เราเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่เติบโตมาในครอบครัวที่ขาดการซัพพอร์ตทั้งทางอารมณ์และการเงิน
พ่อแท้ๆ เป็นทหาร แต่ไม่เคยดูแลหรือส่งเสียเรา ส่วนแม่เป็นเสาหลักของบ้าน มีภาระหลายอย่าง และมักยึดมุมมองของตัวเองเป็นหลัก ทำให้ไม่ค่อยรับฟังหรือเข้าใจความรู้สึกของลูก
แม่ของเรามีครอบครัวใหม่ มีพ่อเลี้ยง และพ่อเลี้ยงได้นำลูกของเขามาอยู่ด้วย
เด็กคนนั้นยังมีแม่แท้ๆ ของเขาที่คอยซัพพอร์ตสม่ำเสมอ ทั้งค่าใช้จ่ายและการดูแล
รวมถึงมีย่าที่ช่วยสนับสนุนด้านการเงินก้อนใหญ่ ทำให้ชีวิตของเขามีหลักประกันหลายทาง
ในขณะที่เรา ไม่มีใครในลักษณะนั้นเลย
เราไม่มีพ่อที่ดูแล ไม่มีญาติฝ่ายไหนที่คอยช่วยเหลือ และไม่มีผู้ใหญ่ที่เป็น “หลังบ้าน” ให้พึ่งพา
แม่ของเราเองก็ต้องแบกรับภาระหลายอย่าง ทำให้ส่วนที่ควรจะเป็นของลูก มักกลายเป็นส่วนต่างที่เราไม่ได้รับ
เราได้รับเงินใช้จ่ายค่อนข้างจำกัด ประมาณ 500 บาทต่อสัปดาห์ แต่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัวหลายอย่างเอง ทั้งค่าไปโรงเรียน ค่าอาหาร และของใช้จำเป็น
เมื่อถูกถามเรื่องเงินเก็บ เรามักถูกเปรียบเทียบกับอดีตของผู้ใหญ่แทนที่จะได้รับความเข้าใจ ทำให้เกิดความรู้สึกน้อยใจ โดดเดี่ยว และเหมือนไม่มีใครมองเห็นความพยายามของเรา
ในฐานะพี่ เราต้องแบกรับบทบาทและความคาดหวังเกินวัย ทั้งที่ตัวเองก็ยังต้องการการดูแลและการรับฟัง
ความกดดันสะสมทำให้เราเหนื่อยล้าทางใจ ดิ่ง และตั้งคำถามกับการมีอยู่ของตัวเอง รวมถึงเผลอคิดว่าถ้าเราเกิดมาในครอบครัวที่ซัพพอร์ตดีกว่านี้ ชีวิตอาจไม่ยากแบบนี้
แม้จะเจ็บปวด เรากลับมีความคิดชัดเจนว่า หากวันหนึ่งเราได้สร้างครอบครัว เราอยากเป็นพ่อแม่ที่ดีกว่าเดิม
อยากถามลูกเสมอว่า “พอไหม เหนื่อยไหม กินอะไรหรือยัง ต้องการอะไรเพิ่ม” และไม่อยากให้ลูกต้องมานั่งน้อยใจหรือรู้สึกขาดแคลนเหมือนที่เราเคยรู้สึก
สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย
แต่คือ การมองเห็น การรับฟัง และความมั่นคงขั้นพื้นฐานในชีวิต
รวมถึงคำถามง่ายๆ จากคนเป็นพ่อแม่ว่า
“ลูกไหวไหม”
ไม่มี หลังบ้านที่พักพิงใจ
พ่อแท้ๆ เป็นทหาร แต่ไม่เคยดูแลหรือส่งเสียเรา ส่วนแม่เป็นเสาหลักของบ้าน มีภาระหลายอย่าง และมักยึดมุมมองของตัวเองเป็นหลัก ทำให้ไม่ค่อยรับฟังหรือเข้าใจความรู้สึกของลูก
แม่ของเรามีครอบครัวใหม่ มีพ่อเลี้ยง และพ่อเลี้ยงได้นำลูกของเขามาอยู่ด้วย
เด็กคนนั้นยังมีแม่แท้ๆ ของเขาที่คอยซัพพอร์ตสม่ำเสมอ ทั้งค่าใช้จ่ายและการดูแล
รวมถึงมีย่าที่ช่วยสนับสนุนด้านการเงินก้อนใหญ่ ทำให้ชีวิตของเขามีหลักประกันหลายทาง
ในขณะที่เรา ไม่มีใครในลักษณะนั้นเลย
เราไม่มีพ่อที่ดูแล ไม่มีญาติฝ่ายไหนที่คอยช่วยเหลือ และไม่มีผู้ใหญ่ที่เป็น “หลังบ้าน” ให้พึ่งพา
แม่ของเราเองก็ต้องแบกรับภาระหลายอย่าง ทำให้ส่วนที่ควรจะเป็นของลูก มักกลายเป็นส่วนต่างที่เราไม่ได้รับ
เราได้รับเงินใช้จ่ายค่อนข้างจำกัด ประมาณ 500 บาทต่อสัปดาห์ แต่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัวหลายอย่างเอง ทั้งค่าไปโรงเรียน ค่าอาหาร และของใช้จำเป็น
เมื่อถูกถามเรื่องเงินเก็บ เรามักถูกเปรียบเทียบกับอดีตของผู้ใหญ่แทนที่จะได้รับความเข้าใจ ทำให้เกิดความรู้สึกน้อยใจ โดดเดี่ยว และเหมือนไม่มีใครมองเห็นความพยายามของเรา
ในฐานะพี่ เราต้องแบกรับบทบาทและความคาดหวังเกินวัย ทั้งที่ตัวเองก็ยังต้องการการดูแลและการรับฟัง
ความกดดันสะสมทำให้เราเหนื่อยล้าทางใจ ดิ่ง และตั้งคำถามกับการมีอยู่ของตัวเอง รวมถึงเผลอคิดว่าถ้าเราเกิดมาในครอบครัวที่ซัพพอร์ตดีกว่านี้ ชีวิตอาจไม่ยากแบบนี้
แม้จะเจ็บปวด เรากลับมีความคิดชัดเจนว่า หากวันหนึ่งเราได้สร้างครอบครัว เราอยากเป็นพ่อแม่ที่ดีกว่าเดิม
อยากถามลูกเสมอว่า “พอไหม เหนื่อยไหม กินอะไรหรือยัง ต้องการอะไรเพิ่ม” และไม่อยากให้ลูกต้องมานั่งน้อยใจหรือรู้สึกขาดแคลนเหมือนที่เราเคยรู้สึก
สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย
แต่คือ การมองเห็น การรับฟัง และความมั่นคงขั้นพื้นฐานในชีวิต
รวมถึงคำถามง่ายๆ จากคนเป็นพ่อแม่ว่า
“ลูกไหวไหม”