The Free-Rider Problem ปัญหาคนเกาะองค์กร

ในหลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรภาครัฐ มีภาพหนึ่งที่พบเห็นซ้ำซาก จนกลายเป็นเรื่องปกติ

คนหนึ่งทำงานแทบทุกอย่าง อีกคนหนึ่งทำเท่าที่จำเป็น ในขณะที่ผลตอบแทน ความมั่นคง และสถานะกลับใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด

นี่ไม่ใช่เรื่องนิสัย ไม่ใช่เรื่องคุณธรรมส่วนบุคคล แต่มันคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีทฤษฎีรองรับอย่างชัดเจน

ทฤษฎีที่ชื่อว่า The Free-Rider Problem เมื่อการ “เกาะระบบ” กลายเป็นทางรอด

ในเศรษฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ The Free-Rider Problem (ปัญหาคนเกาะระบบ) อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ “ผลตอบแทนไม่ได้ผูกกับผลงานรายบุคคลอย่างแท้จริง”

เมื่อเกิดสภาพเช่นนี้ จะมีคนกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะลดความพยายาม หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เพราะยังไงซะ พวกเขาก็ยังได้รับผลประโยชน์เท่าเดิม

ในระบบราชการ ภาพนี้ชัดเจนเป็นพิเศษ เพราะเงินเดือนขึ้นตามอายุงาน ความมั่นคงสูง การลงโทษหรือไล่ออกทำได้ยากมาก

ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เมื่อแรงจูงใจในการ “ทำเพิ่ม” แทบไม่มี  แต่กลับส่งเสริมค่านิมของ “จงอย่าเด่น จะเป็นภัย” สูงมาก

คนที่เกาะระบบได้ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่ “ไม่สร้างปัญหาให้กับระบบ”

และเมื่อมีคนเกาะระบบ คนขยันจึงรู้สึกว่ากำลัง “ถูกเอารัดเอาเปรียบ”

คนทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้หมดไฟเพราะว่างานหนัก แต่หมดไฟเพราะเห็นความไม่ยุติธรรมในองค์กร ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ

1. ความเป็นธรรมที่ถูกเปรียบเทียบ (Equity Theory)

ตาม Equity Theory (ทฤษฎีความเป็นธรรม) มนุษย์ประเมินความยุติธรรมจาก “การเปรียบเทียบ”

ฉันทำมากกว่า ฉันรับผิดชอบมากกว่า แต่ได้เท่าเดิม แปลว่า ฉันกำลังเสียเปรียบ

ในองค์กรที่ คนขยัน = งานเพิ่ม / คนเนียน = งานเท่าเดิม / ผลตอบแทน = ใกล้เคียงกัน

สมองจะเริ่มส่งสัญญาณทันทีว่า “ระบบนี้ไม่แฟร์”

และเมื่อความไม่แฟร์นั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ คนขยันจะเหลือทางเลือกเพียงไม่กี่ทาง นั่นคือ ลดความทุ่มเทลง ถอนใจ จนกระทั่ง ถอนตัว

2. บาดแผลที่ไม่ได้มาจากความเหนื่อย (ทฤษฎี Moral Injury)

ลึกกว่านั้นคือสิ่งที่เรียกว่า Moral Injury (บาดแผลทางศีลธรรมในการทำงาน)

มันไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่คือความรู้สึกว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ขัดกับคุณค่าที่ฉันเชื่อ”

เมื่อเห็นคนที่ไม่ทำงานอยู่ไปวัน ๆ ยังอยู่รอด เมื่อเห็นความทุ่มเทไม่ได้รับการปกป้อง เมื่อเห็นระบบไม่สามารถทำอะไรคนที่เอาเปรียบได้

นี่คือจุดที่คนไม่ได้แค่ “ล้า” แต่เริ่มหมดศรัทธาในองค์กร

.....

