโลยีของบรรพชิตกำลังกัดกร่อนความมักน้อยและความสันโดษที่เป็นหัวใจสำคัญของสมณธรรมหรือไม่
   ในอดีต วัดเป็นหัวใจสำคัญของชุมชน ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจของคนในชุมชน เมื่อวัดกับชุมชนใกล้ชิตกัน คนในชุมชนก็ได้พบเห็นข้อวัตรปฏิบัติ สนทนาธรรมแม้จะเป็นเพียงถ้อยคำสั้น ๆ ก็ตาม กลับกันบรรพชิตก็ได้พบเห็นความทุกข์ยากลำบากของคนภายในชุมชน ก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เกิดเป็นความเห็นอกเห็นใจต่อกัน แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก็เปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อบรรพชิตสามารถติดต่อสื่อสารกับพุทธศาสนิกชนผ่านสมาร์ทโฟน โน๊ตบุ๊ค การติดต่อพบหน้ากันจึงน้อยลง เมื่อก่อนบรรพชิตรับรู้ถึงความทุกข์ยากลำบากของพุทธศาสนิชนได้เพราะวัดใกล้ชิดกับชุมชน แต่ยุคปัจจุบัน บรรพชิตสามารถติดต่อญาติโยมผ่านสมาร์ทโฟนดังที่ได้เขียนไปแล้ว ด้วยเหตุนั้นเอง สภาพสังคมจึงเป็นประดุจเหมือนต่างคนต่างอยู่ในโลกของตนเอง แค่มีเพียงสมาร์ทโฟนหรือโน๊ตบุ๊คเป็นสื่อกลางเท่านั้น
   ผมจึงอยากถามว่า ในวันที่วัดและบ้านอยู่ห่างไกลกัน เราจะรักษาความเป็นชุมชนไว้อย่างไร หากวัดไม่ได้เป็นศูนย์กลางของชุมชน ศาสนาจะยังคงรักษาบทบาทในการขัดเกลาสังคมได้อย่างไร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่