ปลดล็อกพลังแบต Samsung: 5 ทริคเด็ดสวนทางความเชื่อเดิมๆ ที่ช่วยให้แบตอึดขึ้นอย่างเห็นผล
หมดปัญหาแบตหมดระหว่างวัน อาการแบตหมดระหว่างวันกลายเป็นปัญหาชวนหงุดหงิดที่หลายคนต้องเจอ
คนส่วนใหญ่มักมีวิธีการใช้มือถือที่เชื่อว่าจะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ เช่น การปัดแอปทิ้งบ่อยๆ หรือการชาร์จแบตเตอรี่ตามความเชื่อแบบเก่าๆ แต่ความจริงแล้ว นิสัยเหล่านี้หลายอย่างกลับเป็นเรื่องที่ไม่อัปเดตแล้วและอาจส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในสมาร์ทโฟนยุคใหม่ด้วยซ้ำ
โพสนี้จะพาแชร์เคล็ดลับสำหรับผู้ใช้มือถือ Samsung Galaxy ที่อาจจะสวนทางกับความเชื่อเดิมๆ แต่ได้ผลจริงในการยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยอิงจากการทดสอบและความเข้าใจในระบบจัดการพลังงานหลักของ Android เพื่อให้คุณควบคุมการใช้พลังงานได้เต็มประสิทธิภาพด้วยตัวเอง
1. ยิ่งปัดยิ่งเปลือง: เลิกนิสัยปัดแอปทิ้งได้แล้ว
ความเชื่อที่ว่าการปัดแอปออกจากหน้า Recent Apps จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่นั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างแรง และความจริงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง การปัดแอปทิ้งบ่อยๆ ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยประหยัดแบต แต่ยังทำให้เปลืองพลังงานมากขึ้นอีกด้วย
เหตุผลหลักก็คือ เมื่อเราปัดแอปทิ้ง นั่นคือการบังคับให้ระบบปฏิบัติการยุติกระบวนการทำงานของแอปนั้นลงอย่างสมบูรณ์ (Process Termination) และเมื่อเราต้องการเปิดแอปนั้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง CPU ของเครื่องจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อโหลดแอปจากศูนย์ (Cold Start) ซึ่งกระบวนการนี้จะ 'กระชากไฟ' (ทำให้ CPU เกิดภาระงานสูงสุดชั่วขณะ หรือ CPU Spike) และใช้พลังงานมากกว่าการเรียกแอปที่ถูกพัก (suspend) ไว้ในหน่วยความจำชั่วคราวกลับมาทำงานต่ออย่างมหาศาล จากข้อมูลการวิเคราะห์เชิงเทคนิคพบว่า การบังคับเปิดแอปใหม่จากศูนย์ตลอดเวลาสามารถใช้พลังงานมากกว่าถึง
3.8 เท่า เมื่อเทียบกับการให้ระบบจัดการเองอย่างเหมาะสม
ใน Android ยุคใหม่ ระบบถูกออกแบบมาให้จัดการหน่วยความจำได้อย่างชาญฉลาด มันจะพักแอปที่เราไม่ใช้และปิดตัวเองเมื่อจำเป็นอยู่แล้ว การที่เราเข้าไปแทรกแซงจึงเป็นการขัดขวางกระบวนการนี้
คำแนะนำ: ควรปล่อยให้ระบบจัดการหน่วยความจำเอง และปัดแอปทิ้งก็ต่อเมื่อแอปนั้นค้าง, ทำงานผิดปกติ หรือไม่ตอบสนองเท่านั้น
2. ความเชื่อผิดๆ เรื่องการชาร์จ: ลืมกฎ "รอแบตหมด" และ "ชาร์จให้เต็ม 100%"
วิธีการดูแลแบตเตอรี่แบบเก่า ไม่สามารถใช้ได้กับสมาร์ทโฟนในปัจจุบันอีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลืมความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ และหันมาดูแลแบตเตอรี่ตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการ
ความเชื่อที่ 1: ต้องใช้แบตให้หมดเกลี้ยงก่อนค่อยชาร์จ กฎข้อนี้เป็นเรื่องจริงสำหรับแบตเตอรี่รุ่นเก่าอย่าง Nickel-Cadmium (Ni-Cd) ที่มีปัญหา "Memory Effect" แต่สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-Ion) ที่ใช้ในสมาร์ทโฟน Galaxy ทุกรุ่นในปัจจุบัน การปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเครื่องดับบ่อยๆ กลับเป็นการสร้างความเครียดให้เซลล์แบตเตอรี่และเร่งการลดจำนวนวงจรการชาร์จ (Charge Cycles) ทั้งหมด ซึ่งทำให้อายุการใช้งานโดยรวมของแบตเตอรี่สั้นลง ทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรปล่อยให้ระดับแบตเตอรี่ลดต่ำกว่า 20%
