#ที่ดูจิตนั้นยังไม่ถึงจิตจิตจึงหลอกจิต
"...จิตที่เราฝึกหัดให้เข้าถึงธรรมแล้ว แต่ธรรมนั้นมันยังเป็นโลกียะอยู่ มันหลอกได้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าจึงเทศนาว่า "จิตหลอกจิต” เราจะ สังเกตได้อย่างไรว่า
จิตหลอกจิต
เรื่องเหล่านี้ มันยากอยู่เหมือนกัน ถ้าเรา ไม่เข้าใจเรื่องของจิต เรื่องของใจ จิต กับ ใจ มันคนละอันกัน ดังภาษา ชาวบ้านที่พูดกันว่า ใจ ๆ นั่นแหละ ใจ เขาหมายเอาของที่เป็นกลางกลาง อะไรทั้งหมดที่เป็นของกลางแล้ว
เขาเรียกว่า ใจ ทั้งนั้น
คราวนี้มาพูดถึงเรื่อง จิต คือผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง สัญญา อารมณ์ร้อยแปดพันเก้า ไม่มีที่สิ้นสุด นั้นเป็นเรื่องของ จิต ตามความรู้สึก ของคนทั่วไปแล้ว จิต กับ ใจ
มักจะเป็นอันเดียวกัน ดังพูดออกมาเมื่อ ไม่สบายว่า
“ไม่สบายใจ จิตใจหงุดหงิด” ดังนี้ เป็นต้น ถ้าสบายใจก็บอกว่า "จิตใจมันปลอดโปร่งโล่งไปหมด”
จิต แล ใจ แยกออกไว้เป็นคนละส่วนกัน บางทีท่านก็เรียกว่าจิตเป็นของผ่องใสอยู่เป็นนิจ แต่อาคันตุกะกิเลสจรมา ทำให้จิตเศร้าหมอง ต่างหาก หรือบางทีท่านก็ว่า จิตเป็นของเศร้าหมอง จิตเป็นของผ่องใส สะอาด อะไรหลายอย่างต่าง ๆ นานา ทำให้ผู้ศึกษาเรื่อง จิต เรื่อง ใจ ยุ่งกัน ไปหมด
จิต นี้ถ้าเราจะพิจารณาด้วยสามัญสำนึกแล้ว มันให้คิด ให้นึก ให้ปรุง ให้แต่ง ไปต่าง ๆ นานา สารพัดร้อยแปดพันอย่าง ยากที่บุคคลจะ ห้ามให้อยู่ในอำนาจของตนได้
แม้ที่สุดแต่นอนหลับไปแล้ว ยังปรุงแต่ง ท่องเที่ยวไปเลย อย่างเราเรียกว่า ฝัน ปรุงแต่งไปทำธุรกิจการงานต่างๆ
ไป ทำสวน ทำนา ไปค้าขาย หาเงิน หาทอง อาชีพต่าง ๆ
หรืออาฆาตบาดหมาง ฆ่าฟันกัน เป็นต้น
ถ้าเราฝึกหัด จิตของตนที่ดิ้นรนนี้ให้สงบอยู่เป็นหนึ่งได้แล้ว เราจะ มองเห็นจิตที่เป็นหนึ่งนั้น เป็นหนึ่งอยู่ต่างหาก กิเลส มีโทสะ เป็นต้นนั้น อยู่อันหนึ่งต่างหาก จิต กับกิเลส มิใช่อันเดียวกัน ถ้าอันเดียวกันแล้ว ใคร ในโลกนี้จะทำใจให้บริสุทธิ์ได้ จิต เป็นผู้ไปปรุงแต่งเอากิเลส มาไว้ที่จิต ต่างหาก แล้วก็ไม่รู้ว่าอันใดเป็น จิต อันใดเป็น กิเลส
พระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่า จิตตํ ปภสฺสรํ อาคนฺตุเกหิ กิเลเสริ จิตเป็นของผ่องใสอยู่ทุกเมื่อ กิเลสเป็นอาคันตุกะจรมาต่างหาก นี้ก็แสดง ว่าพระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดแล้ว..."
