Haas, A. R. (1999). Trends in Articulation Arrangements for Technical and Vocational Education in the S.E.Asia.

กระทู้สนทนา
ทบทวนวรรณกรรม

การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ภายใต้บริบทวิกฤตการเมือง–เศรษฐกิจ และการยกระดับสิทธิการศึกษาของประชาชนไทย
(บททบทวนเพื่อสนับสนุนงานวิชาการด้านสุขวิชโนมิกส์)

1. บทนำเชิงทบทวนวรรณกรรม

วรรณกรรมด้านการพัฒนาทุนมนุษย์จากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNESCO, World Bank, ADB, UNICEF และ SEAMEO ตลอดจนฐานข้อมูลวิชาการอย่าง SSRN และ ERIC ชี้ตรงกันว่า ประเทศที่สามารถยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องยอมรับ “การศึกษา” ในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง มิใช่เพียงบริการสาธารณะตามดุลยพินิจของรัฐ การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ของประเทศไทยจึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สอดคล้องกับวรรณกรรมสากลดังกล่าว และเป็นฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนบทความสุขวิชโนมิกส์ในมิติประวัติศาสตร์ โครงสร้าง และผลลัพธ์เชิงระบบ



2. บริบททางการเมืองและข้อจำกัดของสิทธิการศึกษาก่อนการอภิวัฒน์: การทบทวนวรรณกรรมเชิงโครงสร้าง

วรรณกรรมด้านรัฐศาสตร์เปรียบเทียบระบุว่า รัฐที่มีความไม่มั่นคงทางการเมืองสูง มักประสบข้อจำกัดในการลงทุนระยะยาวด้านการศึกษาและสวัสดิการสังคม (UNESCO; World Bank) สภาพการณ์ของประเทศไทยภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2534 สอดคล้องกับข้อค้นพบดังกล่าวอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 รับรองสิทธิการศึกษาของประชาชนเพียง 6 ปี ซึ่งสะท้อนกรอบคิดเชิงโครงสร้างที่ยังมิได้ยอมรับการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเต็มรูปแบบ

ช่วง พ.ศ. 2535–2539 ประเทศไทยเผชิญความไม่มั่นคงทางการเมืองต่อเนื่อง มีรัฐบาลหลายชุดในระยะเวลาสั้น ขณะเดียวกัน วรรณกรรมเศรษฐศาสตร์การพัฒนาชี้ว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวในเอเชียตะวันออกยิ่งจำกัดขีดความสามารถของรัฐในการใช้งบประมาณเพื่อขยายสิทธิทางสังคม การยกระดับสิทธิการศึกษาด้วยกลไกราชการแบบเดิมจึงแทบเป็นไปไม่ได้ในเชิงโครงสร้าง



3. การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538: การสังเคราะห์วรรณกรรมว่าด้วยการมีส่วนร่วมของสังคม

วรรณกรรมของ UNICEF และ UNESCO เน้นย้ำว่า การขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนาที่มีทรัพยากรจำกัด จำเป็นต้องอาศัย “การมีส่วนร่วมของชุมชน” เป็นฐาน การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 สอดคล้องกับข้อเสนอเชิงทฤษฎีดังกล่าว โดยเปลี่ยนฐานคิดจากการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งแรงงาน วัสดุ และทรัพยากร

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปรากฏในเอกสารร่วมสมัยแสดงให้เห็นผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง ได้แก่ การปรับปรุงโรงเรียนและอาคารเรียนหลายหมื่นแห่ง และการเพิ่มจำนวนเด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาอย่างก้าวกระโดด วรรณกรรมด้านการจัดการการศึกษาเห็นตรงกันว่า ผลลัพธ์ลักษณะนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จาก “นโยบายปฏิรูปทั่วไป” หากแต่ต้องอาศัยกรอบปรัชญาที่เชื่อมโยงรัฐกับสังคมอย่างเป็นระบบ


4. หลักฐานเชิงประจักษ์ระดับนานาชาติ: โครงสร้างแรงงานไทยก่อนการอภิวัฒน์การศึกษา 2538