ความเชื่อที่ 2: ต้องชาร์จทิ้งไว้ให้เต็ม 100% เสมอ การชาร์จมือถือข้ามคืนไม่ได้เป็นอันตราย เพราะสมาร์ทโฟนสมัยใหม่มีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเต็มแล้ว อย่างไรก็ตาม การรักษาแรงดันไฟให้แบตเตอรี่อยู่ที่ระดับ 100% ตลอดเวลาจะสร้างความเครียดและทำให้เซลล์แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น จะสังเกตได้ว่ามือถือมักจะชาร์จช้าลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อแบตเตอรี่ใกล้เต็ม (เช่น หลัง 90%) ซึ่งเป็นกลไกป้องกันแบตเตอรี่นั่นเอง ดังนั้น การถอดสายชาร์จออกก่อนจะถึง 100% จึงไม่ใช่เรื่องผิดและยังเป็นผลดีต่อสุขภาพแบตเตอรี่ในระยะยาวอีกด้วย
คำแนะนำเพิ่มเติมจาก Samsung: ควรใช้งานอุปกรณ์ในอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดคือ 0-35 °C และหากต้องเก็บอุปกรณ์ไว้โดยไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับ 50-70% เพื่อถนอมอายุการใช้งาน
3. RAM Plus: ฟีเจอร์ที่อาจไม่จำเป็นสำหรับคุณ
RAM Plus คือฟีเจอร์ที่ Samsung ออกแบบมาเพื่อนำพื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) มาสร้างเป็นหน่วยความจำเสมือน (Virtual RAM) เพื่อช่วยให้สมาร์ทโฟนที่มี RAM จริงน้อยสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ลื่นไหลขึ้น แต่ฟีเจอร์นี้อาจให้ผลตรงกันข้ามสำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม
คำแนะนำที่น่าประหลาดใจคือ:
หาก Samsung Galaxy ของคุณมี RAM 8GB หรือมากกว่า: แนะนำให้
ปิด ฟีเจอร์ RAM Plus
เหตุผล: RAM จริงของเครื่องมีความเร็วสูงกว่า RAM เสมือน ที่ดึงมาจากพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างมหาศาล สำหรับเครื่องที่มี RAM เพียงพออยู่แล้ว การเปิด RAM Plus ก็เหมือนเอา
รถสปอร์ตมาต่อท้ายรถพ่วง — นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้เร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้เครื่องหน่วงลงและกินแบตเพิ่มโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าหากโทรศัพท์ของคุณมี RAM น้อยกว่า 8GB: แนะนำให้
เปิด RAM Plus ไว้ เพื่อช่วยให้การทำงานแบบ Multitasking ราบรื่นขึ้น
4. คุมเกมเอง: จัดการแอปเบื้องหลังเอง อย่าเชื่อ AI ทั้งหมด
โดยปกติแล้ว Samsung จะมีระบบ AI คอยจัดการแอปเบื้องหลังโดยอัตโนมัติ โดยจะนำแอปที่เราไม่ได้ใช้งานไปพักไว้ (Sleep) ซึ่งทำงานคล้ายกับระบบ "App Standby Buckets" ของ Android แต่บ่อยครั้งที่ AI อาจทำงานได้ไม่เด็ดขาดพอ จากข้อมูลพบว่ากว่า 58% ของแอปมักจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความสำคัญต่ำ ซึ่งอาจทำให้การทำงานเบื้องหลังล่าช้าได้ถึง 84 นาที การเข้าไปจัดการด้วยตนเองจึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
แอปที่ถูกเพิ่มเข้าไปในรายการนี้จะถูกบังคับให้หยุดทำงานเบื้องหลังโดยสิ้นเชิง และจะไม่ใช้พลังงานแบตเตอรี่อีกเลยจนกว่าคุณจะเปิดใช้งานมันด้วยตัวเอง
ข้อควรระวัง: ห้ามเพิ่มแอปที่ต้องการการแจ้งเตือนที่สำคัญเด็ดขาด เช่น LINE, Messenger, แอปธนาคาร หรือแอปอีเมล เพราะจะทำให้คุณไม่ได้รับการแจ้งเตือนใดๆ จากแอปเหล่านั้น