ทำไมองค์กรภาครัฐจึง “เน่าได้ แต่ไม่ล่ม”

คำตอบสั้น ๆ คือ เพราะระบบถูกออกแบบให้ อยู่รอดได้ แม้ไร้ประสิทธิภาพ

องค์กรรัฐจำนวนมากอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า Soft Budget Constraint หมายความว่า “ทำพลาดแต่ก็ไม่ล้ม” “ขาดประสิทธิภาพแค่ไหน แต่ก็ยังมีงบ” ยังไงซะ คนลาออกก็ไม่กระทบต่อการอยู่รอดขององค์กรในทันที

ผลคือ ไม่มีแรงกดดันเชิงการแข่งขัน ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการคัดกรองคน และไม่มีราคาที่ต้องจ่ายจริงจากผลของความไร้ประสิทธิภาพนั้น

องค์กรจึง “อยู่ได้” แต่มัน “เจริญยาก”

.....

มีสำนวนนึงบอกว่า “เช้าชาม เย็นชาม”

สำนวนนี้ไม่ใช่การดูถูกคนทำงานรัฐ แต่มันคือคำอธิบายเชิงพฤติกรรมที่ไม่รู้จะไปหาสำนวนไหนมาอ้างแล้ว เมื่อคนทำงานได้เรียนรู้ซ้ำ ๆ ว่า

- ทำมาก = ไม่ได้อะไรเพิ่ม
- ทำดี  = ได้งานเพิ่ม
- ทำพลาด = เสี่ยงโดยไม่คุ้ม

สมองจะปรับตัวเข้าสู่โหมด Learned Helplessness (ภาวะเรียนรู้ว่าทำมากไป ก็เท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง)

นี่ไม่ใช่ความเกียจคร้าน แต่คือการเอาตัวรอดในระบบที่ไม่ให้รางวัลกับความพยายาม หรือไม่สามารถให้ความยุติธรรมกับสิ่งที่พวกเขาพบเจอได้

และแล้ว มันก็จะเกิดวงจรปีศาจ วงจรซ้ำ ๆ ดังนี้

1. คนเก่งแบกงาน
2. คนเนียนหลบงาน
3. ระบบไม่ลงโทษ
4. คนเก่งหมดแรง
5. คนเก่งหนี
6. เหลือแต่คนที่ “อยู่เป็น”
7. องค์กรยังอยู่
8. คุณภาพลดลงเรื่อย ๆ

นี่คือ Adverse Selection ขององค์กรภาครัฐ คนที่มีทางเลือก เมื่อถึงเวลา พวกเขาก็ไป เหลือคัดไว้เฉพาะคนที่เหมาะกับระบบ คนที่อยู่ได้บางคน อาจเคยเป็นคนมีไฟ เคยเป็นคนเก่ง แต่ระบบได้เลือกที่จะสร้างปีศาจขึ้นมาเอง

.....

ประเทศที่จริงจังกับการสร้างประสิทธิภาพขององค์กร ไม่ได้เริ่มจากปลุกใจให้ขยันด้วยคำพูดสวยหรูว่า “ช่วย ๆ กันไปก่อนนะ”

แต่เริ่มจากการแก้โครงสร้างแรงจูงใจ แก้ด้วยระบบที่ทำให้คนที่คิดแต่จะเกาะองค์กรกินได้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน ได้รับผลกระทบที่แรงพอ

The Free-Rider Problem ไม่ได้ทำลายองค์กรในทันที แต่มันกัดกร่อนองค์กรจากข้างใน

มันทำให้คนดีเหนื่อย ทำให้คนเก่งหาย และทำให้ระบบเหลือแต่คนที่อยู่ได้ โดยไม่มีความจำเป็นที่จะทำอะไรให้ดีขึ้น

องค์กรภาครัฐอาจไม่ล่ม เพราะรัฐโอบอุ้มอยู่ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ

เราต้องการองค์กรที่ “อยู่รอด” หรือองค์กรที่ “สมควรอยู่ต่อ” กันแน่

และถ้าระบบยังสร้างเดอะแบกให้กับองค์กรไปเรื่อย ๆ  ปล่อยปละคนเกาะองค์กรกินไปเรื่อย ๆ

วันนั้นคำว่า “เช้าชาม เย็นชาม”

ก็จะยังคงวนเวียนอยู่ มันจะไม่ใช่แค่สำนวนลอย ๆ แต่จะกลายเป็นวัฒนธรรมที่ฝังรากลึก และยากที่จะถอนออกได้จริง ๆ

.....

HoveringInspirations

🔽
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่