ลองนึกภาพตามคุณดูนะครับ... ถ้าวันหนึ่งเทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่เราตื่นเต้นกันในวันนี้ กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ เหมือนระบบสแกนคิวอาร์โค้ดในตลาด แต่อิทธิพลของมันกลับไม่ธรรมดาเลย เพราะมันกำลังจะเข้ามาชุบชีวิตภาคธุรกิจ และช่วย "หั่นต้นทุน" ค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้ลดฮวบแบบน่าใจหาย
งานนี้ประเทศมหาอำนาจอย่าง อเมริกา เตรียมตัวนอนมาในฐานะผู้ชนะแบบใสๆ และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค "ผลผลิตงอกเงย" ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในประวัติศาสตร์!
ปัญหาระดับชาติ: เมื่อคนคุมเงินตรา... ยังใช้คู่มือยุคคุณปู่
แต่เหรียญมีสองด้านเสมอครับ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ "ธนาคารกลางสหรัฐฯ" หรือที่เรียกกันว่า Fed (เฟด)
เรื่องนี้ไม่ใช่การคาดเดาไปเองนะครับ เพราะแม้แต่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ผู้นำคนใหม่ของ Fed ก็ยังออกมาจับตาและยอมรับถึงปัญหานี้ด้วยตัวเอง โดยเขามองว่าสิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดคือการที่องค์กรคุมทิศทางเงินของโลก ดันมองไม่เห็นภาพความล้ำหน้าเหล่านี้เลย
• ติดหล่มอดีต: ยังคงขับเคลื่อนนโยบายด้วยโมเดลเศรษฐกิจเก่ากึ๊กตั้งแต่ปี 1978
• ระบบโบราณ: วิธีการจัดการและมุมมองยังเป็นระบบยุคเก่าที่ไม่ทันโลก
• มองข้ามความจริง: พวกเขาไม่เข้าใจว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยพลังของ AI
เงินเฟ้อ หรือ ของถูกลง? มุมมองที่สวนทาง
ความน่ากลัวอยู่ตรงนี้ครับ... พอเศรษฐกิจเติบโตขึ้นเพราะ AI ช่วยให้คนทำงานได้เร็วขึ้นและเก่งขึ้น ฝั่งบอร์ดบริหารชุดเก่าก็อาจจะตื่นตระหนกไปเองตามตำราเล่มเดิมว่า "อุ๊ย! เศรษฐกิจโตแบบนี้ คนต้องแย่งกันใช้เงิน แล้วเงินเฟ้อ (ของแพง) ต้องพุ่งกระฉูดแน่ๆเลย!"
แต่สำหรับ เควิน วอร์ช เขากลับชี้ให้เห็นว่าในความเป็นจริงชั้นเชิงมันกลับกันเลยครับ! การมาของ AI มันทำให้ "ต้นทุนการผลิตลดลง" แปลว่าในอนาคต
1. สินค้าและบริการต่างๆ จะมีราคาถูกลงเรื่อยๆ แบบถาวร
2. ประชาชนจะได้ใช้ของดีในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น
3. มันไม่ใช่ยุคเงินเฟ้อ แต่เป็นยุคที่ของถูกลงเพราะเทคโนโลยีช่วยทำต่างหาก
คนในแวดวงธุรกิจที่อยู่หน้างานจริงๆ และผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ต่างก็เริ่มเห็นภาพนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
อีก 1-2 ปีต่อจากนี้... จับตาดูให้ดี!
ถ้าเรามองข้ามความเชื่องช้าในอดีตไป แล้วหันมาดูว่าประธานคนใหม่อย่างเขาจะสามารถล้างบางระบบเก่าได้ยืดหยุ่นแค่ไหน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า จะเป็นช่วงเวลาที่พิเศษและพีคมากๆ สำหรับโลกการลงทุนและการทำธุรกิจ
ใครที่ปรับตัวนำ AI มาใช้ลดต้นทุนได้ก่อน ชนะแน่นอน ส่วนคำถามที่ว่าองค์กรใหญ่อย่าง Fed จะยอมตื่นจากอดีตและวิ่งตามวิสัยทัศน์นี้ได้ทันเมื่อไหร่นั้น... เราคงต้องรอติดตามดูไปพร้อมๆ กันครับ!
ฉีกตำราเล่มเก่า! เควิน วอร์ช กับภารกิจล้างบางระบบโบราณต้อนรับยุค AI
ลองนึกภาพตามคุณดูนะครับ... ถ้าวันหนึ่งเทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่เราตื่นเต้นกันในวันนี้ กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ เหมือนระบบสแกนคิวอาร์โค้ดในตลาด แต่อิทธิพลของมันกลับไม่ธรรมดาเลย เพราะมันกำลังจะเข้ามาชุบชีวิตภาคธุรกิจ และช่วย "หั่นต้นทุน" ค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้ลดฮวบแบบน่าใจหาย
งานนี้ประเทศมหาอำนาจอย่าง อเมริกา เตรียมตัวนอนมาในฐานะผู้ชนะแบบใสๆ และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุค "ผลผลิตงอกเงย" ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในประวัติศาสตร์!
ปัญหาระดับชาติ: เมื่อคนคุมเงินตรา... ยังใช้คู่มือยุคคุณปู่
แต่เหรียญมีสองด้านเสมอครับ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ "ธนาคารกลางสหรัฐฯ" หรือที่เรียกกันว่า Fed (เฟด)
เรื่องนี้ไม่ใช่การคาดเดาไปเองนะครับ เพราะแม้แต่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ผู้นำคนใหม่ของ Fed ก็ยังออกมาจับตาและยอมรับถึงปัญหานี้ด้วยตัวเอง โดยเขามองว่าสิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดคือการที่องค์กรคุมทิศทางเงินของโลก ดันมองไม่เห็นภาพความล้ำหน้าเหล่านี้เลย
• ติดหล่มอดีต: ยังคงขับเคลื่อนนโยบายด้วยโมเดลเศรษฐกิจเก่ากึ๊กตั้งแต่ปี 1978
• ระบบโบราณ: วิธีการจัดการและมุมมองยังเป็นระบบยุคเก่าที่ไม่ทันโลก
• มองข้ามความจริง: พวกเขาไม่เข้าใจว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยพลังของ AI
เงินเฟ้อ หรือ ของถูกลง? มุมมองที่สวนทาง
ความน่ากลัวอยู่ตรงนี้ครับ... พอเศรษฐกิจเติบโตขึ้นเพราะ AI ช่วยให้คนทำงานได้เร็วขึ้นและเก่งขึ้น ฝั่งบอร์ดบริหารชุดเก่าก็อาจจะตื่นตระหนกไปเองตามตำราเล่มเดิมว่า "อุ๊ย! เศรษฐกิจโตแบบนี้ คนต้องแย่งกันใช้เงิน แล้วเงินเฟ้อ (ของแพง) ต้องพุ่งกระฉูดแน่ๆเลย!"
แต่สำหรับ เควิน วอร์ช เขากลับชี้ให้เห็นว่าในความเป็นจริงชั้นเชิงมันกลับกันเลยครับ! การมาของ AI มันทำให้ "ต้นทุนการผลิตลดลง" แปลว่าในอนาคต
1. สินค้าและบริการต่างๆ จะมีราคาถูกลงเรื่อยๆ แบบถาวร
2. ประชาชนจะได้ใช้ของดีในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น
3. มันไม่ใช่ยุคเงินเฟ้อ แต่เป็นยุคที่ของถูกลงเพราะเทคโนโลยีช่วยทำต่างหาก
คนในแวดวงธุรกิจที่อยู่หน้างานจริงๆ และผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ต่างก็เริ่มเห็นภาพนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
อีก 1-2 ปีต่อจากนี้... จับตาดูให้ดี!
ถ้าเรามองข้ามความเชื่องช้าในอดีตไป แล้วหันมาดูว่าประธานคนใหม่อย่างเขาจะสามารถล้างบางระบบเก่าได้ยืดหยุ่นแค่ไหน สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า จะเป็นช่วงเวลาที่พิเศษและพีคมากๆ สำหรับโลกการลงทุนและการทำธุรกิจ
ใครที่ปรับตัวนำ AI มาใช้ลดต้นทุนได้ก่อน ชนะแน่นอน ส่วนคำถามที่ว่าองค์กรใหญ่อย่าง Fed จะยอมตื่นจากอดีตและวิ่งตามวิสัยทัศน์นี้ได้ทันเมื่อไหร่นั้น... เราคงต้องรอติดตามดูไปพร้อมๆ กันครับ!