น่ากลัว ได้ความรู้ คนไทยเป็นเยอะ ไขมันที่อันตรายมาก ไม่ใช่ไขมันที่เราจับได้ แต่คือ ไขมันที่เราไม่เคยเห็น - ไขมันพอกตับ

ไขมันที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่ไขมันที่เราจับได้ แต่คือ “ไขมันที่เราไม่เคยเห็น”
ไขมันที่เรามองเห็นหน้ากระจก , ไขมันที่เราหยิบได้ , ไขมันที่เราบีบได้
…ทั้งหมดนั้น
ยังไม่ใช่ตัวอันตรายที่สุด
ตัวจริงคือ
ไขมันที่แทรกอยู่ลึกในช่องท้อง โอบล้อมตับ ห่อหุ้มลำไส้ พันรอบหลอดเลือด และแทรกอยู่รอบอวัยวะสำคัญทั้งหมด
และในห้องผ่าตัด สิ่งที่หมอเห็นมามากกว่า 4,000 เคสทุกวันๆ ก็คือ ไขมันในช่องท้อง ตามรูปที่เห็นอยู่นี้เลยค่ะ เห็นทุกวันจนหมอกลัวค่ะ
ไขมันใต้ผิว = แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง
ไขมันในช่องท้อง = ตัวจริงที่โหดกว่า

ไขมันในช่องท้อง ไม่ใช่แค่ “ก้อนไขมัน” แต่มันคือ อวัยวะต่อมไร้ท่อที่ดุมาก
ไขมันบางชนิดมีหน้าที่แค่เก็บพลังงาน แต่ไขมันในช่องท้อง คือ โรงงานฮอร์โมน + โรงงานอักเสบ
เมื่อเรากินเกิน + ไม่ค่อยขยับนอนน้อย + เครียด
เซลล์ไขมันชนิดนี้จะ
→ ขยายตัว
→ เบียดเส้นเลือด
→ ขาดออกซิเจน
→ ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
→ เรียกเม็ดเลือดขาวเข้ามา
→ เปลี่ยนเป็นโหมดอักเสบ
จากนั้น… มันจะเริ่ม “ปล่อยสารพิษ” ออกมาทั้งวัน

สิ่งที่ไขมันชนิดนี้ปล่อยออกมา
สารกระตุ้นการอักเสบ
กรดไขมันอิสระ
ฮอร์โมนที่ทำให้ดื้ออินซูลิน
และลดฮอร์โมนดีที่ช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลิน

ผลคือ
ร่างกายอักเสบเรื้อรัง
น้ำตาลสูง
อินซูลินทำงานแย่ลง
ไขมันในเลือดผิดปกติ
หลอดเลือดเสื่อม
สมองไม่รับรู้สัญญาณอิ่ม
กินง่าย อิ่มยาก

ทั้งหมดนี้…
เกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว

แล้วตับมาเกี่ยวตรงไหน?
เกี่ยวโดยตรง และนี่คือจุดที่เรื่องเริ่ม “พังเป็นลูกโซ่”
ไขมันและสารพิษจากไขมันในช่องท้องจะไหลตรงเข้าตับ
ไม่ผ่านระบบกรอง
ไม่ผ่านด่านคัดกรอง
ตับ = ด่านหน้า
โดนเต็มๆ

ไขมันพอกตับ = ภัยเงียบที่โหดมาก
ตับไม่ค่อยปวด ไม่ค่อยเตือน ไม่ค่อยฟ้อง เพราะฉะนั้นใครที่บอกว่าปวดท้องบ่อยๆ เป็นไขมันพอกตับ อันนั้นไม่ใช่นะคะ ไขมันพอกตับจะไม่มีอาการ
มันจะสะสมไขมันไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง
ไขมันพอกตับ
ตับอักเสบ
พังผืด
ตับแข็ง
มะเร็งตับ
หลายคนรู้ตัว ตอนที่มันมาไกลแล้ว เช่น ไปตรวจอัลตราซาวด์เจอ หรือทำ Fibroscan เจอ หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เจอ

ปัญหาหลักของไขมันพอกตับคืออะไร?
ถ้าให้อธิบายสั้นที่สุด
ตับ “รับพลังงานเก่ง”
แต่ “ส่งออกไม่ทัน”
ตับ
รับน้ำตาล
รับไขมัน
สร้างไขมันเก่ง
แต่ระบายออกไม่ทัน

โดยเฉพาะถ้า
กินหวาน
ดื่มหวาน
อ้วนลงพุง
ดื้ออินซูลิน
พันธุกรรมเสี่ยง
มันจะสะสมเร็วมาก

ข่าวดีก็คือ…
ไขมันในช่องท้อง และไขมันพอกตับ เป็นไขมันที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดีที่สุด

ทำไมมันถึงยุบได้ไว?
เพราะมันไวต่อ
การขาดพลังงาน
การ fasting
การออกกำลังกาย
การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน

ออกกำลังกายช่วยตับยังไง?
ลดไขมันในตับโดยตรง→ เปิดโหมดกำจัดไขมันในเซลล์
เพิ่มคุณภาพระบบเผาผลาญ→ เครื่องยนต์ในเซลล์ทำงานดีขึ้น→ เผาไขมันในช่องท้องได้เก่งขึ้น
ลดการอักเสบทั้งระบบ→ ลดสารอักเสบ→ เพิ่มสารต้านอักเสบ
อาจช่วยชะลอการเกิดพังผืด
แม้ในคนที่โรคไปไกลแล้ว
การออกกำลังกายก็ยังมีประโยชน์

สรุป
ไขมันในช่องท้อง = ระเบิดเวลาภายในร่างกาย
ไขมันพอกตับ = ภัยเงียบ
แต่…
มันเป็นภัยที่ย้อนกลับได้
ถ้าเริ่มวันนี้
หยุดวงจรนี้ตั้งแต่วันนี้
กินให้พอดี
คาร์บไม่ขัดสี
โปรตีนถึง
ไขมันดี
เพิ่มช่วง fasting (อดอาหาร) ในคนไข้หลังผ่าตัดกระเพาะ เริ่มทำ IF ได้หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์เป็นต้นไป แนะนำทำ IF 18/6 คือใน 1 วันจะรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีพลังงานอยู่ 6 ชั่วโมง อีก 18 ชั่วโมงที่เหลทอดื่มได้เฉพาะน้ำเปล่าและกาแฟดำล้วนๆ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
นอนให้พอ (เข้านอนก่อน 4 ทุ่ม นอนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน และนอนหลับ/ตื่น ในเวลาเดิมทุกวัน)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่