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย
เมื่อจิตนั้น ยังไม่ถึงจิต จึงหลอกจิต
"...จิตที่เราฝึกหัดให้เข้าถึงธรรมแล้ว แต่ธรรมนั้นมันยังเป็นโลกียะอยู่ มันหลอกได้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าจึงเทศนาว่า "จิตหลอกจิต” เราจะ สังเกตได้อย่างไรว่า
จิตหลอกจิต
เรื่องเหล่านี้ มันยากอยู่เหมือนกัน ถ้าเรา ไม่เข้าใจเรื่องของจิต เรื่องของใจ จิต กับ ใจ มันคนละอันกัน ดังภาษา ชาวบ้านที่พูดกันว่า ใจ ๆ นั่นแหละ ใจ เขาหมายเอาของที่เป็นกลางกลาง อะไรทั้งหมดที่เป็นของกลางแล้ว
เขาเรียกว่า ใจ ทั้งนั้น
คราวนี้มาพูดถึงเรื่อง จิต คือผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง สัญญา อารมณ์ร้อยแปดพันเก้า ไม่มีที่สิ้นสุด นั้นเป็นเรื่องของ จิต ตามความรู้สึก ของคนทั่วไปแล้ว จิต กับ ใจ
มักจะเป็นอันเดียวกัน ดังพูดออกมาเมื่อ ไม่สบายว่า
“ไม่สบายใจ จิตใจหงุดหงิด” ดังนี้ เป็นต้น ถ้าสบายใจก็บอกว่า "จิตใจมันปลอดโปร่งโล่งไปหมด”
จิต แล ใจ แยกออกไว้เป็นคนละส่วนกัน บางทีท่านก็เรียกว่าจิตเป็นของผ่องใสอยู่เป็นนิจ แต่อาคันตุกะกิเลสจรมา ทำให้จิตเศร้าหมอง ต่างหาก หรือบางทีท่านก็ว่า จิตเป็นของเศร้าหมอง จิตเป็นของผ่องใส สะอาด อะไรหลายอย่างต่าง ๆ นานา ทำให้ผู้ศึกษาเรื่อง จิต เรื่อง ใจ ยุ่งกัน ไปหมด
จิต นี้ถ้าเราจะพิจารณาด้วยสามัญสำนึกแล้ว มันให้คิด ให้นึก ให้ปรุง ให้แต่ง ไปต่าง ๆ นานา สารพัดร้อยแปดพันอย่าง ยากที่บุคคลจะ ห้ามให้อยู่ในอำนาจของตนได้
แม้ที่สุดแต่นอนหลับไปแล้ว ยังปรุงแต่ง ท่องเที่ยวไปเลย อย่างเราเรียกว่า ฝัน ปรุงแต่งไปทำธุรกิจการงานต่างๆ
ไป ทำสวน ทำนา ไปค้าขาย หาเงิน หาทอง อาชีพต่าง ๆ
หรืออาฆาตบาดหมาง ฆ่าฟันกัน เป็นต้น
ถ้าเราฝึกหัด จิตของตนที่ดิ้นรนนี้ให้สงบอยู่เป็นหนึ่งได้แล้ว เราจะ มองเห็นจิตที่เป็นหนึ่งนั้น เป็นหนึ่งอยู่ต่างหาก กิเลส มีโทสะ เป็นต้นนั้น อยู่อันหนึ่งต่างหาก จิต กับกิเลส มิใช่อันเดียวกัน ถ้าอันเดียวกันแล้ว ใคร ในโลกนี้จะทำใจให้บริสุทธิ์ได้ จิต เป็นผู้ไปปรุงแต่งเอากิเลส มาไว้ที่จิต ต่างหาก แล้วก็ไม่รู้ว่าอันใดเป็น จิต อันใดเป็น กิเลส
พระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่า จิตตํ ปภสฺสรํ อาคนฺตุเกหิ กิเลเสริ จิตเป็นของผ่องใสอยู่ทุกเมื่อ กิเลสเป็นอาคันตุกะจรมาต่างหาก นี้ก็แสดง ว่าพระพุทธองค์ตรัสไว้ชัดแล้ว..."
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย