Last Regiment เป็นเกม turn-based ที่มีธีมในโลกแฟนตาซียุคล่าอาณานิคมที่ค่อนข้างน่าสนใจ (ซึ่งทางทีมผู้พัฒนานั้นได้แรงบันดาลใจหลักจากยุคล่าอาณานิคมราวศตวรรษที่ 15 - 18 ในบริเวณพื้นที่ทางเอเชียอาคเนย์นั้นเอง) ซึ่งเอาจริงแล้วเกมนี้อาจจะดูธรรมดามาก แต่หลังจากที่ได้ลองเล่นดู กลับกลายเป็นว่ามี World building และประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย
โลกของเกม Last Regiment นั้น แบ่งออกได้เป็นสองทวีปใหญ่คือ ทวีปเก่า (Old World) และทวีป Kothia โดยมีมหาสมุทร Linthian กั้นขวางระหว่างสองทวีปนี้เอาไว้ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ภายในเกมนั้นจะโฟกัสที่ทวีป Kothia เป็นหลักนั้นเอง
ทำความรู้จักกับทวีป Kothia
ทวีป Kothia เป็นมหาทวีปขนาดใหญ่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเผ่าพันธุ์มากมาย โดยเฉพาะเผ่าพันธุ์ Feyborn (เอลฟ์) และ Goblinkin (ออร์ค, โคโบลด์, ออเกอร์, ก็อบลิน) ที่ซึ่งต่อมาจะขยายออกไปเป็นเผ่าต่างๆ ทั่วทั้งทวีป Kothia ส่วนเผ่าพันธุ์ของเอลฟ์ทางตอนเหนือนั้นได้มีการรวมตัวกันเป็นอาณาจักรต่างๆ มากมาย ซึ่งโดยปกติแล้วเผ่าพันธุ์ต่างๆ เหล่านี้ก็มักมีการรบพุ่งกันเองอยู่เสมอ ด้วยสภาพความเป็นอยู่แบบชนเผ่านี้เอง จึงทำให้ไม่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ถึงประวัติความเป็นมาและเรื่องราวต่างๆ บนทวีป Kothia ที่ชัดเจนเลยแม้แต่นิดเดียว
แผนที่ทวีป Kothia ทางตะวันตก (ส่วนทางตะวันออกนั้นยังไม่เคยมีการเข้าไปสำรวจ)
ผู้มาเยือนจากแดนตะวันตก
ในช่วงราวปี 1000 ผู้คนจากทวีปเก่าได้พัฒนาเทคโนโลยีการเดินเรือข้ามมหาสมุทร Linthian จนสามารถเดินทางมาถึงหมู่เกาะโดยรอบของทวีป Kothia ได้สำเร็จ และได้มีการตั้งสถานีการค้ากับเผ่าพื้นเมือง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เมืองท่าจากทวีปเก่าเริ่มเติบโตเฟื่องฟูมากขึ้นอย่างเช่นเมือง Polliva (เมืองหลวงของอาณาจักร Zalov) และเมือง Razzotia (เมืองหลวงของจักรวรรดิ Portella) ที่ได้กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น
ชาวทวีปเก่านำเทคโนโลยีและศาสตร์ความรู้ต่างๆ มากมายมาถ่ายทอดกับชนเผ่าพื้นเมือง จนเกิดการร่วมมือระหว่างอาณาจักรเอลฟ์แห่ง Timosar กับเหล่าจอมเวทย์และวิศวกรแห่ง Polliva ในการคิดค้น "จักรกลประดิษฐ์" (Constructs) ขึ้นมาด้วยมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นแรงงาน แต่ด้วยประสิทธิภาพของมันจึงทำให้ถูกดัดแปลงเพื่อใช้เป็นอาวุธสำหรับชาวนิคมและอาณาจักรเอลฟ์ในสงครามปราบ Goblinkin แม้จะถูกการต่อต้านโดยกลุ่มเอลฟ์ผู้ยึดมั่นในหลักนิยมเก่า (Fundamentalist) ที่มองว่าจักรกลประดิษฐ์คือสิ่งที่ผิดและฝืนกฏธรรมชาติ จึงทำให้เกิดการแบ่งแยกทางความคิดขึ้นในบรรดาเหล่าเอลฟ์
กองกำลังจักรกลประดิษฐ์
The Stone Galleon War มหาสงครามอาณานิคม
ในปี 1235 หลังจากความขัดแย้งและสงครามตัวแทนเริ่มรุนแรงมากขึ้น แต่ละนิคมแต่ละเผ่าเริ่มจับกลุ่มพันธมิตรกัน เหล่าเอลฟ์ โคโบลด์ และชาวนิคมของจักรวรรดิ Portella ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มพันธมิตรแดนใต้ (Southern Alliance) เพื่อทำลายกลุ่มปฏิญญาแห่งเสรีชน (Concord of Free Peoples) อันเป็นการรวมกลุ่มใหญ่ระหว่างเหล่าออร์ค ก็อบลิน ชาวนิคมแห่ง Zalov และชาติพันธมิตรจาก Toyan
แต่ด้วยความได้เปรียบจากกองกำลังจักรกลประดิษฐ์ของกลุ่มพันธมิตรแดนใต้ จึงทำให้กลุ่มพันธมิตรเสรีชนล้วนแตกพ่ายทุกแนวรบ อาณาจักรและชนเผ่าทางตอนเหนือมากมายถูกทำลาย เผ่าพันธุ์ Goblinkin ถูกกวาดล้างจนต้องหลบหนีลึกเข้าไปในใจกลางทวีป ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันน่าภาคภูมิใจมากมายของแต่ละเผ่าก็ได้สูญหายไปในช่วงเวลานี้
ในช่วงปี 1250 เหล่าออร์คแห่ง Mugroot ภายใต้การนำโดย Sulhan ได้หันไปบูชา Zali เทพแห่งความมืดเพื่อแลกกับพลังอมตะสำหรับต่อต้านกลุ่มพันธมิตรแดนใต้ หลังจากดำเนินพิธีกรรมบูชายัญครั้งยิ่งใหญ่ เทพ Zali ก็ได้ตอบรับด้วยการมอบเชื้อราที่เข้าควบคุมซากไร้วิญญาณเพื่อแพร่เชื้อและกลืนกินสรรพชีวิตผ่านการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วเกินจะควบคุมได้ นิคม Ragade ของจักรวรรดิ Portella กลายเป็นเมืองแรกที่ถูกกลืนกินโดยเชื้อรามฤตยูเหล่านี้
เชื้อราจาก Mugroot เริ่มระบาด
กองทัพเชื้อรายังคงระบาดต่อไปอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเคลื่อนเข้าเขตร้อนภาคกลางก็ยิ่งระบาดได้ไวมากขึ้น จนยากที่พันธมิตรแดนใต้จะสามารถรับมือได้ ทำให้จำเป็นต้องถอยทัพมายังชายฝั่งทางตะวันตก ส่วนอาณาจักรต่างๆ ของพวกเอลฟ์ก็เริ่มเกิดการสั่นคลอนเนื่องด้วยกลุ่มเอลฟ์ผู้ยึดมั่นในหลักนิยมเก่าเชื่อว่าเหตุทั้งหมดนี้เป็นการลงโทษจากเทพเจ้าจากการพยายามฝืนธรรมชาติในการสร้างจักรกลประดิษฐ์ เพื่อเปลี่ยนให้โลกใบนี้ถูกชะล้างจนไร้ซึ่งวิญญาณดั่งเช่นจักรกลประดิษฐ์เสียนั่นเอง ความแตกแยกนี้เองทำให้เหล่าเอลฟ์อ่อนแอลง จนไม่อาจต้านทานการรุกรานของเชื้อราได้ จึงได้พากันถอยหนีไปยังเกาะ Timosar ในขณะที่กลุ่มวิศวะกรเอลฟ์เลือกที่จะหลบหนีลึกเข้าไปในทวีป ทิ้งจักรกลประดิษฐ์ที่เหลือไว้โดยไร้การซ่อมบำรุง ทำให้เหล่าจักรกลประดิษฐ์ที่พยายามต่อต้านด้วยไม่รู้จักการยอมแพ้ ต่างค่อยๆ ทยอยเสื่อมโทรมและผุพังไปตามเวลา กลายเป็นซากทิ้งไว้อยู่ทั่ว Kothia
หมู่เกาะ Timosar ที่มั่นสุดท้ายของเหล่าเอลฟ์
กำเนิดกลียุค
ราวปี 1280 ราชินี Heleth ผู้ปกครองแห่งอาณาจักร Timosar เล็งเห็นว่าการจะกำจัดภัยคุกคามจากเชื้อราได้นั้น จำเป็นต้องใช้มหาเวทย์ที่ยิ่งใหญ่ในการต่อกรและปรับคืน Kothia กลับคืนสู่สมดุล ซึ่งหลังจากการทำพิธีบูชายัญอย่างยิ่งใหญ่ ในที่สุดอำนาจลึกลับจากผืนปฐพีก็ได้ตอบรับ โดยการส่งมอบสิ่งมีชีวิตเวทย์มนต์ในรูปแบบภูตจำนวนมากจากป่าเขาและสรรพชีวิตหลากรูปแบบ เข้าทำลายกวาดล้างภัยคุกคามต่างๆ บนผืนทวีป
...........ซึ่งรวมถึงทั้งพวกมนุษย์ Goblinkin และเอลฟ์ด้วยเช่นกัน
ภูตเวทย์มนต์เหล่านี้ป่าเถื่อนเกินกว่าที่จะควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะคุมได้ด้วยเวทย์มนต์ แต่ก็เป็นเพียงแค่ระยะสั้นๆ เนื่องด้วยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ล้วนแต่ทำตามสัญชาตญาณ เกาะ Timosar ที่แต่เดิมเคยเป็นแหล่งหลบภัย มาบัดนี้กลายเป็นเพียงแหล่งรวมของภูตเวทย์มนต์สุดอันตรายที่ไล่ล่าทุกชีวิตที่มันพบเจอ
ในที่สุดเส้นทางการค้ามหาสมุทร Linthian ที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟูด้วยสำเภาค้าขาย ก็กลายเป็นเส้นทางหนีตายเส้นทางเดียวในการหลบหนีจากกลียุคบนทวีป Kothia ชาวนิคมที่หนีไม่พ้นก็ต่างตกเป็นเหยื่อของเหล่าเชื้อรา จักรกลประดิษฐ์ หรือไม่ก็ภูตเวทย์มนต์ พวกที่ถูกทอดทิ้งก็ล้วนต่างต้องพากันหลบหนีลึกเข้าไปในทวีป ซ่อนตัวจากหายนะอันน่าสะพรึงกลัว
จักรกลประดิษฐ์ เชื้อรา และภูตเวทย์มนต์ ผลกระทบจากสงครามบนทวีป Kothia
เมื่ออารยธรรมสิ้นสูญ เหล่าหายนะต่างๆ บนทวีป Kothia ก็ต่างเข้าห่ำหั่นกันเอง กลายเป็นสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น ต่างฝ่ายต่างสู้รบกันเองจนเริ่มเหลือกำลังน้อยลง ทำให้ทวีป Kothia ได้โอกาสเยียวยาและฟื้นฟูจากความบอบช้ำที่ประสบมาตลอดหลายปี ธรรมชาติเริ่มหวนคืนแทนที่อดีตนิคมและชุมชนที่ถูกทอดทิ้งไป เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับ Kothia กลายเป็นสิ่งต้องห้ามบนทวีปเก่า ทุกอย่างถูกเผาทำลายและทำให้ลืม เสมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในขณะเดียวกันเมื่อไร้ซึ่งเส้นทางการค้ากับทวีป Kothia หลายอาณาจักรบนทวีปเก่าก็เริ่มเสื่อมอำนาจและอิทธิพลลงไปมากเช่นกัน
ยุคสมัยแห่งการค้นพบครั้งที่ 2
ในช่วงปี 1663 จอมเวทย์ผู้ทรงอิทธพลแห่งจักรวรรดิ Portella นามว่า Zangor และเป็นพระอาจารย์ของจักรพรรดิน้อย Renald XVI ได้ค้นคว้าจนค้นพบเกี่ยวกับทวีป Kothia ที่ถูกลืมเลือน จึงวางแผนในการตั้งคณะสำรวจ แม้ว่าจะถูกขัดขวางโดยผู้สำเร็จราชการอย่าง จักรพรรดินี Dowager ในท้ายที่สุดด้วยการสนับสนุนจากสมาคมพ่อค้าในปี 1671 Zangor ก็สามารถตั้งคณะสำรวจเข้าไปในทวีป Kothia ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 200 ปี ทั้งยังสามารถติดต่อกับเผ่าพื้นเมืองต่างๆ ได้ด้วยดี แต่เมื่อพยายามสำรวจลึกเข้าไปในพื้นทวีป บรรดาลูกเรือก็ต่างพากันต่อต้านไม่สำรวจต่อ Zangor จึงแอบหนีขึ้นไปตามลำน้ำ Kuno ด้วยความช่วยเหลือของเผ่าในพื้นที่ ลึกเข้าไปยังพื้นที่ที่เต็มไปด้วยการระบาดของเชื้อราอันตรายโดยไม่กลับออกมาอีกเลย
คณะสำรวจเดินทางกลับในปี 1674 พร้อมสินค้าหายากจำนวนมากมาย ความสำเร็จนี้เป็นกระแสดึงดูดพ่อค้าและนักวิชาการมากมายจากทวีปเก่า ให้หันกลับมาสนใจสำรวจทวีป Kothia อีกครั้งหนึ่ง นำไปสู่ยุคสมัยแห่งการแข่งขันสำรวจทางทะเลที่เข้มข้น
ในปี 1675 องค์ชาย Cricov แห่ง Zalov ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือ ได้เริ่มการสำรวจดินแดนใหม่ ภายใต้ความช่วยเหลือของเรือโทหญิง Pietra Delphina อดีตหนึ่งในคณะเดินทางของ Zangor โดยใช้เส้นทางเดินเรือทางตอนเหนือด้วยหวังว่าจะค้นพบกับอาณาจักรเอลฟ์โบราณแห่ง Timosar
หลังจากการเดินทางอย่างยากลำบาก ในที่สุดองค์ชายและคณะก็เดินทางมาถึงเกาะ Timosar แต่สิ่งที่พวกเขาค้นพบกลับไม่ใช่อาณาจักรโบราณอันรุ่งโรจน์ แต่กลับเป็นซากปรักหักพังที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายที่พุ่งโจมตีในทันทีที่เริ่มสำรวจชายฝั่ง ทำให้จำเป็นต้องถอยออกมาอย่างทุลักทุเล แต่เคราะห์ร้าย องค์ชาย Cricov เสียชีวิตจากการพยายามขึ้นฝั่งครั้งที่ 2 ทำให้การสำรวจต้องยุติลง เรือโทหญิง Pietra หลบหนีกลับ Portella เนื่องด้วยกลัวความผิด แต่ก็ถูกจับขังในข้อหาทรยศชาติแทน
ในปี 1681 จักรวรรดิ Portella ประสบความสำเร็จในการตั้งเมืองท่าบนเกาะ Ruma แต่ก็ยังไม่อาจสำรวจขยายต่อยอดขึ้นไปบนลำน้ำ Kuno ได้เนื่องจากถูกชนพื้นเมืองต่อต้าน ในขณะที่ปีต่อมาอาณาจักร Zalov ได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดจึงยอมถอยจากเกาะ Timosar ล่องมาทางใต้จนสามารถตั้งปราการ Redkeep ได้โดยเข้าผูกมิตรกับชนเผ่าในพื้นที่นั้นเอง
เมืองท่า Ruma และป้อมปราการ Redkeep เมืองท่าสำคัญในยุคบุกเบิกครั้งที่ 2
จากความสำเร็จข้างต้นจึงทำให้อาณานิคมใน Kothia เริ่มเติบโตเฟื่องฟูมากขึ้น ดึงดูดผู้คนมากมายจากทวีปเก่าให้เข้ามาแสวงโชคกับความเสี่ยงและป่าเถื่อนของทวีปนี้ นั้นเองจึงทำให้มีการเตรียมการใหญ่ในการพิชิตเกาะ Timosar ของอาณาจักร Zalov ที่ในตอนนี้มีความพร้อมด้านภูมิศาสตร์ ที่มั่นและยุทธปัจจัยมากกว่าเดิม ในปี 1479 กองเรือของ Zalov ได้เข้าปิดล้อมเกาะแล้วส่งกำลังเขายึดซากเมือง Soreen อดีตเมืองหลวงของอาณาจักร Timosar ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ การศึกเป็นไปอย่างหนักหน่วงแต่ในท้ายที่สุดเหล่าภูตเวทย์มนต์ก็ถูกขับไล่ออกไปเนื่องด้วยความเหนือกว่าทางยุทโธปากรณ์ของ Zalov ทำให้เหล่าภูตได้ยินยอมร่วมมือกับเหล่าเอลฟ์ที่ก็ต่างหวั่นเกรงภัยสงครามด้วยเช่นกัน ซึ่งการร่วมมือของทั้งสองฝั่งก็ทำให้สามารถขับไล่ Zalov ออกไปได้ แต่ในท้ายที่สุดเหล่าเอลฟ์ก็กลับถูกหักหลังโดยเหล่าภูตที่กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง ส่วนทาง Zalov ที่ถึงแม้ว่าจะพ่ายแพ้กลับไปแต่ก็ได้ค้นพบซากจักรกลประดิษฐ์จำนวนมากที่ถูกนำกลับไปเพื่อศึกษาและปรับปรุงต่อ ณ ปราการ Redkeep
ต่อในคอมเมนต์
Last Regiment: ปูมประวัติศาสตร์แห่ง Kothia