#ADVANC #ทันหุ้น – ADVANC จับมือ 3 พันธมิตร ทั้งสภาเอสเอ็มอี และ ไมโครซอฟท์ ยกระดับ SME ด้วย AI เปิดตัวโครงการ “AI Ready for SMEs” ลุยแพ็กเกจใช้ขุมพลัง AI ทำงาน พร้อมโทรและเน็ต ตอบโจทย์ธุรกิจ SME โดยเฉพาะ 4 อุตสาหกรรมหลัก ทั้งธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก, ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมการผลิต, ภาคการเกษตร
นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เปิดเผยว่า บริษัทในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ หรือ National Digital Infrastructure มุ่งยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยผ่านโครงข่ายและบริการดิจิทัลที่ครอบคลุม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและยุค AI โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการขับเคลื่อน GDP
โดยได้ร่วมมือกับสภา SME และ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ประกาศเปิดตัวโครงการ “AI Ready for SMEs” ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบแพ็กเกจที่ตอบโจทย์ SME ให้เข้าถึงโซลูชัน ผ่านการจัดกิจกรรมโรดโชว์ และการพัฒนา AI Agent Template
@เปิดตัวแพ็กเกจใหม่
ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการร่วมผลักดันและเสริมขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทย โดยได้เปิดตัว แพ็กเกจ “SME AI Ready” ยกระดับการทำงานด้วยพลัง AI และ Microsoft 365 พร้อมโทรและเน็ตในแพ็กเกจเดียว ปลดล็อกศักยภาพการทำงานยุคใหม่ที่เข้าใจคนทำธุรกิจ SME
ด้วยแพ็กเกจโทรและเน็ต พร้อม Microsoft 365 และ Copilot ผู้ช่วย AI อัจฉริยะที่ช่วยให้ทุกการทำงานเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะสรุปประชุม สร้างเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล หรือช่วยคิดไอเดีย ก็ทำได้ครบจบ ใช้งานลื่นไหลทุกที่ ทุกเวลา ยกระดับการทำงาน และการสื่อสารให้ทันโลกดิจิทัลอย่างมืออาชีพในแพ็กเกจเดียว
มีทั้งราคา 499 บาทต่อเดือน, ราคา 699 บาทต่อเดือน และราคา 1,199 บาทต่อเดือน ทั้ง 3 แพ็กเกจหลัก จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเต็มตัวในช่วงเดือนมิถุนายน ทาง AIS ไม่ได้คาดหวังเพียงแค่ตัวเลขยอดขาย แต่ต้องการให้ผู้ประกอบการนำไปใช้งานจริงให้มากที่สุด ครอบคลุมธุรกิจ SME ทั้ง 3 ระดับ ตั้งแต่ Micro, Small ไปจนถึง Medium
@ใช้ AI ยกระดับธุรกิจ SME
นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจ SME ในไทยมีจำนวนมากกว่า 3.2 ล้านราย ถือเป็นโครงสร้างธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งกลุ่ม SME ดูแลการจ้างงานถึง 70% ของทั้งประเทศ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็น 35% ของ GDP
โดยธุรกิจมีหลายระดับตั้งแต่ Micro, Small ไปจนถึง Medium ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีไม่เท่ากัน ทำให้ภาครัฐและสภา SME ต้องพิจารณาการส่งความช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
ทั้งนี้การร่วมมือกับพันธมิตรระดับใหญ่อย่าง AIS และ Microsoft จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางเทคโนโลยีได้ ซึ่งการนำ AI มาใช้ควรเน้นที่ Productivity และการสร้างมูลค่าเพิ่ม
โดยในอดีตธุรกิจขนาดเล็กอาจเป็นข้อเสียเปรียบ แต่ในยุค AI ความตัวเล็กคือประโยชน์ เพราะ SME สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางองค์กรตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ง่ายกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปรับตัวได้ช้า
@หนุน 4 อุตสาหกรรมหลัก
แต่การนำ AI มาใช้ต้องคำนึงถึงการกำกับดูแล โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และลิขสิทธิ์ทางปัญญา เพื่อให้มั่นใจว่าการนำข้อมูลไปใช้จะไม่ก้าวล่วงขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต ทั้งนี้ 4 อุตสาหกรรมหลักของ SME ที่จะได้ประโยชน์จากการใช้ AI คือ 1.ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก คิดเป็นประมาณ 40% ของ SME ในยุคที่การค้าขายย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์ โดย AI สามารถช่วยเชื่อมต่อข้อมูลกับหน้าร้านออนไลน์หรือ Marketplace เพื่อทำโฆษณาโดยอัตโนมัติ รวมถึงการทำ Hyper-personalization หรือการตลาดแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล
2.ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว โดยหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมบริการยุคใหม่คือการตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละคน ซึ่ง AI สามารถเข้ามาจัดการได้อย่างแม่นยำตั้งแต่การจองห้องพัก การจองทริปท่องเที่ยว ไปจนถึงการจองรถเช่า รวมถึงการนำ AI เข้ามาช่วยจะทำให้ธุรกิจเพิ่มความสามารถในการให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัทบนโลกออนไลน์ได้ดี
3. อุตสาหกรรมการผลิต ซึ่ง AI จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับกระบวนการผลิตได้อย่างก้าวกระโดดทั้งการเพิ่มประสิทธิผล การจัดการข้อมูลเพื่อความแม่นยำ การลดระยะเวลาการทำงานและเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้า
4.ภาคการเกษตร เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่สุดที่สภา SME ต้องการผลักดันให้ประสบความสำเร็จ โดย AI จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบเดิม สู่เกษตรอัจฉริยะ

ADVANC รุกฐานเอสเอ็มอี จับมือพันธมิตร ยกระดับ AI
#ADVANC #ทันหุ้น – ADVANC จับมือ 3 พันธมิตร ทั้งสภาเอสเอ็มอี และ ไมโครซอฟท์ ยกระดับ SME ด้วย AI เปิดตัวโครงการ “AI Ready for SMEs” ลุยแพ็กเกจใช้ขุมพลัง AI ทำงาน พร้อมโทรและเน็ต ตอบโจทย์ธุรกิจ SME โดยเฉพาะ 4 อุตสาหกรรมหลัก ทั้งธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก, ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว, อุตสาหกรรมการผลิต, ภาคการเกษตร
นายภูผา เอกะวิภาต หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เปิดเผยว่า บริษัทในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ หรือ National Digital Infrastructure มุ่งยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยผ่านโครงข่ายและบริการดิจิทัลที่ครอบคลุม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและยุค AI โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการขับเคลื่อน GDP
โดยได้ร่วมมือกับสภา SME และ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ประกาศเปิดตัวโครงการ “AI Ready for SMEs” ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบแพ็กเกจที่ตอบโจทย์ SME ให้เข้าถึงโซลูชัน ผ่านการจัดกิจกรรมโรดโชว์ และการพัฒนา AI Agent Template
@เปิดตัวแพ็กเกจใหม่
ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการร่วมผลักดันและเสริมขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทย โดยได้เปิดตัว แพ็กเกจ “SME AI Ready” ยกระดับการทำงานด้วยพลัง AI และ Microsoft 365 พร้อมโทรและเน็ตในแพ็กเกจเดียว ปลดล็อกศักยภาพการทำงานยุคใหม่ที่เข้าใจคนทำธุรกิจ SME
ด้วยแพ็กเกจโทรและเน็ต พร้อม Microsoft 365 และ Copilot ผู้ช่วย AI อัจฉริยะที่ช่วยให้ทุกการทำงานเร็วขึ้น ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะสรุปประชุม สร้างเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล หรือช่วยคิดไอเดีย ก็ทำได้ครบจบ ใช้งานลื่นไหลทุกที่ ทุกเวลา ยกระดับการทำงาน และการสื่อสารให้ทันโลกดิจิทัลอย่างมืออาชีพในแพ็กเกจเดียว
มีทั้งราคา 499 บาทต่อเดือน, ราคา 699 บาทต่อเดือน และราคา 1,199 บาทต่อเดือน ทั้ง 3 แพ็กเกจหลัก จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเต็มตัวในช่วงเดือนมิถุนายน ทาง AIS ไม่ได้คาดหวังเพียงแค่ตัวเลขยอดขาย แต่ต้องการให้ผู้ประกอบการนำไปใช้งานจริงให้มากที่สุด ครอบคลุมธุรกิจ SME ทั้ง 3 ระดับ ตั้งแต่ Micro, Small ไปจนถึง Medium
@ใช้ AI ยกระดับธุรกิจ SME
นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจ SME ในไทยมีจำนวนมากกว่า 3.2 ล้านราย ถือเป็นโครงสร้างธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งกลุ่ม SME ดูแลการจ้างงานถึง 70% ของทั้งประเทศ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็น 35% ของ GDP
โดยธุรกิจมีหลายระดับตั้งแต่ Micro, Small ไปจนถึง Medium ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีไม่เท่ากัน ทำให้ภาครัฐและสภา SME ต้องพิจารณาการส่งความช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
ทั้งนี้การร่วมมือกับพันธมิตรระดับใหญ่อย่าง AIS และ Microsoft จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางเทคโนโลยีได้ ซึ่งการนำ AI มาใช้ควรเน้นที่ Productivity และการสร้างมูลค่าเพิ่ม
โดยในอดีตธุรกิจขนาดเล็กอาจเป็นข้อเสียเปรียบ แต่ในยุค AI ความตัวเล็กคือประโยชน์ เพราะ SME สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางองค์กรตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ง่ายกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปรับตัวได้ช้า
@หนุน 4 อุตสาหกรรมหลัก
แต่การนำ AI มาใช้ต้องคำนึงถึงการกำกับดูแล โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และลิขสิทธิ์ทางปัญญา เพื่อให้มั่นใจว่าการนำข้อมูลไปใช้จะไม่ก้าวล่วงขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต ทั้งนี้ 4 อุตสาหกรรมหลักของ SME ที่จะได้ประโยชน์จากการใช้ AI คือ 1.ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก คิดเป็นประมาณ 40% ของ SME ในยุคที่การค้าขายย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์ โดย AI สามารถช่วยเชื่อมต่อข้อมูลกับหน้าร้านออนไลน์หรือ Marketplace เพื่อทำโฆษณาโดยอัตโนมัติ รวมถึงการทำ Hyper-personalization หรือการตลาดแบบเฉพาะเจาะจงรายบุคคล
2.ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว โดยหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมบริการยุคใหม่คือการตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละคน ซึ่ง AI สามารถเข้ามาจัดการได้อย่างแม่นยำตั้งแต่การจองห้องพัก การจองทริปท่องเที่ยว ไปจนถึงการจองรถเช่า รวมถึงการนำ AI เข้ามาช่วยจะทำให้ธุรกิจเพิ่มความสามารถในการให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัทบนโลกออนไลน์ได้ดี
3. อุตสาหกรรมการผลิต ซึ่ง AI จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับกระบวนการผลิตได้อย่างก้าวกระโดดทั้งการเพิ่มประสิทธิผล การจัดการข้อมูลเพื่อความแม่นยำ การลดระยะเวลาการทำงานและเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้า
4.ภาคการเกษตร เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่สุดที่สภา SME ต้องการผลักดันให้ประสบความสำเร็จ โดย AI จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบเดิม สู่เกษตรอัจฉริยะ