5. โหมด "Light": ขุมพลังความประหยัดที่ซ่อนอยู่
นี่คือหนึ่งในฟีเจอร์เด็ดที่ซ่อนอยู่ใน One UI ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน "โปรไฟล์ประสิทธิภาพแบบเบา" หรือ Light Mode เป็นคนละอย่างกับโหมดประหยัดพลังงาน (Power Saving Mode) แต่มันคือการปรับจูนการทำงานของ CPU ให้เน้นไปที่การประหยัดพลังงานและควบคุมความร้อนเป็นหลัก โดยจะจัดลำดับความสำคัญของคอร์ประหยัดพลังงาน (efficiency cores) และลดความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงสุดของ CPU ลงเล็กน้อย ซึ่งแทบไม่ลดทอนประสิทธิภาพในการใช้งานทั่วไปเลย
โหมดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเปิดใช้งานตลอดทั้งวันสำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นเกมกราฟิกสูงๆ เป็นประจำ คุณจะพบว่าเครื่องเย็นลงและแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บทสรุป: เปลี่ยนนิสัยเล็กน้อย เพื่อแบตที่อึดกว่าเดิม
การยืดอายุแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าที่ซับซ้อน แต่คือการปรับพฤติกรรมการใช้งานให้สอดคล้องกับวิธีที่ระบบปฏิบัติการ Android สมัยใหม่ถูกออกแบบมาให้ทำงาน และละทิ้งความเชื่อเก่าๆ ที่ไม่เหมาะสมกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน
เพียงแค่เลิกนิสัยการปัดแอปทิ้งบ่อยๆ หรือเข้าไปตั้งค่าจัดการแอปเบื้องหลังด้วยตัวเอง ก็สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้แล้ว ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ แล้วคุณจะประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่ได้
คุณได้ลองใช้เคล็ดลับข้อไหนแล้วบ้าง? หรือมีทริคส่วนตัวที่อยากแบ่งปัน? คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย!
สามารถดูคลิปวิธีการตั้งค่าได้ตามลิงก์นี้ครับ
ปลดล็อกพลังแบต Samsung: 5 ทริคเด็ดสวนทางความเชื่อเดิมๆ ที่ช่วยให้แบตอึดขึ้นอย่างเห็นผล
หมดปัญหาแบตหมดระหว่างวัน อาการแบตหมดระหว่างวันกลายเป็นปัญหาชวนหงุดหงิดที่หลายคนต้องเจอ
คนส่วนใหญ่มักมีวิธีการใช้มือถือที่เชื่อว่าจะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ เช่น การปัดแอปทิ้งบ่อยๆ หรือการชาร์จแบตเตอรี่ตามความเชื่อแบบเก่าๆ แต่ความจริงแล้ว นิสัยเหล่านี้หลายอย่างกลับเป็นเรื่องที่ไม่อัปเดตแล้วและอาจส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในสมาร์ทโฟนยุคใหม่ด้วยซ้ำ
โพสนี้จะพาแชร์เคล็ดลับสำหรับผู้ใช้มือถือ Samsung Galaxy ที่อาจจะสวนทางกับความเชื่อเดิมๆ แต่ได้ผลจริงในการยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยอิงจากการทดสอบและความเข้าใจในระบบจัดการพลังงานหลักของ Android เพื่อให้คุณควบคุมการใช้พลังงานได้เต็มประสิทธิภาพด้วยตัวเอง
ความเชื่อที่ว่าการปัดแอปออกจากหน้า Recent Apps จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่นั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างแรง และความจริงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง การปัดแอปทิ้งบ่อยๆ ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยประหยัดแบต แต่ยังทำให้เปลืองพลังงานมากขึ้นอีกด้วย