รายงานของ Haas (1999) ซึ่งจัดทำร่วมกับ UNESCO–UNEVOC และ RMIT University เป็นวรรณกรรมสำคัญที่ถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวางในวงวิชาการสากล ข้อมูลโครงสร้างแรงงานไทยปี พ.ศ. 2538 ชี้ชัดว่า แรงงานร้อยละ 79.1 มีการศึกษาระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า สัดส่วนผู้จบมัธยมศึกษาและอุดมศึกษามีอยู่ในระดับต่ำมาก

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน วรรณกรรมเชิงเปรียบเทียบด้านการศึกษาเห็นตรงกันว่า โครงสร้างดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้ ข้อมูลนี้จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนข้อสรุปในบทความสุขวิชโนมิกส์ว่า ก่อน พ.ศ. 2538 ประเทศไทยประสบความล้มเหลวเชิงโครงสร้างในการพัฒนาทุนมนุษย์มาอย่างยาวนาน


5. จากการอภิวัฒน์การศึกษา 2538 สู่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540: การทบทวนวรรณกรรมด้านสิทธิทางสังคม

วรรณกรรมด้านรัฐธรรมนูญศึกษาและสิทธิมนุษยชนระบุว่า การยกระดับสิทธิทางสังคมในรัฐธรรมนูญมักเกิดขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับนโยบายและการมีส่วนร่วมของสังคม กรณีประเทศไทยสอดคล้องกับข้อค้นพบนี้อย่างเด่นชัด การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังทางสังคมที่นำไปสู่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งรับรองสิทธิการเรียน 15 ปี (มาตรา 43 และมาตรา 80)

วรรณกรรมของ World Bank และ UNESCO เห็นตรงกันว่า การรับรองสิทธิทางการศึกษาในระดับรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการจัดบริการถ้วนหน้า เป็นเงื่อนไขสำคัญของความเสมอภาคเชิงโครงสร้าง ซึ่งประเทศไทยสามารถบรรลุได้เป็นครั้งแรกในช่วงเวลาดังกล่าว



6. บทบาทเชิงโครงสร้างของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล และปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ในวรรณกรรมสากล

วรรณกรรมจากองค์กรระหว่างประเทศที่กล่าวถึงการพัฒนาการศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนสาระสำคัญที่สอดคล้องกับ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่งเป็น ปรัชญาสร้างคน สร้างชาติ ด้วยการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การนำของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 และการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 แสดงให้เห็นการบูรณาการระหว่างสิทธิการศึกษา คุณภาพชีวิต และการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ

ในเชิงทบทวนวรรณกรรม บทเรียนจากประเทศไทยในช่วงดังกล่าวมักถูกอ้างถึงในฐานะกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า การยกระดับสิทธิการศึกษาไม่อาจแยกออกจากกรอบปรัชญาการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง



7. อภิปรายเชิงทบทวน: การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ในฐานะจุดตัดทางประวัติศาสตร์

เมื่อสังเคราะห์วรรณกรรมทั้งหมด การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ควรถูกจัดวางในฐานะ จุดตัดทางประวัติศาสตร์ ที่ทำให้ประเทศไทยเริ่มหลุดออกจากกับดักการจำกัดสิทธิการศึกษาไว้เพียงระดับประถมศึกษา การที่วรรณกรรมและเอกสารทางการบางส่วนไม่บันทึกความจริงเชิงโครงสร้างนี้อย่างครบถ้วน ส่งผลให้สังคมไทยขาดความเข้าใจต่อรากเหง้าของความด้อยพัฒนาด้านทุนมนุษย์

ในฐานะบททบทวนวรรณกรรม บทความนี้จึงสนับสนุนบทความสุขวิชโนมิกส์อื่นโดยยืนยันว่า ความสำเร็จของการยกระดับสิทธิการศึกษาของประชาชนไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2530 เป็นผลโดยตรงจากการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ภายใต้การนำของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล และบนฐานของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ อย่างแท้จริง



เอกสารอ้างอิง
Haas, A. R. (1999). Trends in Articulation Arrangements for Technical and Vocational Education in the South East Asian Region. UNESCO–UNEVOC & RMIT University, Australia.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่