EP 2 : การตัดสินใจเรียน DADS NIDA ในวัย 35 ปี

จากความเดิมตอนที่แล้ว EP1 ผมพูดถึงการตัดสินใจเข้ามาเรียนแล้ว กลับมาต่อกับ EP2 กันเลย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ความประทับใจของคาบแรก หลังจากไม่ได้เรียนมา 10 ปี

"นักศึกษา วันนี้มี Quiz!! นะครับ"

ผมนึกในใจ WTF 'จารย์เอาจริงดิ!! และก็เป็นตามนั้นครับ
นี่คือประโยคแรกๆ ที่ทำเอาเพื่อนๆในห้องทุกคนหน้าเหวอกันไปตามๆกัน

จนตอนนี้ก็เรียนผ่านมาแล้ว 3 สัปดาห์ หลังจากเปิดเทอม
เลยคิดว่า น่าจะได้เนื้อหาประมาณนึงเอามาเขียน EP2 ต่อละ

วิชาเทอมแรก

เทอมนี้ เราเรียนกัน 3 วิชาครับ แต่แค่ 3 วิชาก็วัดใจแล้วว่าไปต่อ หรือพอแค่นี้
เป็นวิชาปรับพื้นฐาน 2 วิชา และวิชาหลัก 1 วิชาครับ

อย่าเห็นว่าเรียนน้อยนะ แบบทำไมไม่เรียน 4 วิชา เชื่อเถอะครับแค่ 3 วิชานี้ก็อัดแน่นแล้ว
ยังไม่รวมแบบอาจารย์มีธุระ ต้องสลับตารางเรียน แบบปกติเรียนเช้าแล้วกลับบ้านได้เลย
ต้องมานัดเรียนบ่าย หรือเช้าบ่ายต่อกันยาวๆก็มี ซึ่งอาจารย์ก็มักจะบอกเราแต่เนิ่นๆ ภายใน 2 สัปดาห์แรก
ฉะนั้น  ก็ยังมีเวลาจัดตารางธุระกันดีๆครับ

วิชา Business Model Simulation and Design Thinking
ขอเริ่มจากวิชาที่เบาสมองสุด เพราะไม่มีสอบ แต่มีการบ้านกลุ่ม Project Group
ว่าด้วยเรื่องของการเก็บข้อมูล จากแหล่งข้อมูลต่างๆ เอามาตั้งคำถามหาปัญหาของธุรกิจ
รวมถึงรูปแบบการนำเสนอ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ

Benefit ของวิชานี้ คือ เราจะได้รู้จักวิธีการต่างๆที่ใช้รวบรวมข้อมูล วิธีการจัดเรียงข้อมูลเอามาตีความ
ซึ่งก็เป็นพื้นหลักของคนที่จะทำอาชีพนี้เลย ถ้าหาข้อมูลไม่ได้ก็จบ

Recommend สำหรับวิชานี้ เนื่องจากเป็นวิชาที่ต้องทำงานกลุ่ม เราจะได้ connection จากเพื่อนในห้องมากแค่ไหน
อยู่ที่เราจะจับกลุ่มเดิมๆ หรือเปลี่ยนกลุ่มไปเรื่อยๆ จะมีกลุ่มที่ Proactiive คือ เลิกคลาสแล้วมานั่งคุยงานกลุ่มกันเลย
กับกลุ่มที่ Reactive แบบยังมีเวลา ยังไม่ถึงเวลาส่งการบ้าน เดี๋ยวค่อยคุยกันก็ได้
เราจะยังไม่รู้จักเพื่อนๆในช่วงแรก ถ้าเจอกลุ่ม Proactive ก็ดีไป แต่ถ้าท่านเจอกลุ่ม Reactive
ก็อาจต้องเป็น Superman มาเข็นเพื่อนๆกับงานกลุ่มครั้งนั้น

*การเรียนภาคพิเศษ ทุกคนมีงานประจำ เป็นไปได้ เราควรนัดคุยงานกันแต่เนิ่นๆแล้วรีบทำให้มากที่สุด
หากจะแก้ไขหรือทำอะไรเพิ่มก็ยังมีเวลา

วิชา Basic Programming and Database Management
ต่อมาเป็นวิชาปรับพื้นฐาน ขอพูดถึงวิชานี้ก่อนเพราะหลักเกณฑ์ ไม่ถึงกับยาก
เป็นสอบมิดเทอม 40% การบ้าน 20% Final Project 40% (งานกลุ่ม)
ผ่าน 60% คือ ผ่านไม่ต้องเรียนซ้ำ ท่านไหนฝึกเขียน Python เยอะๆก็น่าจะผ่านได้ด้วยดี
แล้วก็จะมีการเรียน SQL ร่วมด้วยช่วงหลังมิดเทอม

ฝึกเขียน Python ได้จากเว็บที่ อ.สมชายทำไว้ได้เลยครับ ท่านเป็นอาจารย์ของอาจารย์ประจำวิชาอีกที
ถ้าในหนังจีน ก็เหมือนเราได้ฝึกวิชากระบี่กับอาจารย์ปู่นั่นแหละ 555
https://www.cp.eng.chula.ac.th/~somchai/python101/