เหตุผลหลักก็คือ เมื่อเราปัดแอปทิ้ง นั่นคือการบังคับให้ระบบปฏิบัติการยุติกระบวนการทำงานของแอปนั้นลงอย่างสมบูรณ์ (Process Termination) และเมื่อเราต้องการเปิดแอปนั้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง CPU ของเครื่องจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อโหลดแอปจากศูนย์ (Cold Start) ซึ่งกระบวนการนี้จะ 'กระชากไฟ' (ทำให้ CPU เกิดภาระงานสูงสุดชั่วขณะ หรือ CPU Spike) และใช้พลังงานมากกว่าการเรียกแอปที่ถูกพัก (suspend) ไว้ในหน่วยความจำชั่วคราวกลับมาทำงานต่ออย่างมหาศาล จากข้อมูลการวิเคราะห์เชิงเทคนิคพบว่า การบังคับเปิดแอปใหม่จากศูนย์ตลอดเวลาสามารถใช้พลังงานมากกว่าถึง 3.8 เท่า เมื่อเทียบกับการให้ระบบจัดการเองอย่างเหมาะสม
ใน Android ยุคใหม่ ระบบถูกออกแบบมาให้จัดการหน่วยความจำได้อย่างชาญฉลาด มันจะพักแอปที่เราไม่ใช้และปิดตัวเองเมื่อจำเป็นอยู่แล้ว การที่เราเข้าไปแทรกแซงจึงเป็นการขัดขวางกระบวนการนี้ คำแนะนำ: ควรปล่อยให้ระบบจัดการหน่วยความจำเอง และปัดแอปทิ้งก็ต่อเมื่อแอปนั้นค้าง, ทำงานผิดปกติ หรือไม่ตอบสนองเท่านั้น
วิธีการดูแลแบตเตอรี่แบบเก่า ไม่สามารถใช้ได้กับสมาร์ทโฟนในปัจจุบันอีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลืมความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ และหันมาดูแลแบตเตอรี่ตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการ
ความเชื่อที่ 1: ต้องใช้แบตให้หมดเกลี้ยงก่อนค่อยชาร์จ กฎข้อนี้เป็นเรื่องจริงสำหรับแบตเตอรี่รุ่นเก่าอย่าง Nickel-Cadmium (Ni-Cd) ที่มีปัญหา "Memory Effect" แต่สำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-Ion) ที่ใช้ในสมาร์ทโฟน Galaxy ทุกรุ่นในปัจจุบัน การปล่อยให้แบตเตอรี่หมดจนเครื่องดับบ่อยๆ กลับเป็นการสร้างความเครียดให้เซลล์แบตเตอรี่และเร่งการลดจำนวนวงจรการชาร์จ (Charge Cycles) ทั้งหมด ซึ่งทำให้อายุการใช้งานโดยรวมของแบตเตอรี่สั้นลง ทางที่ดีที่สุดคือไม่ควรปล่อยให้ระดับแบตเตอรี่ลดต่ำกว่า 20%
ความเชื่อที่ 2: ต้องชาร์จทิ้งไว้ให้เต็ม 100% เสมอ การชาร์จมือถือข้ามคืนไม่ได้เป็นอันตราย เพราะสมาร์ทโฟนสมัยใหม่มีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเต็มแล้ว อย่างไรก็ตาม การรักษาแรงดันไฟให้แบตเตอรี่อยู่ที่ระดับ 100% ตลอดเวลาจะสร้างความเครียดและทำให้เซลล์แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น จะสังเกตได้ว่ามือถือมักจะชาร์จช้าลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อแบตเตอรี่ใกล้เต็ม (เช่น หลัง 90%) ซึ่งเป็นกลไกป้องกันแบตเตอรี่นั่นเอง ดังนั้น การถอดสายชาร์จออกก่อนจะถึง 100% จึงไม่ใช่เรื่องผิดและยังเป็นผลดีต่อสุขภาพแบตเตอรี่ในระยะยาวอีกด้วย
คำแนะนำเพิ่มเติมจาก Samsung: ควรใช้งานอุปกรณ์ในอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดคือ 0-35 °C และหากต้องเก็บอุปกรณ์ไว้โดยไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับ 50-70% เพื่อถนอมอายุการใช้งาน
RAM Plus คือฟีเจอร์ที่ Samsung ออกแบบมาเพื่อนำพื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) มาสร้างเป็นหน่วยความจำเสมือน (Virtual RAM) เพื่อช่วยให้สมาร์ทโฟนที่มี RAM จริงน้อยสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ลื่นไหลขึ้น แต่ฟีเจอร์นี้อาจให้ผลตรงกันข้ามสำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม
คำแนะนำที่น่าประหลาดใจคือ:
หาก Samsung Galaxy ของคุณมี RAM 8GB หรือมากกว่า: แนะนำให้ ปิด ฟีเจอร์ RAM Plus
เหตุผล: RAM จริงของเครื่องมีความเร็วสูงกว่า RAM เสมือน ที่ดึงมาจากพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างมหาศาล สำหรับเครื่องที่มี RAM เพียงพออยู่แล้ว การเปิด RAM Plus ก็เหมือนเอารถสปอร์ตมาต่อท้ายรถพ่วง — นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้เร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้เครื่องหน่วงลงและกินแบตเพิ่มโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าหากโทรศัพท์ของคุณมี RAM น้อยกว่า 8GB: แนะนำให้ เปิด RAM Plus ไว้ เพื่อช่วยให้การทำงานแบบ Multitasking ราบรื่นขึ้น
โดยปกติแล้ว Samsung จะมีระบบ AI คอยจัดการแอปเบื้องหลังโดยอัตโนมัติ โดยจะนำแอปที่เราไม่ได้ใช้งานไปพักไว้ (Sleep) ซึ่งทำงานคล้ายกับระบบ "App Standby Buckets" ของ Android แต่บ่อยครั้งที่ AI อาจทำงานได้ไม่เด็ดขาดพอ จากข้อมูลพบว่ากว่า 58% ของแอปมักจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความสำคัญต่ำ ซึ่งอาจทำให้การทำงานเบื้องหลังล่าช้าได้ถึง 84 นาที การเข้าไปจัดการด้วยตนเองจึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
แอปที่ถูกเพิ่มเข้าไปในรายการนี้จะถูกบังคับให้หยุดทำงานเบื้องหลังโดยสิ้นเชิง และจะไม่ใช้พลังงานแบตเตอรี่อีกเลยจนกว่าคุณจะเปิดใช้งานมันด้วยตัวเอง
ข้อควรระวัง: ห้ามเพิ่มแอปที่ต้องการการแจ้งเตือนที่สำคัญเด็ดขาด เช่น LINE, Messenger, แอปธนาคาร หรือแอปอีเมล เพราะจะทำให้คุณไม่ได้รับการแจ้งเตือนใดๆ จากแอปเหล่านั้น
นี่คือหนึ่งในฟีเจอร์เด็ดที่ซ่อนอยู่ใน One UI ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน "โปรไฟล์ประสิทธิภาพแบบเบา" หรือ Light Mode เป็นคนละอย่างกับโหมดประหยัดพลังงาน (Power Saving Mode) แต่มันคือการปรับจูนการทำงานของ CPU ให้เน้นไปที่การประหยัดพลังงานและควบคุมความร้อนเป็นหลัก โดยจะจัดลำดับความสำคัญของคอร์ประหยัดพลังงาน (efficiency cores) และลดความเร็วสัญญาณนาฬิกาสูงสุดของ CPU ลงเล็กน้อย ซึ่งแทบไม่ลดทอนประสิทธิภาพในการใช้งานทั่วไปเลย
โหมดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเปิดใช้งานตลอดทั้งวันสำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นเกมกราฟิกสูงๆ เป็นประจำ คุณจะพบว่าเครื่องเย็นลงและแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บทสรุป: เปลี่ยนนิสัยเล็กน้อย เพื่อแบตที่อึดกว่าเดิม
การยืดอายุแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าที่ซับซ้อน แต่คือการปรับพฤติกรรมการใช้งานให้สอดคล้องกับวิธีที่ระบบปฏิบัติการ Android สมัยใหม่ถูกออกแบบมาให้ทำงาน และละทิ้งความเชื่อเก่าๆ ที่ไม่เหมาะสมกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน
เพียงแค่เลิกนิสัยการปัดแอปทิ้งบ่อยๆ หรือเข้าไปตั้งค่าจัดการแอปเบื้องหลังด้วยตัวเอง ก็สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้แล้ว ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้ แล้วคุณจะประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่ได้
คุณได้ลองใช้เคล็ดลับข้อไหนแล้วบ้าง? หรือมีทริคส่วนตัวที่อยากแบ่งปัน? คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย!
สามารถดูคลิปวิธีการตั้งค่าได้ตามลิงก์นี้ครับ