ตายังไม่ไปไหน… จากเหตุการณ์จริงในครอบครัว

กระทู้สนทนา
สวัสดีค่ะ
ขออนุญาตมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา เป็นเหตุการณ์จริงทั้งหมด
เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ

วันที่ตาเราเสีย เป็นเช้าวันเสาร์
ประมาณตีสี่ หมอโทรมาแจ้งว่าตาหัวใจล้มเหลว
เรากับแม่รีบไปโรงพยาบาล และไปนั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
จนประมาณหกโมงเช้า หมอออกมาแจ้งว่าตาเสียแล้ว

ระหว่างที่แม่กำลังจัดการเอกสารต่าง ๆ อยู่ที่โรงพยาบาล
เราโทรไปหายายที่บ้านเพื่อบอกข่าว

แต่คำแรกที่ยายพูดขึ้นมาทันทีที่รับสายคือ
“พ่อเสียแล้วใช่มั้ย”

เราตกใจมาก เลยถามยายกลับไปทันทีว่ารู้ได้ยังไง
ยายเล่าว่า ก่อนหน้านั้นไม่นาน น้องเอ หลานวัย 4 ขวบ ซึ่งเป็นหลานที่ตารักมาก
ตื่นขึ้นมานั่งร้องไห้ แล้วพูดซ้ำ ๆ ว่า
“พ่อตายแล้ว พ่อตายแล้ว”

ทั้งที่ตอนนั้น ยังไม่มีใครบอกเด็กเลย

หลังจากนั้นพวกเราก็เริ่มแบ่งหน้าที่กันจัดงานศพ
เราถูกมอบหมายให้ไปวัด จัดการเรื่องรูป และแวะไปรับยายจากบ้าน

ระหว่างนั่งรถไปวัด มีคนอยู่ในรถทั้งหมด 6 คน
เรา ยาย ลุง แฟนที่ขับรถ และหลานอีก 2 คน

อยู่ ๆ ทุกคนก็พูดขึ้นมาพร้อมกันว่าได้กลิ่นอะไรบางอย่าง
เป็นกลิ่นที่คุ้นมาก…กลิ่นฟอร์มาลีน
ทั้งที่ตอนนั้นเป็นช่วงสายของวันเสาร์ และไม่น่าจะมีกลิ่นนี้เลย

คืนแรกของการจัดงาน
ลุงกับยายนอนอยู่ชั้น 1 ของบ้าน ซึ่งเป็นที่นอนประจำของตา

กลางดึก ลุงสะดุ้งตื่น
เพราะรู้สึกเหมือนมีใครมาอยู่ตรงปลายเท้า
พอมองไป เห็นเป็นเงาของผู้ชายยืนอยู่

ลุงรีบเรียกยาย และเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง
สุดท้ายทั้งสองตัดสินใจย้ายขึ้นไปนอนชั้นบน
เพราะกลัวว่าเงาที่เห็นจะเป็นตา

คืนที่สามของการจัดงาน
ช่วงดึก ทุกคนในบ้านได้ยินเสียงเหมือนคนลากเก้าอี้มาจากชั้นล่าง
แต่ไม่มีใครกล้าลงไปดู

เช้าวันถัดมา แม่กับยายลงไปเจอว่า
มีมาม่าที่ถูกกินแล้ว วางอยู่บนโต๊ะ
ตรงที่นั่งประจำที่ตาชอบนั่ง
ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนกิน

วันเผา เราเป็นคนนำรูปตากลับบ้าน
เพราะคนอื่นต้องช่วยกันจัดการงานที่วัด

ตอนหยิบรูปหลังจากเผาเสร็จ
เรารู้สึกได้ถึงกลิ่นที่คุ้นเคยมาก
เป็นกลิ่นตัวของตาอย่างชัดเจน
กลัวจนขนลุก แต่ก็ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง

ประมาณหกโมงเย็นวันนั้น
เราเจอป้าข้างบ้าน ซึ่งเล่าให้ฟังว่า
คืนก่อนแกกลับบ้านตอนตีสาม
เห็นมีคนกวาดบ้านอยู่ข้างบ้านเรา

ป้าคิดว่าเป็นตา
กลัวมากจนไม่กล้าเข้าบ้าน
ต้องไปนอนบ้านลูกแทน

เช้าวันถัดมา น้องเอ หลานวัย 4 ขวบ
นั่งร้องเพลงและหัวเราะอยู่คนเดียว
เราเลยถามว่าใครสอนร้องเพลง

น้องชี้ไปที่รูปตา แล้วบอกว่า
“ก็คนนั้นไง”

ก่อนจะพูดต่อว่า
“เค้าบอกหนูด้วยนะว่าอึดอัด เอาเข้ามาอยู่ในที่แคป”

คำว่า “ที่แคป” ที่เด็กพูดถึง
คือโกศที่ใส่กระดูกของตา

ทุกคนในบ้านตกใจ
แต่แปลกที่ไม่มีใครรู้สึกกลัว

บ้านเราสั่งยาคูลท์มาส่งเป็นประจำ
พนักงานที่มาส่งเล่าว่า
ประมาณ 4–5 วันก่อน เขามาส่งของ
บ้านปิดประตู แต่เห็นตานั่งอยู่ข้างใน
เรียกเท่าไหร่ก็ไม่หัน
คิดว่าตาโกรธอะไรหรือเปล่า เลยกลับไป

พอเราบอกเขาว่า
ตาเสียไปเป็นอาทิตย์แล้ว
พนักงานคนนั้นเดินออกไปทันที
และหายหน้าไปเป็นเดือน

จนถึงวันนี้
เราไม่รู้ว่าตายังห่วงอะไร
หรือยังไม่อยากไปไหน

แต่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้
ทำให้รู้สึกว่า…
ตายังไม่ไปไหน และยังอยู่ใกล้พวกเราเสมอ

ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่