วิชา Statistics and Mathematics Foundation
นี่คือวิชาปรับพื้นฐานที่จะทำให้คนที่มาเรียนตัดสินใจได้ว่าจะไปต่อ หรือพอแค่นี้
ไม่รู้ว่าปรับเพื่อให้เรียนรู้เรื่องหรือปรับตกจากหลักสูตรกันนะ 555
เพี้ยนเบลอ
วิชานี้มี 2 ส่วน
1.ก่อนมิดเทอม เป็น Probablity and Statistics
และต้องมีพื้น Diff, Integrate, Bypass (Calculus) มาก่อนด้วย เพื่อใช้ทำโจทย์บางบท
เรียน 8 ครั้ง สอบมิดเทอม

2.หลังมิดเทอม เป็น Linear Algebra, Vector, Matrix
เรียน 7 ครั้ง สอบไฟนอล

ส่วนละ 50%+50% แบ่งเป็น สอบ 40%+Quiz,การบ้าน 10% ของแต่ละส่วน
เงื่อนไขการผ่าน ต้องผ่าน 30% ของแต่ละส่วน
ถ้าตกส่วนแรก รอเรียนใหม่ปีหน้าได้เลย ไม่มีสอบซ่อม T T

*ข้อมูลล่าสุด รุ่นพี่เทอมที่แล้ว ประมาณ 36 คน
ตกส่วนแรก 8 คน ตกส่วนที่ 2 อีก 8 คน เป็น 16 คน โหดแท้!!!
เพี้ยนสะอื้น

Life-Style หลังจากเรียนไปทำงานไป

5 วันทำงาน บางวันทำ OT ก็ต้องเผื่อเวลามาอ่านหนังสือทำโจทย์
2 วันมาเรียน ต้องเดินทางเข้ามากทม
มันเหนื่อยแบบ อยากขอเวลาขี้เกียดแบบขอนอนเฉยๆ หรือขอดูหนังฟังเพลงบ้าง

แต่ก็ต้องมีวินัยในตัวเอง ผมเริ่มเข้าใจคนที่เรียนเก่งหรือคนที่เรียนหมอเลย
ทุกสัปดาห์มีตารางของมัน หากเราเลื่อนหรือไม่ทำตามแผนที่วางไว้ แรงกดดันก็จะสะสมไปเรื่อยๆ
ผมก็ไม่ได้จะบอกว่าตัวเองมีวินัย ค่อนข้างขี้เกียดด้วยซ้ำ โชคดีแค่ว่ามีพื้นฐานวิชา
พอจะเร่งอ่านได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะขี้เกียดสะสมไปเรื่อยๆ

สิ่งที่เตือนในหัวผมทุกวันๆ คือ มีวินัย
งานให้อยู่ใน 5 วันทำงาน ส-อา ก็เต็มที่กับการเรียนไป
ฉะนั้น ใครที่คิดว่าจะมาลองเชิงสาขานี้ คุณเตรียมใจไว้ให้ดีนะครับ

ตัวช่วยการเรียนในยุคนี้
พูดเรื่องกดดันมาก็เยอะ มาพูดเรื่องเบาๆกันบ้าง
โชคดีว่า ยุคนี้เรามี AI มาคอยช่วยเรา ในการให้คำแนะนำหรือข้อมูลต่างๆ
ถูกบ้าง ผิดบ้าง เมาบ้างก็แล้วแต่เนื้อหา

แต่ข้อมูลที่ AI ให้เราได้อย่างแม่นยำประมาณนึง คือ ข้อมูลคณิตศาสตร์และการเขียนโค้ด Python
ฉะนั้น ผมจะใช้ AI ช่วยจด Lecture ขยายความที่อาจารย์สอนอีกที
รวมถึงให้มันอธิบาย Logic ที่เราไม่เข้าใจ

มันช่วยเราได้แฮะ รวมถึง ถ้าเราเขียนผิดหรือจดไม่ทัน มันก็แก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูลให้เรา
หรือการแปล ตีความเอกสารการสอนของอาจารย์ ว่าบทนี้สื่อถึงอะไร มีใจความอย่างไร
เป็นอะไรที่ Wow มาก พอเรียนจบคาบ ก็ให้มันทำสรุปอีกที ว่าวันนี้เรียนเรื่องอะไรมาบ้าง
ก็มีข้อเสียบ้าง หากคลาสนั้นมีเนื้อหาที่เยอะไป มันอาจจะตกหล่นข้อมูลบางส่วนในการทำสรุป

ปล.พกโน็ตบุ๊ค แท็ปเล็ตไปเรียนได้ แต่ก็ควรติด A4 กับปากกาไปด้วยนะ อาจารย์มี Quiz ให้เขียนส่ง

ขอจบ EP2 ไว้เท่านี้ก่อนครับ ^^

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่